แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระตุ้นความคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระตุ้นความคิด แสดงบทความทั้งหมด

1.05.2553

| กระตุ้นความคิด ๑๓๒ (Fairtrade)




ร้านเล็ก แต่ใจใหญ่
โดย : วิภานี กาญจนาถิญโญกุล

พูดถึงการค้าแบบเป็นธรรม หรือที่เรียกทับศัพท์กันอย่างคุ้นเคยว่า แฟร์เทรด (Fairtrade) ทีไร หลายคนที่รู้จักแนวคิดนี้ก็มักจะนึกไปถึง--> สินค้าราคาแพงจากเมืองนอก หรือร้านแฟร์เทรดที่เคยพบเห็นเวลาเดินทางไปต่างประเทศ
hhh
วันนี้ ร้านแฟร์เทรดเต็มรูปแบบก็ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองไทย หรือจะว่าไปก็มีมานานกว่า 20 ปีแล้วจากคำบอกเล่าของ ‘แนน’ ณัฐกฤตา พงษ์ธนานิกร 1 ใน 2 หุ้นส่วนแห่งร้าน The Curious Oyster ย่านสวนลุมไนท์บาร์ซาร์ ซึ่งอธิบายหลักการแฟร์เทรดของร้านให้ฟังว่า
hhhh
“หลักการของแฟร์เทรดจะต่างกับการทำการกุศล เรานำอาชีพไปให้ชาวบ้าน ช่วยสนับสนุน หาตลาดขายสินค้า และพัฒนาสินค้าไปพร้อมกัน โดยทำการค้าอย่างยุติธรรมต่อผู้ผลิตที่เป็นผู้ด้อยโอกาส เราจะไม่กดราคา ไม่ผลิตแบบระบบอุตสาหกรรม ไม่ใช้ระบบพ่อค้าคนกลาง ไม่สนับสนุนการใช้แรงงานเด็ก การกดขี่ทางเพศ แต่ใช้การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและผู้คน”
hhhh
ถึงแม้ร้านจะเพิ่งเปิดมาได้เพียง 1 เดือน แต่พ่อของ มาร์ค แซล์มอน หุ้นส่วนอีกคนซึ่งทำธุรกิจด้านนี้มานานถึง 2 ทศวรรษก็คลุกคลีอยู่ในแวดวงนี้มาก่อน โดยที่ผ่านมาจะเน้นการขายตามงานแฟร์ซึ่งทางบริษัทจัดขึ้นเดือนละครั้ง อันเป็นการนำผู้ผลิตจากหมู่บ้านต่างๆ ให้มาออกร้าน พบกับลูกค้าโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย รวมทั้งส่งออกต่างประเทศบ้าง
แตกต่างไปจากการแยกมาเปิดร้านของทั้งสองที่ตั้งใจว่า อยากมีร้านขายปลีก เพราะผู้ผลิตบางรายอยู่ไกลมาก มาร่วมงานไม่สะดวก การมีหน้าร้านยังช่วยให้ได้รู้จักลูกค้า รู้ว่าลูกค้าชอบหรือไม่ชอบอะไร
hhhh
ร้านเล็กๆ ภายในพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรนี้ จึงเป็นฝีมือการปลุกปั้นช่วยกันดูแลของทั้งคู่ แต่ก็มีการแบ่งงานกันทำ โดยมาร์คจะออกไปพบผู้ผลิตตามต่างจังหวัดมากกว่าแนนซึ่งจะเน้นการดูแลร้านที่สวนลุมมากกว่า ส่วนสินค้าภายในร้านนั้นก็มีมากมายหลายประเภทอาทิ เมล็ดกาแฟจากเชียงใหม่ ไม้กวาดชนเผ่า ตะกร้าจากกาน่า ฯลฯ ซึ่งทางร้านรู้จักแหล่งผลิตมาจากการสั่งสมประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจประเภทนี้ มีบ้างบางรายที่เข้ามาติดต่อบริษัทเอง สินค้าที่วางหลากหลายอยู่ในพื้นที่เล็กๆ นี้จึงมาจากทั่วสารทิศ อาทิ งานไม้จากบ้านแฮนดี้คราฟท์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ HIV และผู้พิการให้มีอาชีพ งานศิลปะเด็กจากมูลนิธิ ณ กิตติคุณ ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนเด็กออทิสติก ที่ในโรงเรียนจะมีผลงานศิลปะเด็กมาขาย อย่างสมุดทำมือปกเป็นการวาดรูปบนผ้าใบสีสวยๆ ของเด็ก งานปั้นชิ้นเล็กๆ เอามาติดแม่เหล็กสำหรับติดตู้เย็น
hhhh
“สินค้ามีทั้งแบบที่ชาวบ้านทำเอง แล้วเราหาตลาดให้ กับมีแบบที่เราเข้าไปช่วยออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ บางทีก็มีดีไซเนอร์อาสาสมัครจากต่างประเทศ เขาก็ติดต่อเข้ามาที่บริษัท แล้วไปอยู่ตามหมู่บ้านช่วยออกแบบและทำผลิตภัณฑ์ออกมา”
hhh
สำหรับดีเจ คลื่นแฟตเรดิโออย่างแนน การแบ่งเวลามาทำธุรกิจด้านแฟร์เทรดเป็นสิ่งที่เธอเพิ่งเข้ามาสัมผัส ซึ่งได้เปิดมุมมองและความรู้สึกใหม่ให้กับเธอ รวมไปถึงลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้าน
hhhh
“คิดว่าการทำธุรกิจมันก็มีความยาก-ง่ายไม่ต่างจากการทำธุรกิจประเภทอื่นอยู่แล้ว แต่พอเราเข้ามาทำตรงนี้ เราก็ได้รู้ว่า ชาวบ้านไทยเก่งจัง! แล้วก็ได้ความรู้สึกดีๆ เวลาที่ทำงาน ส่วนที่ต้องคอยอธิบายให้คนมาร้านเข้าใจเรื่องแฟร์เทรดก็เป็นเจตนารมณ์ของเราอยู่แล้วที่จะบอกไอเดียนี้ให้คนได้รู้จัก”
ggg
อนาคตของร้านเล็กๆ แห่งนี้ เธอจึงตั้งเป้าเอาไว้แบบที่สอดคล้องกับความเป็นจริงว่า
“เราทำธุรกิจ เราก็ต้องให้มันอยู่ได้ด้วยตัวเอง เมื่อร้านเราอยู่ได้ ผู้ผลิตก็อยู่ได้ อย่างที่บอกว่าเราไม่ใช่มูลนิธิ เราก็ต้องทำแบบนี้เพื่อให้มันอยู่ได้ในโลกปัจจุบัน”
jjjj
หมายเหตุ : อ่านข้อมูลการจัดงานแสดงสินค้าที่ www.thaicraft.org หรือโทร 08-1911-2412
ggg
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub thnaks
ggg

12.21.2552

| กระตุ้นความคิด ๑๓๑ (ดัง..ความเห็น)


เสียงเงียบที่ดังกึกก้อง
โดย : ชณ เศรษฐสาคร
ช่วงมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ที่นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นตัวอย่างที่เห็นค่อนข้างชัด นับตั้งแต่วินาทีที่หน้าข่าวบนเว็บไซต์รายงานผลการแข่งขันฟุตบอลชายที่ชาติไทยเราโดนเสือเหลืองมาเลเซียเขี่ยตกที่นั่ง "ราชาลูกหนังแห่งอุษาคเนย์" (ที่คนกลุ่มหนึ่งคิด และพยายามสร้างภาพให้คนไทยคิดตาม) ร่วงในรอบแรกไปด้วยสกอร์ 2-1 กระทู้สรรเสริญเยินยอจากทั่วทุกสารทิศก็ทยอยแปะต่อท้ายข่าวอย่างไม่ขาดสาย

เกลี่ยสายตาดูทั่วๆ บรรดาเว็บไซต์ดังๆ ในชุมชนไซเบอร์สเปซนั้นมีความเห็นหลังข่าวนี้ไม่ต่ำกว่า 100 คอมเมนท์อันที่จริง การแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์มีมาตั้งแต่คนเราเริ่มทำความรู้จักกับอินเทอร์เน็ต เว็บบอร์ดก็กลายเป็นแหล่งรวบรวมความเห็นจากผู้คนในแวดวงต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ความสนใจเดียวกัน ซึ่งอาจถือว่า นี่เป็นเค้าโครงของโซเชียลเน็ตเวิร์ครุ่นแรกๆ ของยุคดิจิทัล

ทั้งเหตุบ้านการเมือง ไปจนถึงสารทุกข์สุกดิบ ก็พากันมากระจุกรวมกันบนพื้นที่เหล่านี้ เนื่องจากความที่สังคมระบบเลขฐานสองเปิดเสรีอย่างเต็มที่ อีกทั้งไม่ต้องแสดงตัวตนบนโลกนอกจอให้เห็น คุณสมบัติข้อนี้จึงทำให้โลกออนไลน์ทวีความนิยมขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงลักษณะเฉพาะออกไป แต่ถึงอย่างนั้นความน่าเชื่อถือก็ยังคงขีดกรอบให้เรื่องบอกเล่าต่างๆ กลายเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มอยู่

กระทั่งวันนี้ ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนกระทั่งหลับตานอนชีวิตคนเรา (โดยเฉพาะพวกที่ได้ชื่อว่าคนเมือง) ผูกติดกับคอมพิวเตอร์อย่างชนิดที่แยกกันไม่ออก ลูกเล่น หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมีมากขึ้น การเกิดขึ้นของ โซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง ไฮไฟ เฟซบุ๊ค หรือกระทั่งไมโครบล็อกอย่างทวิตเตอร์ ก็ยิ่งช่วยให้คนเราแสดงออกได้ง่ายขึ้น

อีกทั้งความน่าเชื่อถือของสิ่งที่อยู่ในโลกออนไลน์ที่เคยถูกตั้งคำถามวันนี้ได้มลายหายไปส่วนใหญ่แล้ว ข่าวร้อนหลายข่าว ประเด็นดังๆ หลายประเด็น รวมทั้งปรากฏการณ์ทางสังคมใหญ่ๆ หลายครั้งเริ่มมีต้นธารมาจากโลกไซเบอร์มากขึ้น เว็บบอร์ดหลายเว็บกลายเป็นแหล่งชุมนุมของผู้คนจนแปรสภาพไปเป็นสถาบันที่มีน้ำหนักในการใช้อ้างอิงได้ไปโดยปริยาย

ความแข็งแรงที่เกิดขึ้นของเสียงบนโลกเสมือนที่มักดังเข้ามากระแทกหู (บางครั้งก็แทงถูกใจดำๆ ของใครหลายๆ คน) ผู้คนบนโลกจริง นั่นก็เพราะสิ่งที่ปรากฏเป็นความเห็นตรงหน้าจอนั้น ส่วนใหญ่มาจากความรู้สึกล้วนๆ ไม่ได้มีความหมายแฝง ซึ่งปัจจุบันประเด็นนี้ก็ถูกตั้งคำถามย้อนกลับไปยังโลกไซเบอร์โดยผู้คนบนโลกจริงเช่นกัน ผิดกับสื่อมวลชนส่วนใหญ่ที่อาจถูกความสงสัยว่าเล่นพรรคเล่นพวกเคลือบเอาไว้อยู่ได้ เคสซีเกมส์เมืองเวียงจันทน์ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีอีกเช่นเคย เสียงก่นด่าเกิดขึ้นมากมายหลังจากฟุตบอลทีมชาติไทยพลาดอะไรต่ออะไร ขณะที่ความเคลื่อนไหวบนหน้ากระดาษทำหน้าที่เพียงรายงานความเคลื่อนไหว (อาจมีวิพากษ์บ้างพองาม) แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เข้าสู่สภาวะปกติ

ไม่แน่ว่าต่อไปในอนาคต เราอาจต้องมานั่งมองกันใหม่ก็ได้ว่า ตั้งแต่กรณีน้องอุ้ม ณ เมืองคานส์ นาธาน โอมาน ผู้ใหญ่ในวงการฟุตบอลทีมชาติไทย และกรณีอื่นๆ กรณีแล้วกรณีเล่า ที่เป็นประเด็นร้อนออนเน็ตนั้น จะกระแทกเข้าสู่ส่วนไหนของสังคม ให้กลายเป็นเสียงเงียบที่ดังกึกก้องต่อไป
huahinhub Thanks กรุงเทพธุรกิจ

12.15.2552

| กระตุ้นความคิด ๑๓๐ (พลังงานฟางข้าว)


สร้างพลังงานทดแทนจากฟางข้าว
โดย : บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE)

ปัญหาอย่างหนึ่งของเกษตรกรในการทำนา คือการจัดการกับฟางข้าวภายหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งแม้ปัจจุบันฟางข้าวจะสามารถนำไปใช้ประโยชนได้หลากหลาย เช่น อาหารสัตว์ ปุ๋ยหมักชีวภาพ แต่ด้วยภาวะเร่งรัดในการทำนาครั้งต่อไป การเผาฟางจึงกลายเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด
แม้ว่าเกษตรเองจะไม่อยากเผาฟางก็ตาม หากแต่ว่าผลกระทบที่ตามมานั้น ไม่เพียงความร้อนที่เกิดจากการเผาจะทำลายธาตุอาหารในดิน และได้ผลผลิตคุณภาพไม่ดีแล้ว การเผาฟางยังเป็นการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศอีกด้วย
ทั้งนี้ จากข้อมูลการสำรวจจากกรมควบคุมมลพิษ พบว่าพื้นที่ที่มีการเผา
ฟางข้าวมากที่สุดในประเทศไทยมีถึง 13 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคกลาง เช่น ชัยนาท ลพบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา และอ่างทอง เป็นต้น
น.ส.ไตรทิพย์ สุรเมธางกูร นักศึกษาปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (
JGSEE) กล่าวว่า ปัจจุบันแนวทางหนึ่งในการจัดการฟางข้าวที่น่าสนใจ คือการนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยการสนับสนุนของภาครัฐในการใช้ชีวมวลเพื่อทดแทนพลังงานจากฟอสซิล
ในหลายประเทศเริ่มมีการใช้
ฟางข้าว(rice straw) และฟางข้าวสาสี(wheat straw)เป็นเชื้อเพลิงของหม้อต้มไอน้ำในการผลิตความร้อนและผลิตกระแสไฟฟ้าพลังไอน้ำบ้างแล้ว เช่น ประเทศเดนมาร์ก อังกฤษ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น

ขณะที่ประเทศไทยมีความพยายาม ในการนำ
ฟางข้าวมาใช้ประโยชน์ในรูปพลังงานมาก แต่ยังประสบความสำเร็จไม่มากนัก เนื่องจากฟางข้าว เป็นชีวมวลที่มีค่าความร้อนต่ำ อีกทั้งยุ่งยากในการเก็บเกี่ยว และมีค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเศษวัสดุจากอุตสาหกรรมที่กำลังใช้กันอยู่ เช่น แกลบ เศษไม้ เปลือกปาล์ม ส่งผลให้ฟางข้าวกว่า 50 %ต้องถูกเผาทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้น เพื่อหาเทคโนโลยีที่นำฟางข้าวไปใช้อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกิดประโยชน์ที่ได้ผลคุ้มค่าต่อการลงทุน อันจะช่วยหยุดสร้างมลพิษจากการเผาฟาง และได้แหล่งพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น จึงได้ศึกษานโยบายเกี่ยวกับการนำฟางข้าวมาผลิตพลังงานในประเทศไทย ด้วยการประเมินความเป็นไปได้ใน 4 ด้าน คือ
1. ศักยภาพของทรัพยากรที่สามารถนำออกมาใช้ได้จริง
2. ความเหมาะสมของประเภทและขนาดของเทคโนโลยีกับศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่
3.ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งในแง่ของผู้ลงทุนและสังคมรวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ และ
4. สิ่งแวดล้อม โดยเสนอแนวทางของนโยบายที่ภาครัฐควรจะสนับสนุน

“ผลจากการประเมินพบว่า ฟางข้าวมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ ด้วยการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงของหม้อต้มน้ำอุตสาหกรรมในโรงงานจะมีศักยภาพมากว่าการผลิตกระแสไฟฟ้า และเสนอให้รัฐสนับสนุนการใช้ฟางโดยการให้เงินสนับสนุนต่อปริมาณฟางที่ใช้ 300-340 บาทต่อกิโลกรัม (แทนที่จะสนับสนุนต่อหน่วยกระแสไฟฟ้าที่ขายให้การไฟฟ้าฯ) เพื่อเปิดโอกาสให้นำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ด้วย
เงินสนับสนุนนี้คำนวณโดยคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ต้องจ่ายหากเราหยุดเผาฟางได้
สำหรับการนำไปใช้ก็สามารถทำได้ทันที เพราะในภาคกลางยังมีโรงงานที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันเตา ถ่านหิน สำหรับหม้อต้มน้ำอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งหากเป็นถ่านหินผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนมาใช้ฟางข้าวได้ทันที แต่ถ้าเป็นน้ำมันเตาก็เปลี่ยนเพียงหัวเตาเท่านั้น
ในส่วนการประเมินความคุ้มทุนนั้นพบว่า ฟางข้าวจะต้องมีราคาต่ำกว่า 860 บาทต่อตัน ซึ่งวิธีการลดต้นทุนที่ทำได้เลยในขณะนี้คือ ให้เกษตรเก็บฟางข้าวเป็นก้อนสี่เหลี่ยมไว้ข้างนา โดยอัดให้แน่น(ประมาณ 18-20 กก.ต่อฟ่อน) ด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้กันแพร่หลายอยู่แล้ว จากนั้นผู้ประกอบการส่งรถพ่วง 2 ตอน มารับซื้อจากนาโดยตรง และเตรียมความพร้อมของฟางก่อนป้อนเข้าเตาเผาด้วยการสับให้ชิ้นเล็กลง

ส่วนในอนาคตเสนอให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรเก็บฟางข้าวให้อยู่ในรูปแบบของเชื้อเพลิงอัดแท่งได้ทันที่ทุ่งนา เพื่อให้บรรทุกได้ในปริมาณมากขึ้นในพื้นที่เท่ากัน ซึ่งนอกจากจะลดจำนวนเที่ยวและประหยัดค่าการขนส่งแล้ว ยังนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ทันทีโดยไม่ต้องสับ แต่ทั้งนี้ยังต้องอาศัยการผลักดันจากภาครัฐในการพัฒนาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่อไป

น.ส.ไตรทิพย์ กล่าวว่า การใช้ฟางเป็นเชื้อเพลิงทดแทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิล นอกจากจะช่วยให้หยุด ”มลพิษทางอากาศ” ได้แล้ว ยังได้ “พลังงาน” และ “ลดโลกร้อน” ด้วย ซึ่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตรงนี้ จะนำไปขายกับประเทศที่มีพันธกิจการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้การตกลงในพิธีสารเกียวโต ปัจจุบันในตลาดโลกมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) บ้างแล้วในหลายประเทศ ภาครัฐควรมีการสนับสนุนโครงการCDM เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรด้วย

อย่างไรก็ดีปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ปัจจุบันโรงสีข้าวและโรงน้ำตาลเริ่มนำแกลบและกากอ้อยไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดย่อมของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้ชีวมวลเหล่านี้เริ่มมีราคาแพงและขาดแคลนมากขึ้น

ดังนั้น ชีวมวลที่ไม่ได้ใช้ทั้ง ฟางข้าว ใบอ้อย ยอดอ้อย ลำต้นข้าวโพด ล้วนเป็นชีวมวลทางเลือกใหม่ ที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในภาวะขาดแคลนพลังงานในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub Thanks

| กระตุ้นความคิด ๑๒๙ (หนึ่งผลิตภัณฑ์ หลายตำบล)




หนึ่งผลิตภัณฑ์ หลายตำบล
โดย : วิภานี กาญจนาภิญโญกุล

วาสนา ปันยารชุน ผู้ปลุกปั้นของตกแต่งบ้าน แบรนด์ 'นายขวัญเมือง'
สบู่สมุนไพรหอมนุ่มน่าใช้ฝีมือเธอ
หากเมื่อย้อนเวลากลับไป เมื่อ 4-5 ปีมาแล้ว วาสนา ปันยารชุน เป็นคนแรกๆ ที่เริ่มนำผ้าท้องถิ่น ของใกล้ตัวที่ผู้คนมองข้ามไปมาใช้เป็นวัสดุในการสร้างสรรค์ ช่วยเปลี่ยนหมอนสามเหลี่ยมหน้าตาโบราณให้ดูไฉไล มีคาแรคเตอร์ขึ้นมา ยังไม่รวมถึงผ้าห่มสีสดใสเย็บมือทั้งผืน เบาะรองนั่งหน้าตาเก๋ไก๋ ที่ผ่านการดั้นด้นเสาะหาทั้งวัตถุดิบและช่างฝีมือทั่วประเทศให้มารวมตัวกันอยู่ในผลงานเพียงชิ้นเดียว
ผู้หญิงร่างเล็กผิวแทน กระฉับกระเฉง แลดูอ่อนเยาว์เกินกว่าจะอายุสี่สิบปลายๆ คนนี้ก็คือเจ้าของไอเดียในการเนรมิตคิดค้นและปลุกปั้นสินค้าตกแต่งบ้านที่อบอวลไปด้วยกินอายท้องถิ่นภายใต้ชื่อ 'นายขวัญเมือง' ให้เป็นที่รู้จักกันทั้งตามหน้านิตยสารตกแต่งบ้านที่มักจะนำสินค้าของเธอไปแนะนำอยู่เนืองๆ ตลอดจนผู้คนทั่วไปที่ชื่นชอบผลงานแนวนี้

เธอย้อนเวลาให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทำกิจการเล็กๆ ของตัวเอง เธอเคยทำงานออฟฟิศอยู่ถึง 20 ปีเต็ม แล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนช่วงฟองสบู่แตก ปี 2540 ในขณะที่เธออายุราว 35 ปี
“ตอนนั้นต้องชั่งใจว่าจะทำงานประจำต่อ หรือทำงานของตัวเองดี เราก็คิดว่า ถ้าเราทำงานประจำต่อไป เราคงต้องทำงานอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าแก่กว่านี้กว่าจะออกจากงาน เราคงไม่กล้าทำธุรกิจแล้ว ก็เลยออกมาทำเลย”

แต่ร้านเริ่มแรกของนายขวัญเมืองกลับเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์เก่าย่านทองหล่อที่เธอได้สั่งสมประสบการณ์และความชอบสมัยที่ช่วยพี่สาวทำร้านเฟอร์นิเจอร์ในขณะที่ยังทำงานประจำอยู่ ทำอยู่ได้ 2 ปี อะไรๆ ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด ไหนจะจมทุน ไม่มีลูกค้า ประกอบกับอาการเบื่อหน่ายที่ต้องมานั่งเฝ้าร้านอ่านหนังสือทั้งวัน ในขณะที่เดิมเธอเป็นเลขานุการสาวสุดแอคทีฟที่คอยติดตามเจ้านายฝรั่งทำนู่นทำนี่ตลอดเวลา

สินค้าตัวแรกที่ผ่านมือเธอจริงๆ จึงเกิดขึ้นตามมา นั่นก็คือ 'ธูปหอม' ที่มีจุดเด่นตรงการใช้สมุนไพรแท้ๆ ในการทำและมีกลิ่นหอมที่ปรุงเองกับมือ ซึ่งวางขายในร้านใหม่ที่สวนจตุจักรหลังปิดร้านเดิมไปด้วยอาการขาดทุนอย่างแรง

และภายในพื้นที่ร้านเพียงไม่ถึง 10 ตารางเมตรนี่เอง ที่สามารถตอบสนองความต้องการของตัวเธอได้มากกว่าร้านหรูกลางใจเมือง “เราอยากขายของที่ตัวเองมีกิจกรรมทำ ได้ตระเวนไปนู่นมานี่ ได้ทำเอง ได้เคลื่อนไหว เพราะเราเป็นคนชอบทำอะไรด้วยตัวเอง”

ผลิตภัณฑ์ที่ทยอยออกมาในช่วงหลัง จึงผ่านการเดินทางทั่วสารทิศของผู้หญิงชอบเที่ยว และแวะไปเรื่อย จนกลายมาเป็นที่มาของสินค้านานาชนิดในร้าน อาทิ ผ้านวมผืนสวยต้องไปเย็บที่ลำพูน เพราะฝีมือดี ส่วนฝ้ายต้องซื้อจากเชียงคาน (เท่านั้น) มายัดไส้ผ้านวม หรือ หมอนขิด (หมอนสามเหลี่ยม) ซื้อผ้าถุงหลายไม่เหมือนใครมาจากร้านเล็กๆ เจ้าประจำทางภาคใต้ก่อนจะมาเย็บที่ยโสธรด้วยฝีมือของช่างท้องถิ่นที่คุ้ยเคยฝีมือกันดี ฯลฯ

เรียกว่า กว่าจะได้ของออกมาแต่ละชิ้นก็ต้องไปมากกว่า 1 จังหวัด ซึ่งดูเหมือนจะเหนื่อยและไม่คุ้มเท่าไหร่นัก หากมองว่าสินค้าในร้านนั้นไม่แพงอย่างที่คิด เริ่มตั้งแต่สบู่ทำมือราคา 60 บาท ไปจนถึงผ้านวมด้นมือทั้งผืนราคา 4,500 บาท “เราทำเพราะเราชอบ ไม่ได้ทำเพราะเห็นคนอื่นทำแล้วขายได้ อะไรที่ไม่ถนัด เราก็ไม่ทำ ไม่ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ"

ผู้หญิงร่างบางคนนี้จึงขับรถกระบะคู่ใจ ไปมาแล้วเกือบทุกหนทุกแห่งในประเทศไทย โดยแบ่งเวลาของเธอในช่วงวันธรรมดาอยู่ที่การออกแบบ คิดแบบ ทำสินค้าเอง (บางอย่าง) หรือไม่ก็ไปหากลุ่มแม่บ้านตามจังหวัดต่างๆ ส่วน ศุกร์-เสร์-อาทิตย์ อยู่ประจำขายของที่จตุจักร

ด้วยความที่สินค้าในร้านมีความเป็นเอเชียสูง ลูกค้ากว่า 80 เปอร์เซนต์ของร้านจึงเป็นชาวต่างชาติ ที่เหลือเป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งชื่นชอบงานสไตล์นี้ ดังนั้นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวจึงเป็นช่วงที่ร้านมียอดขายสูงถึงเดือนละ 2 แสน จากการขายเพียง 8 วันที่นี่ที่เดียวสาขาเดียว แต่ความฝันของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งยังไม่หยุดเท่านี้

"ทุกวันนี้ก็มีความสุขดี แต่ยังไม่พอ (หัวเราะ) ยังอยากมีร้านกาแฟเล็กๆ ชงเอง ล้างเอง อยู่ใกล้ภูเขา เพราะเราคิดว่า วันหนึ่งเราก็ต้องเลิกทำตรงนี้ เพราะอายุเยอะขึ้น ไฟหมด ขนของไม่ไหว ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำตลอดไป"
การเปลี่ยนแปลงจึงถือเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต และเมื่อท่วงทำนองชีวิตเดินไปถึงจุดนั้น ที่เหลือก็แค่ทำความเข้าใจและใช้ชีวิตต่อไปในแบบของตัวเอง
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub Thanks

7.03.2552

| กระตุ้นความคิด ๑๒๘ (กระเป๋าในความฝัน)




กระเป๋า ใส่ความฝัน


ความมุ่งมั่น และทางเดินในอนาคตของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อไม่นานมานี้ ช่วงหัวค่ำของวันฝนโปรย เราได้บังเอิญพบหญิงสาวคนหนึ่งย่านสยามสแควร์ เธอกำลังยืนอยู่ในบูตของตัวเองติดกับอีกหลายบูตที่มาออกร้านในตลาดนัดงานดีไซน์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งการจัดวางและกระเป๋าหลากหลายรูปทรงของ ภัททราพร วัฒนะลิขิต หรือ เอ นั้น โดดเด่นเตะตา แม้จะมีราคาแพงกว่าของคนอื่นที่มาออกงานด้วยกันอยู่หลายเท่า ทำให้ต้องแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมชม

หลายวันถัดมา เราจึงนัดเจอเธอที่บ้านหลังใหญ่อันเป็นแหล่งผลิตสินค้าทุกชิ้น ทำเองล้วนๆ ในห้องนอนโดยไม่มีผู้ช่วยแม้แต่คนเดียว เอบอกเล่าให้ฟังว่า เธอเพิ่งเรียนจบหลักสูตรประกาศนียบัตร 1 ปี ทางด้าน Shoe and Accessories Design ที่ Istituto Europeo di Design กรุงโรม อิตาลี พร้อมกับขยายความสาขาที่เรียนว่า

"คนไทยชอบเข้าใจผิด รวมทั้งเราด้วยว่า Accessory คือ ต่างหู และของเล็กๆ เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมันคือทุกอย่างที่อยู่บนร่างกาย พอเรามาเรียน เราจึงได้เรียนทุกอย่างตั้งแต่แว่นตา นาฬิกา เข็มขัด รองเท้า กราเป๋า สร้อยคอ แหวน หมวก ต่างหู ที่คาดผม เข็มกลัดฯลฯ แต่ที่เราชอบออกแบบเป็นพิเศษก็จะเป็นพวกต่างหู ข้อมือ แหวน กระเป๋า และรองเท้า"

ก่อนหน้านี้ เอจบไฮสคูลที่นิวซีแลนด์แล้วกลับมาบ้านเพื่อรักษาตัวเนื่องจากไม่ค่อยแข็งแรง จึงได้ช่วยงานของคุณพ่อไปพลางๆ เป็นเวลา 7 - 8 ปี ก่อนจะออกมาหาประสบการณ์การทำงานด้าน Event Coordinator อยู่ 2 ปี แล้วหักมุมไปเรียนต่อที่อิตาลี

"ตอนนั้น คิดหนักอยู่เหมือนกันค่ะว่า อายุก็สามสิบแล้วน้า จะไหวเร้อ แต่ก็เอาล่ะ ลองดู ไม่เป็นไร เราหน้าเด็ก (หัวเราะ)" เส้นทางชีวิตของหญิงสาวผู้ไม่เคยพบเจอความลำบากจึงเริ่มต้น ณ กรุงโรม เรียนจริง ทำจริง ทุกสิ่งอัน เมื่อตกลงไปเรียนต่อ เธอเลือกจะอยู่นอกเมืองตามที่คนรู้จักแนะนำ เอเล่าถึงชีวิตการเรียน 1 ปีเต็มเมื่อปีที่ผ่านมาว่า ต้องนั่งรถเมล์ต่อรถไฟและต่อรถเมล์อีกรอบกว่าจะถึงโรงเรียนใช้เวลา 1ชั่วโมง 15 นาที โดยไปเรียนทุกวันและกลับมาทำงานต่อที่บ้าน บางวันทำถึงตี 4 เพราะเป็นคนชอบทำงานกลางคืน ยังไม่รวมการทัศนศึกษาตามโรงงานต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้อย่าง โรงงานทำหุ่นเท้าไม้สำหรับโชว์รองเท้า โรงงานหมวก โรงงานแบรนด์ดังอย่างเฟอร์รากาโม่ ตลาดนัดวินเทจไปจนถึงงานแฟร์ขายสินค้าต่างๆ

"ตอนที่เราไปเรียนก็ไปเรียนจริงๆ ค่ะ ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย ไม่มีเวลา เป็นหลักสูตรที่เรียนหนักมาก เพราะก่อนหน้านี้มันเป็นหลักสูตร 2 ปีแล้วลดเหลือปีเดียวเลยต้องเรียนอัดกันทุกอย่าง แต่ก็สนุกดีนะ ทุกคนที่เรียนก็ไม่มีพื้นด้านนี้ เริ่มใหม่เหมือนกันหมด เริ่มจากการหัด Drawing เรียนเทรนด์แฟชั่น เรียนการเย็บหลายๆ แบบสำหรับใช้ในงาน หรืออย่างเรียนกระเป๋าก็ได้เรียนวิธีเย็บก้นกระเป๋าทุกแบบ เย็บให้ได้ทุกทรง"

เมื่อดูจากผลงานของเอแต่ละชิ้น ใครได้เห็นก็คงต้องทึ่งในความพยายามของเธอ อย่างกระเป๋าหนังแต่ละใบนั้น เอใช้เวลาทำช่วงกลางคืนถึง 5 วัน เย็บมือทั้งชิ้น เริ่มตั้งแต่ตัดหนัง ใช้ที่เจาะรูจุดลงไปแต่ละจุดก่อนจะเจาะรูทีละรูอีกที กว่าจะสอดเข็มเข้าไปเย็บ เรียกว่าทำกันจนมื้อด้านกว่าจะได้แต่ละใบ ส่วนกระเป๋าผ้าก็ง่ายหน่อยคือ ใช้จักรช่วยเย็บ

"ถามถึงแรงบันดาลใจนี่ ตอบไม่ถูกเลยนะ เพราะเราจะมีวิธีการทำงานที่ไม่เหมือนคนอื่นตลอด เราจะชอบซื้อผ้าซื้อของมาก่อนแล้วมานั่งดูว่าอะไรเข้ากับอะไร แล้วก็ทำเลย ไม่ใช่คนที่มานั่งออกแบบก่อน อย่างแพทเทิร์นเราก็ไม่มีนะ ซึ่งเป็นนิสัยที่ไม่ดีเลย เราก็ตัดลงบนผ้าเลย ไม่มีแบบ ถ้าจะทำใบเดิมซ้ำ เราก็เอาใบเดิมมาวางแล้วก็กะขนาดเอา ก็ออกมาก็เท่าๆ กัน ต่างกันนิดหน่อย ดูไม่ค่อยออกหรอก (ยิ้ม)" เอยืนยัน

นอกจากนี้ ผลงานของเธอยังมีจุดเด่นตรงที่การนำวัสดุไม่เหมือนใครมาใช้อาทิ การนำพรมเช็ดเท้าหรือผ้าเช็ดตัวมาตัดทำกระเป๋าได้อย่างสวยงามถึงกับเรียกเสียงฮือฮาจากชาวอิตาลีมาแล้ว


มุ่งสู่อนาคต
แม้จะชอบแต่งตัวมาตั้งแต่เล็กๆ แต่ที่เคยวาดฝันไว้ตอนนู้นคือ การเป็นนักธุรกิจ มิใช่ดีไซนเนอร์ หากวันนี้ เธอก็กำลังเริ่มต้นมีแบรนด์เล็กๆ ของตัวเองภายใต้ชื่อว่า Monelladesign แปลว่าเด็กดื้อออกแบบ อันหมายถึงตัวเธอเอง โดยวางขายเฉพาะในเวบ http://www.monelladesign.com/ และตามคนรู้จักบอกต่อกัน ยังไม่นับรวมแผนการณ์ในอนาคตที่จะไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษสาขารองเท้าในปีการศึกษาถัดไปนี้ เอให้เหตุผลที่เลือกไปเรียนด้านนี้ว่า ตอนเรียนที่อิตาลีรู้สึกว่ายังไม่ค่อนชำนาญด้านรองเท้า และเวลาเรียนก็มีน้อยจึงอยากเรียนรู้ให้มากกว่านี้ ไม่เหมือนกับกระเป๋าที่แค่มองดู เธอก็รู้ขั้นตอนในการทำ

"ที่ไปเรียนไม่ใช่เพราะเราอยากได้ปริญญาหรอก เราคิดว่าประสบการณ์สำคัญกว่าปริญญา แล้วที่เราไปเรียนมา ก็ทำให้รู้สึกเลยว่าเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ได้ดูแลรับผิดชอบตัวเอง ก็เลยวางแผนไว้ว่า พอเรียนจบก็อยากจะฝึกงานหาประสบการณ์ที่นู่นก่อน แล้วค่อยกลับมาเปิดร้านขาย Accessory ของตัวเอง อาจจะมีสินค้าเด็กๆ ด้วย เพราะเรารู้สึกว่าของใช้ของเด็กที่เมืองไทยมันไม่ค่อยน่าใช้ เลยอยากทำเอง อย่างตอนนี้ก็ทำกระเป๋าให้หลานๆ ที่บ้านใช้เองด้วย (ยิ้ม)" อนาคตอีกยาว ไกลใครจะรู้ แต่ที่แน่ๆ ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้น
o
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ โดย : วิภานี กาญจนาภิญโญกุล
huahinhub Thanks
o

6.20.2552

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๑๒๗ (ออฟฟิสสุดแนว)













สนุกคิดกับออฟฟิศสุดแนว
ไพเราะ เลิศวิราม Positioning Magazine สิงหาคม 2551จะได้ใจแค่ไหน หากทำให้พนักงานอยู่ในบรรยากาศที่ชื่นชอบได้ตลอดเวลา ยิ่งอยู่ในอาชีพที่ต้องใช้ไอเดียสดใหม่ ต้องใช้แรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมมากๆ และต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้าน อย่างเอเยนซี่โฆษณา ด้วยความคิดเหล่านี้เอง
จึงเป็นที่มาของแคมเปญ “Express yourself award”ที่สุทธิศักดิ์ สุจริตานนท์ ซีอีโอ บริษัท BBDO ปิ๊งไอเดีย ให้พนักงานใส่จินตนาการ หาคอนเซ็ปต์เนรมิตโต๊ะทำงานได้ตามใจชอบ ไอเดียมันๆ แบบนี้เองมีที่บีบีดีโอเท่านั้น “สถานที่ทำงานมีผลต่อคนทำงานโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เราเข้าไปในออฟฟิศแล้วไม่ชอบ เรายังไม่อยากทำอะไรเลย ยิ่งอยู่ในบริษัทโฆษณา ซึ่งเป็นธุรกิจคอมเมอร์เชียลบวกอาร์ต ยิ่งต้องทำให้ที่ทำงานเกิดแรงบันดาลใจเกิดกับคนเขาทำงานอยู่” สุทธิศักดิ์ ประธาน และประธานกรรมการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ บอกถึงที่มาของความคิด เอเยนซี่ส่วนใหญ่อาจเลือกด้วยการให้อินทีเรียร์ดีไซน์ออกแบบออฟฟิศให้แปลก แหวกแนว ตามคอนเซ็ปต์ที่วางไว้ แต่สุทธิศักดิ์ คิดไกลไปกว่านั้น เขาให้พนักงานออกแบบบริเวณพื้นที่ทำงานได้ตามใจชอบ “ถ้าจะให้ความสำคัญกับพนักงานให้เขามีความคิดสร้างสรรค์จริงๆ ทำไมไม่ให้เขาอยู่ในพื้นที่ๆ เขาออกแบบได้เอง ในแบบที่เขาชอบ ส่วนใหญ่พนักงานที่นี่ก็ใช้ชีวิตอยู่ในที่ทำงาน 12-13 ชั่วโมงกันอยู่แล้ว” สุทธิศักดิ์ไม่คิดเปล่า เขาเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคน และจากทุกแผนกได้ใส่ไอเดียออกแบบพื้นที่ทำงานตามความชื่นชอบได้อย่างเต็มที่ เขาสร้างแรงกระตุ้นด้วยลงมือ เนรมิตห้องประชุมที่ดูเงียบขรึมให้กลายเป็นสนามเทนนิสให้เป็นตัวอย่าง ซึ่งมาจากความชื่นชอบกีฬาชนิดนี้มาตั้งแต่อายุ 14 ปี พอเริ่มทำ พนักงานก็เริ่มลงมือคิดสร้างสรรค์ เขาจึงสร้างแรงจูงใจอีกขั้น ด้วยการจัดเป็นโครงการประกวด โดยมีคณะกรรมการตัดสินจากภายนอก 8 คน มีทั้งศิลปิน คนทำหนังสือ ครีเอทีฟ นักสร้างสรรค์ คนทำงานด้านไลฟ์สไตล์ มาตัดสิน ให้คะแนนเพื่อหาผู้ชนะภายใต้โจทย์ที่ว่า นอกจากมีไอเดียสร้างสรรค์สวยถูกใจกรรมการแล้ว ยังต้องใช้เงินลงทุนไม่มาก การทำแบบนี้ นอกจากได้เห็นศักยภาพในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ และเห็นฝีมือของพนักงาน ยังทำให้เขาเข้าถึงจิตใจพนักงานว่าเป็นคนแบบไหน แต่ละคนชื่นชอบอะไร ผลดีอีกด้านที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน คือ การมีส่วนร่วมและความรักใคร่กลมเกลียวของพนักงานทั้งออฟฟิศที่แม้จะอยู่ต่างแผนก ไม่เคยพูดคุยกันมาก่อนก็เข้ามาช่วยกันทำงาน ครีเอทีฟมาช่วยตอกตะปู ก๊อบปี้ไรเตอร์มาช่วยทาสี บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยความคึกคักและมีชีวิตชีวา “ผมเห็นแล้วยังตกใจว่าเขาทำกันได้ขนาดนี้ ใช้เงินน้อยมาก แต่ออกมาสวยเหลือเชื่อ” สุทธิศักดิ์พาชม และชี้ให้ดูการออกแบบพื้นที่ต่างๆ ของพนักงานด้วยความภูมิใจ ไอเดียกระฉูดเหล่านี้ เปิดกว้างให้พนักงาน 130 คนจากทุกแผนก ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นครีเอทีฟ จะสมัครใจทำคนเดียว จับคู่กัน จะมาเป็นทีม จะส่งเข้าประกวด หรือทำเล่นๆ สนุกๆ ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด ฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจหากใครได้ไปสำนักงานของบีบีดีโอยามนี้ จะได้เห็นด้วยสีสันบรรยากาศที่ไม่เคยได้พบเห็นจากออฟฟิศที่ไหน สุทธิศักดิ์บอกว่า มีที่บีบีดีโอ ประเทศไทยแห่งเดียว แม้แต่สาขาในต่างประเทศก็ยังไม่ทำถึงขั้นนี้ เราจึงได้เห็นโต๊ะทำงานบริเวณเล็กๆ แปลงกายเป็นสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ได้เห็นห้องทำงานของเหล่าทีมครีเอทีฟ ร่วมกันเนรมิตให้กลายเป็นท้องทะเลลึก มีทั้งนักประดาน้ำแหวกว่ายท่ามกลางพืชทะเลและแมงกะพรุน บางรายที่ชื่นชอบหัวหินเป็นชีวิตจิตใจ ก็แปลงห้องทำงานให้เหมือนอยู่ริมทะเล เอาทรายมาโรยทำหาดทราย ต้นมะพร้าว เก้าอี้ผ้าใบ ชนิดที่ทำงานท่ามกลางหาดทราย สายลม สองเรา ห้องกาสิโน รอยัล จำลองเอาเอาอารมณ์ของลาสเวกัสมาเลย นิรันดร์ สัมมาเลิศภัณฑ์ เจ้าของโต๊ะ บอกได้แรงบันดาลใจมากจากการชอบเล่นไพ่ (แต่ไม่ชอบพนัน) แต่รู้สึกสงสัยว่า ทำไมไพ่ถึงต้องมีแค่ 52 ใบ แต่สามารถขายได้ทั่วโลก “การทำงานก็เหมือนกับการเล่นไพ่ ต้องกล้าตัดสินใจ ต้องวางแผน เพราะต้องแข่งกับคนนอก เพื่อให้ได้งานที่ดี ต้องเสี่ยง เพราะคนชนะมีเพียงหนึ่งเดียว” นิรันดร์บอกถึงที่มาของไอเดีย ส่วนอีกกลุ่ม ไหนๆ ก็ต้องประชันทางความคิดอยู่แล้ว ก็เลยพื้นที่ทำงานประหนึ่งเวทีมวย ใช้ประลองความคิด หรือจะกำลังไปพร้อมๆ กัน ที่มันกว่านั้น ไหนๆ ก็ต้องทำงานคู่กันอยู่แล้ว ก็เลยจัดเป็นห้องวิวาห์ (ทางความคิด) ระหว่างชายหนุ่มสองคน ในห้องมีทั้งม่านชมพู ช่อดอกไม้ หรือทีม Vacation ที่ได้ชนะเลิศ นำทีมโดย บงกชธร นาคสวัสดิ์ เธอบอกว่า ได้ไอเดียมาจากความที่อยากมีบ้านริมทะเลมาตั้งแต่เด็ก จึงทำห้องทำงานให้เหมือนอยู่บ้านริมทะเลที่ปราณบุรี ห้องทำงานของกลุ่มนี้ เรียกว่าจำลองบ้านมาเลย เพราะมีทั้งฝาบ้าน สวนหย่อม ดูเผินๆ แล้วนึกว่าไม่ได้อยู่ในออฟฟิศ “เราทำให้โต๊ะทำงานดูสบายๆ สามารถนั่งทำงานได้จริง พอทำเสร็จก็รู้สึกรักห้องนี้มาก ทุกคนในออฟฟิศก็รักด้วย มาช่วยกันทำโน่นทำนี่” บงกชธร เล่า ไอเดียเด็ดๆ แหวกแนวแบบนี้ ถ้าเป็นออฟฟิศอื่นอาจต้องคิดหนัก เพราะต้องแลกด้วยผนังที่จะถูกปูทับด้วยแผ่นไม้ ตะปูที่ฝังลงในผนัง พื้นห้องที่ถูกโรยด้วยกรวด และสีสารพัดที่ถูกสาดลงบนฝาห้อง แต่สุทธิศักดิ์กลับไม่คิดเช่นนั้น เขาเชื่อว่าสิ่งได้กลับมาคุ้มค่ามากกว่านั้น “สุดท้ายคนข้างนอกก็เห็นว่าพนักงานมีความคิดสร้างสรรค์ ขนาดพื้นที่ที่ทำงานเขายังครีเอตเองได้เลย ทุกคนมีไอเดียหมด ใครก็อยากเอางานดีๆ มาให้ทำ” เขายังพบอีกว่า “เมื่อพนักงานมีความสุข สร้างสรรค์งานได้มากที่สุดแล้ว คนก็ไม่อยากลาออก คนนอกก็อยากมาทำงาน” นั่นคือจุดมุ่งหมายสูงสุดของซีอีโอ บีบีดีโอ

6.19.2552

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๑๒๖ (Boy Band สูตรสำเร็จ ของความคิดสร้างสรรค์ หรือทำลาย)



๐ การพัฒนา ความทันสมัย โลกาภิวัฒน์ กระแส เทรน แฟชั่น .... นำพาความนิยมบางอย่าง สู่เราๆ ผู้บริโภค เสมอมา
ooo
๐ การไหลบ่าของวัฒนธรรม วิธีคิด ในโลกสมัยใหม่ เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ....จากประเทศเจริญแล้ว ในโลกที่หนึ่ง สู่ประเทศโลกที่สองและสามเสมอ
ooo
๐ การหลั่งไหล ของแนวทางที่ประสบความสำเร็จมีมาให้ได้พบ ได้สัมผัส ในกระแสโลกาภิวัฒน์ เสมอๆ กระทั่งกลายมาเป็น "สูตรแห่งความสำเร็จ"

๐ ยอดขายถล่มทลาย ผู้ซื้อแห่แหนติดตาม ไม่ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดสิ่งนั้นขึ้น ตั้งแต่ครั้งอดีต จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ดูเหมือนว่ามันไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย เช่นเดียวกับ การสร้าง Boy Band หรือจะมี "สูตรสำเร็จ" ที่ไม่ว่าครั้งไหนๆ แม้ความแตกต่างแทบไม่มี แต่งหน้าแต่งตัว ทำผม ท่าเต้น จำนวน แต่เมื่อออกมาครั้งใด "ขายได้ทุกที" สิน่า...หรือสูตรแห่งความสำเร็จ จะมีอยู่ในโลกใบนี้จริงๆ
qqqq
๐ Super Kute เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ เรื่องที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ที่ปัจจุบัน 'Sk คือ boy Band ที่ดังที่สุดในประเทศกัมพูชา ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร 'Sk จะแต่งตัว ทำผม จัดท่าถ่ายรูป และมีสไตล์เพลงที่แทบไม่มีความต่างจาก Boy Band ที่ประสบความสำเร็จ มาแล้วในอดีต จากวงต่างๆ ที่ huainhub แนบมาให้ชมตามภาพด้านล่างนี้
ooo
สิ่งที่ -'Sk ทำก็คงไม่ต่างจาก Boy Band ในประเทศไทย -สิ่งที่ Boy Band ไทยทำก็ไม่ต่างจาก เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ซึ่งมีแบบอย่าง ที่ประสบความสพเร็จมาแล้ว ให้ดูอย่าง Boy Band ในประเทศโลกตะวันตก
ooo





....แล้วเรื่องนี้ มันมีความต่าง บ้างมั๊ย มีสูตรสำเร็จ จริงหรือไม่..หรือไม่มีอะไร มีสูตรเร็จได้อย่างแท้จริง...
ooo
huahinhub ว่า
๐ Boy Band ต้องเด็กนะ ต้องวัยรุ่นเท่านั้น (อายุมากต้อวงแตกเพราะมันไม่ Boy)
๐ Boy Band ที่ไม่แตกวง ต้องเปลี่ยน จำนวนหรือสมาชิกในวง (เพลงดี ภาพดี คนต้องปรับตัวมากไป)
๐ Boy Band ประเทศพัฒนาแล้ว ขายประเทศกำลังพัฒนาได้ (ปท.ฯกำลังพัฒนาอย่าหวัง ในทางกลับกัน)
๐ ประเทศเจริญกว่า ไม่อาจปลื้ม Boy Band ประเทศกำลังพัฒนาได้ (เชยที่สุด ทำได้ไง เราจะคิดงั้น)
๐ Boy Band ขายได้กับผู้บริโภคเพศหญิง (ชายซื้อมันแมนมั๊ย ปลื้มอริสมันเพื่อนยังล้อเลย...)
๐ ตะวันตกพลิกโลก จากเกษตร สู่อุตสาหกรรม สู่เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร สู่เศรษฐกิจความคิดสร้างรรค์
๐ ตะวันออกตั้งรับมากไป รู้เลียนมากกว่าเรียนรู้ หลีกหนี ละทิ้ง อัตลักษณ์ ตัวตน ของตนเอง
๐ Mass มันมาแล้วก็ไป Master จะคงอยู่ตลอดไป (ทำไมไม่ทำ)
๐ ผลิตซ้ำ แตกต่างจาก ต่อยอด - มีราคา แตกต่างจาก มีคุณค่า
๐ ซื้อซ้ำ เพราะแตกต่าง จากที่เคยซื้อ
๐ สูตรสำเร็จที่แท้จริง ไม่เคยมี มีแต่สูตรสำเร็จชั่วครั้งชั่วคราว
๐ สุดท้าย Boy Band ก็จะจากไป พร้อมๆกับความสำเร็จ แค่เศษเสี้ยว
oooo
...เราจะดีใจกันได้หรือไม่ กับความสำเร็จในบางครั้ง ที่เราไม่เคยเป็นผู้รังสรรค์ผลงาน ที่จะอยู่สืบไปได้ถึงลูกหลาน โลกเปลี่ยนไปผู้บริโภคเปลี่ยนตามเสมอ (เลียนแบบ) อาจทำได้แค่อยู่รอด ไม่ใช่ยั่งยืน สูตรสำเร็จ อยู่ได้ชั่วครั้ง มิใช่ตลอดไป
ooo
....สูตรเฉพาะ...ที่แตกต่าง และไม่มีใครที่ไหน สามารถทำได้เหมือน ต่างหาก ที่จะยั่งยืน มีคุณค่า มีเอกลักษณ์ มีลักษณะเฉพาะ และไม่เลือนหายไปกับกาลเวลา ตกทอดได้ถึงลูกถึงหลาน คิดมากๆ คิดยากๆ คิดสูตรเฉพาะ...ให้ได้สักครั้งในชีวิต ไม่ว่าคุณจะทำสิ่งใด
pp
นั่นต่างหาก สิ่งที่คุณได้สร้างสรรค์ไว้ ให้กับตัวคุณ ลูกหลาน สังคม และประเทศชาติสืบไป...คารวะ
o
ขอบคุณทุกภาพจากทุกๆ Boy Band
huahinhub Thanks
o

6.16.2552

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๑๒๕ (ตึกสีเขียว)




สถาปัตยกรรมสีเขียว ธนาคารกสิกรไทย
เวลาเกือบ 2 ปี ในการจัดหาสำนักงานใหม่แห่งที่ 3 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานและสำนักงานใหม่แห่งนี้ยังเป็น Green Building ที่กสิกรไทยบอกว่าสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ธนาคารเลือกก่อตั้งสำนักงานใหม่แห่งที่ 3 อยู่ในบริเวณพื้นที่เมืองทองธานี ถนนแจ้งวัฒนะ ชื่อของอาคารแต่ละแห่งกำหนดไปตามชื่อถนน เหมือนอาคารสำนักงานใหญ่อีก 2 แห่งที่อยู่บนถนนพหลโยธินและถนน ราษฎร์บูรณะที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา
ooo
เป็นเรื่องจริงเมื่อธนาคารกสิกรไทยจะก่อตั้งสำนักงานใหม่ทุกครั้งจะคิดถึงเรื่องฮวงจุ้ยเป็นเรื่องสำคัญในอันดับต้นๆ ส่วนหนึ่งเพราะบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเชื่อว่าฮวงจุ้ยดีย่อมทำให้ธนาคารมั่งคั่ง โดยเฉพาะอาคารราษฎร์บูรณะได้ปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ยอยู่หลายรอบไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ที่อยู่ทั้งในอาคารและนอกอาคาร แม้กระทั่งห้องทำงานของบัณฑูรก็ไม่เว้นจะต้องปรับเช่นเดียวกัน สำนักงานใหญ่บนถนนพหลโยธินและถนนราษฎร์บูรณะ เป็นตึกที่ธนาคารกสิกรสร้างขึ้นใหม่ แต่สำนักงานใหญ่ถนนแจ้งวัฒนะ ธนาคารเลือกซื้อตึกเก่าปรับปรุง ให้เป็นตึกใหม่ แม้จะเป็นตึกเก่าที่นำมาปรับปรุงใหม่แต่เมื่อซินแสเข้ามาดูสถานที่แล้วแทบ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงฮวงจุ้ย


ธีรนันท์ ศรีหงส์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทยบอกว่าซินแสให้ความเห็นว่าเป็นตึกที่ฮวงจุ้ยดีอยู่แล้วและหันหน้าไปทางทิศเหนือ แต่หลักใหญ่ในการปรับฮวงจุ้ยของอาคารแจ้งวัฒนะจะเลือกให้ผู้บริหารทำงานบนชั้น 8 ซึ่งเป็นเลขมงคล ส่วนตัวอาคารติดกระจกโดยรอบมีช้างหยกวางไว้ใกล้กระจกเพราะเชื่อว่าเป็น การสลายพลังที่จะเข้ามา รวมทั้งวางเหรียญเงินเหรียญทองไว้ตามจุดต่างๆ ที่เป็นส่วนไหลเวียนเข้าออกของเงิน การปรับฮวงจุ้ยเพียงเล็กน้อยทำให้ตึกแจ้งวัฒนะเป็นอาคารที่มีการปรับฮวงจุ้ยน้อยที่สุดเท่าที่เคยทำมา

ธนาคารเลือกวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นวันเปิดตัวอาคารอย่างเป็นทางการ มีการตั้งศาลติดตั้งครุฑหน้าอาคารและทำบุญเลี้ยงพระ ก่อนที่ธนาคารจะซื้ออาคารดังกล่าว อาคารนี้เคยเป็นตึกเก่าร้างมากว่า 10 ปี หลังจากประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 มีอาคารเก่าอีกหลายหลังที่ตั้ง อยู่บริเวณเดียวกัน แต่ธนาคารกสิกรไทยตัดสินใจซื้อตึกเก่าและปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ตึกที่อยู่ด้านหน้าและด้านหลังของธนาคารยังเป็นอาคารเก่าที่ไม่ได้รับการปรับปรุงจนถึงวันนี้ ตึกที่อยู่ด้านหน้าของธนาคารกสิกร ไทยเป็นตึกที่ธนาคารนครหลวงไทยเป็นเจ้าหนี้ ส่วนตึกที่อยู่ด้านหลังมีธนาคารกรุงเทพเป็นเจ้าหนี้ ธนาคารซื้อตึกเก่าหลังนี้มาด้วยราคา 700 ล้านบาทและใช้งบประมาณตกแต่งปรับปรุงทั้งภายในและภายนอกเป็นจำนวนเงินประมาณ 3,000 ล้านบาททำให้ธนาคารประหยัดกว่าการสร้างตึกใหม่ 300 ล้านบาท
ooo
ธนาคารได้เปรียบเทียบการนำตึกเก่ามาปรับปรุงใหม่ทำให้ไม่ต้องลงทุนวัสดุใหม่ทั้งหมด พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นอย่าง เป็นรูปธรรมที่ทำให้ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม อาคารที่สร้างแล้วอยู่ในชุมชนที่มีระบบสาธารณูปโภคทำให้ประหยัดทรัพยากรหลายด้าน อาทิ เสาเข็ม 3,700 ต้น คอนกรีต 34,000 cu.m เหล็ก 6,850 ล้านกิโลกรัม และไม้แบบ 200,000 ตารางเมตร อาคารแจ้งวัฒนะเป็นอาคารที่ธนาคารกำหนดแนวคิดให้เป็นต้นแบบอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาตรฐานโลก หรือที่ธนาคารกสิกรไทยเรียกว่า "อาคารแจ้งวัฒนะ สถาปัตยกรรมสีเขียว" หรือ Green Building
ooo
อาคารแจ้งวัฒนะออกแบบและก่อสร้างโดยยึดมาตรฐานของ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) เป็นระบบการวัดระดับความเป็นอาคารสีเขียวขององค์กรทางด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อดำเนินการสนับสนุนและให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดในเรื่องการออกแบบที่ยั่งยืนของประเทศสหรัฐอเมริกา U.S. Green Building Council (USGBC) การออกแบบและก่อสร้างใช้มาตรฐาน TEEN (Thailand Energy & Environment Assessment Method) ประหยัดพลังงานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาคารมีทั้งหมด 11 ชั้นจากเดิมมี 10 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 66,000 ตารางเมตร ชั้น 9-10 และชั้น 11 จะเดินทะลุหากันได้โดยมีบันไดเชื่อมอยู่ตรงกลางตึก เจ้าหน้าที่กสิกรบอกว่าทั้ง 3 ชั้น เรียกว่าใจบ้าน
oo
เป็นส่วนที่รับแสงเข้ามาภายในอาคารช่วยประหยัดพลังงาน ส่วนชั้น 3-5 และชั้น 6 สามารถเดินทะลุได้เช่นเดียวกันโดยไม่ต้องใช้ลิฟต์ แต่อาคารแห่งนี้จะไม่มีชั้น 4 ซึ่งเป็นตัวเลข ที่คนจีนเชื่อกันว่าไม่เป็นมงคล กระจกรอบตัวอาคารเป็น Insulated Laminate ไม่สะท้อนแสงและเป็นฉนวนใยแก้วกันความร้อน การออกแบบและวัสดุกันความร้อน ทำให้แต่ละชั้นสามารถเดินหากันได้ทำให้ประหยัดไฟฟ้าได้ 30% ส่วนน้ำที่ใช้ในอาคารแห่งนี้จะนำกลับมาใช้ใหม่ (รีไซเคิล) ทำให้ประหยัดน้ำได้ 50%
oo
ความตั้งใจที่จะสร้างให้เป็นอาคารสีเขียวทำให้ธนาคารมีเป้าหมายมาตรฐานรางวัลระดับ Gold และอยู่ระหว่างยื่นเรื่องให้คณะกรรมการจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาตรวจสอบอาคาร สำนักงานใหญ่แห่งที่ 3 อาคารแจ้งวัฒนะมีเป้าหมายเพื่อเป็นหน่วยงานสนับสนุนการทำงานและเป็นศูนย์คอมพิวเตอร์สำรอง ส่วนอาคารราษฎร์บูรณะ ผู้บริหารจะนั่งเป็นหลักเพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายทิศทางธุรกิจ นอกจากนี้มีสายงานด้านธุรกิจบุคคล ฝ่ายบุคคลและฝ่ายไอทีบางส่วน อาคารพหลโยธินเป็นฝ่ายปฏิบัติการ มีฝ่ายอนุมัติสินเชื่อ ฝ่ายบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้าและฝ่ายบริหารเครดิต เป็นกลุ่มทำงานที่เหมาะสมอยู่ใจกลางเมือง เพราะมีรถไฟฟ้า
ooo
ธีรนันท์บอกว่าการก่อตั้งอาคารสำนักงานใหญ่แห่งที่ 3 เป็นแผนยุทธศาสตร์ของธนาคารที่ต้องการมีระบบสำรองรองรับการทำงานกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินกับอาคารพหลโยธินหรืออาคารราษฎร์บูรณะ ตามหลักภูมิศาสตร์ที่เลือกตั้งสำนักงานบนถนนแจ้งวัฒนะเพราะอาคารอยู่ห่างจากอาคารพหลโยธิน 20 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากสำนักงานราษฎร์บูรณะ 45 กิโลเมตร ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลทำให้สามารถ ขนย้ายพนักงานและระบบการทำงานได้ในเวลา 20 นาที อาคารแจ้งวัฒนะมีพนักงานทำงาน 2,500 คน ประกอบด้วยหน่วยงานหลายฝ่าย ศูนย์คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เป็นศูนย์คอมพิวเตอร์สำรอง ฝ่ายปฏิบัติการผลิตภัณฑ์เครดิตผู้บริโภค ฝ่ายปฏิบัติการเงินสดและการชำระเงิน และบริษัท โพรเกรส กันภัย จำกัด และฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ (call center)
oo
อาคารแห่งนี้ยังรับหน้าที่รับ-ฝากเงิน รวมถึงเป็นศูนย์ทดลองใช้บริการเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น ทดลองการประชุมวิดีโอคอนเฟอร์เรนส์ (VDO Conference) หรือการประชุมเห็นหน้าโดยผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ทำให้พนักงานประหยัดเวลาในการเดินทาง หากมองในมุมของยุทธศาสตร์การให้บริการรับฝาก-ถอนเงิน ธนาคารกสิกรสามารถให้บริการลูกค้าในเมืองทองธานีที่มีที่พักอาศัยจำนวนมาก แม้จะมีตึกร้างอยู่บ้างก็ตามแต่ก็มีชุมชนขนาดใหญ่ที่อยู่โดยรอบเมืองทองธานี ธนาคารกสิกรไทยก็ไม่ปฏิเสธว่าส่วนหนึ่งเพื่อรองรับบริการลูกค้ากลุ่มข้าราชการที่กำลังผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดบน ถนนแจ้งวัฒนะที่จะเริ่มมาทำงานในเร็วๆ นี้
oo
ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเป็นอีกราย หนึ่งที่มองเห็นยุทธศาสตร์นี้เช่นเดียวกันได้เข้าไปยึดภูมิศาสตร์บนถนนแจ้งวัฒนะที่อยู่ตรงกันข้ามกับกระทรวงยุติธรรมพร้อม เปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้ธนาคารประเมินว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่ใช้บริการเป็นลูกค้าทั่วไปที่มีรายได้ ไม่สูงมาก เป็นกลุ่มที่ต้องการใช้บริการโอน เงินไปต่างจังหวัด ทำให้อาคารแจ้งวัฒนะ ติดตั้งระบบเอทีเอ็ม ฝาก ถอน โอนเงินไว้นอกอาคาร คาดหวังจะมีรายได้จากค่าธรรมเนียม เป้าหมายของธนาคารกสิกรไทยจะชูภาพลักษณ์อาคารแจ้งวัฒนะให้เป็นสถาปัตยกรรมสีเขียวแต่การเลือกถนนแจ้งวัฒนะเป็นสำนักงานใหญ่แห่งที่ 3 ก็ได้รับประโยชน์ทางด้านธุรกิจควบคู่ไปด้วย การมองข้ามช็อตของธนาคารกสิกรไทยน่าจะทำให้อาคารแจ้งวัฒนะได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่องในคราวเดียวกัน...การมองกาลไกล ทำให้คนแตกต่างจากอีกคน...
o
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.gotomanager.com/ โดย นภาพร ไชยขันแก้ว
huahinhub Thanks
o

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๑๒๔ (ทำเงิน ออนไลน์)


ช่องทางทำเงิน ผ่านโลกออนไลน์

เมื่อเร็วๆ นี้ อีเบย์ เว็บไซต์ทำธุรกิจออนไลน์ชั้นนำของโลก ประเมินไว้ว่าในปี 2553 สัดส่วนซื้อสินค้าออนไลน์ทั่วโลกตอนนี้เทียบกับอดีต ขยายตัวถึง 50% ซึ่งเป็นการขยายตัวเร็วพอๆ กับการซื้อขายปกติระหว่างประเทศ
oo
ด้านผู้เชี่ยวชาญตลาดอีคอมเมิร์ซของไทย เห็นสอดคล้องว่ายอดซื้อขายออนไลน์ในไทยปัจจุบันโตสวนทางเศรษฐกิจที่ยังซบเซา ขณะที่กลางเดือนพ.ค.ปีนี้ มีข่าวกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เซ็นสัญญาความเข้าใจร่วมมือกับ
อีเบย์ ในกรอบเวลา 1 ปี จัดโครงการ “กรมส่งเสริมการส่งออก เพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย ด้านการตลาดออนไลน์กับอีเบย์” เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยนำสินค้าขายบนอีเบย์ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมวางสินค้า 100 รายการแรก
oo
ข้อมูลข้างต้น ล้วนสอดรับกับผลสำรวจกว่า 1 ปีที่ผ่านของมาสเตอร์การ์ด เวิลด์ไวด์เรื่อง "ความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต" (Visions of the Future : Perspectives of the Young Elite of Thailand) ด้วยการเจาะถามกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 2 แห่ง คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผลสำรวจที่ได้พบกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 32% อยากมี
ธุรกิจเป็นของตัวเอง รองลงมา 17% ต้องการร่วมงานกับบริษัทต่างชาติหรือบริษัทข้ามชาติ และมีเพียง 2% เท่านั้นต้องการทำงานกับรัฐวิสาหกิจ
oo
การสำรวจของมาสเตอร์การ์ดข้างต้น ยังสามารถปรับใช้ในช่วงปีวัวที่ไม่คึกคักปีนี้ เพราะสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่มีการศึกษาของไทย ต้องการริเริ่ม
ธุรกิจเป็นของตัวเอง หรืออยากเป็นเจ้าของธุรกิจมากที่สุด ขณะเดียวกันวิกฤติโลกที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด ยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับการค้าปกติระหว่างประเทศ ทำให้เทรดออนไลน์เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถช่วยผู้ประกอบการคนไทยทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีธุรกิจขนาดกลางถึงเล็กอยู่แล้ว ได้ใช้ประโยชน์ออนไลน์เข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกได้มากขึ้น เป็นการสร้างความได้เปรียบที่ไม่ควรพลาด
oo
ดังนั้น ข้อมูลจากเรื่อง "ทำตลาดออนไลน์ให้
ธุรกิจตนเอง" ของ ซูซาน จี.โฮเซอร์ จาก ออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง และ "เคล็ดลับทำตลาดอินเทอร์เน็ต" ของ ไมเคิล เฟลชเนอร์ จาก มาร์เก็ตสคูป ดอท คอม น่าจะมีประโยชน์ช่วยคนรุ่นใหม่และเจ้าของเอสเอ็มอีคนไทยทั้งในและต่างประเทศ เก็บข้อมูลเตรียมความพร้อม ที่จะสร้างฐานธุรกิจของตัวเอง สามารถทำเงินร่ำรวยได้ก่อนวัยเกษียณ โดยอันดับแรกขอนำเสนอมุมมองผู้เชี่ยวชาญจากการรวบรวมของโฮเมอร์ก่อน เพื่อให้เว็บไซต์ที่ทำขึ้นมาเป็นที่สังเกตและสะดวกกับการชอปปิ้งออนไลน์ เพื่อให้เจ้าของกิจการและเว็บไซต์ได้ยอดขายเพิ่ม
o
@ "ครีเอททำเว็บอย่างง่ายให้ดี"
เป็นหนทางแรกที่โฮเซอร์แนะให้คนไทยรุ่นใหม่อยากทำ
เอสเอ็มอี และต้องการใช้ประโยชน์จากเทรดออนไลน์ให้มากที่สุด ต้องสร้างสรรค์เว็บไซต์ของตัวเอง ที่สามารถอธิบายสินค้าหรือบริการ ด้วยการสรุปให้เห็นด้วยภาพ ซึ่งหากเห็นแล้วต้องได้รับความนิยมเป็นที่ประทับใจ และเว็บไซต์ต้องสามารถสนองตอบความต้องการของลูกค้าผู้มีกำลังซื้อได้ "เมื่อผู้ชอบการท่องอินเทอร์เน็ต คลิกเข้าไปดูเว็บไซต์ของคุณ เว็บไซต์ของคุณมีเวลา 5-8 วินาที ที่จะทำให้นักท่องเน็ตเหล่านี้ตระหนักว่า คุณสามารถช่วยพวกเขาได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่เจ้าของเอสเอ็มอีแก้ปัญหาต่างๆ ของนักท่องเว็บผ่านโฮมเพจของตนเองได้ แต่เป็นการแก้ที่เข้าถึงประเด็น และกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นและไม่ต้องการออกไป" ลาร์รีย์ ไบลิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SingleThrow Internet Marketing ให้ข้อมูลผ่านโฮเซอร์
o
ทั้งนี้ เทคนิคทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจ้าของ
เอสเอ็มอี ที่จะต้องหาหนทางดีที่สุด ที่จะอธิบายผลิตภัณฑ์และบริการของตัวเอง ให้กับลูกค้าที่มีศักยภาพและกำลังซื้อ และสามารถผันลูกค้ากลุ่มนี้ให้เป็นยอดขายที่ทำได้ด้วยคุณภาพ ไบลินย้ำให้เจ้าของเอสเอ็มคิดถึงการเชื่อมโยงสิ่งที่กำลังจะทำ ทำทุกอย่างให้นักช้อปเน็ตรู้สึกชัดเจน เพราะจะช่วยให้ธุรกิจอยู่ในใจของพวกเขาตลอดเวลา
oo
@ "ลองหันมาทำบล็อก"
บล็อก B-L-O-G หมายถึงการสร้างเว็บไซต์ให้ผู้คนทั่วไป มีส่วนร่วมสามารถโต้ตอบ แสดงความคิดเห็นกันได้อย่างเสรี เป็นการสร้างชุมชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์กันได้ทางอินเทอร์เน็ต วิลเลียม บอยท์เลอร์ นักวิเคราะห์ออนไลน์อาวุโสของ New Media Strategies ซึ่งเป็นบริษัททำการตลาดแบบเว็บ 2.0 หรือการสร้างเว็บไซต์ที่ชุมชนสามารถตอบโต้กันได้ ให้ความเห็นว่าผู้ประกอบการ
เอสเอ็มอีที่สร้างบล็อกขึ้นมาแล้ว สามารถเข้าถึงนักท่องเว็บรายใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ด้วยการเขียนข้อความโต้ตอบเป็นบทสนทนาได้ และแสดงให้เห็นบุคลิกเนื้อในของธุรกิจได้
o
บอยท์เลอร์ ย้ำว่า ผู้ประกอบการต้องทำให้
ธุรกิจน่าสนใจในสายตาคนทั่วไป ด้วยการเขียนและรับฟังความเห็นโต้ตอบกับผู้เข้ามาเยี่ยมบล็อก และความน่าสนใจนี้ช่วยให้สะดุดตา จนอยากเข้าไปในโลกที่พวกเขาไม่รู้จัก “ผมเชื่อว่าธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น จะได้ประโยชน์มหาศาลจากการทำบล็อก เพราะผู้ประกอบการยังเข้าไม่ถึงอีกมากมายในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เติบโตอยู่แล้วและกำลังเติบโต ผู้ประกอบการล้วนมีศักยภาพที่จะทำตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจนั้นๆ ด้วยการเป็นคนแรกๆที่เขียนสิ่งน่าสนใจเกี่ยวกับธุรกิจตัวเองรู้และชำนาญ” บอยท์เลอร์แนะนำ
oo
@ “พยายามทำพอดแคสติ้ง”
พอดแคสติ้ง เป็นเทคโนโลยีค่อนข้างง่าย นำมาใช้กันได้จริงจัง และเป็นเทคโนโลยีที่ติดอันดับบริษัทยอดเยี่ยม 500 อันดับแรกของฟอร์จูน นิตยสารเศรษฐกิจชั้นนำของสหรัฐ โฮเซอร์ แนะนำเจ้าของ
ธุรกิจเอสเอ็มอีว่า โดยเนื้อแท้และเหนืออื่นใดสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อเริ่มการทำพอดแคสติ้ง คือไมโครโฟนคุณภาพดีพอใช้สักตัวหนึ่ง เครื่องบันทึกเสียงระบบดิจิทัล และซอฟต์แวร์ตัดต่อ การทำพอดแคสติ้งนั้น เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถกำหนดรูปแบบที่สะท้อนให้เห็นคุณภาพกับความสามารถของตัวผู้ประกอบการได้มากที่สุด และดึงดูดใจผู้เยี่ยมชมเว็บ สร้างความสามารถแข่งขันสู้กับคู่แข่งเอสเอ็มอีรายอื่นๆ ได้
oo
“พอดแคสติ้งยังคงเป็นเอกลักษณ์ช่วยให้เจ้าของ
ธุรกิจนั้น มีความโดดเด่น ช่วยเจ้าของธุรกิจสร้างความรู้สึกที่หลากหลายให้เกิดในใจผู้เยี่ยมเว็บ เป็นการสื่อด้วยภาพและเสียง แทนการใช้ประโยคผ่านกระดาษ ซึ่งพอดแคสติ้งทำให้ง่ายขึ้น ที่จะเชื่อมโยงกลุ่มเป้าหมายเข้ากับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ” จอห์น แจนช์ ผู้เชี่ยวชาญการตลาดออนไลน์สหรัฐอธิบาย แจนช์ยังให้เคล็ดลับในการเพิ่มเสน่ห์แก่พอดแคสติ้งด้วยว่า การดึงดูดใจให้ผู้บริโภคเข้าถึงพอดแคสติ้ง อาจเชื้อเชิญหุ้นส่วนการลงทุนเข้ามาร่วมในการนำเสนอเนื้อหาด้วย และน่าสนใจหากดึงผู้เชี่ยวชาญ นักเขียนและนักวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ มาร่วมนำเสนอสิ่งต่างๆ ในการทำพอดแคสติ้งด้วย
oo
@ “สบายใจกับการใช้ยูทูบ”
ยูทูบไม่เพียงแต่เป็นมีเดียคลิปส์ชั้นเยี่ยม เพราะ ไมเคิล มิลเลอร์ เจ้าของงานเขียน YouTube 4 U กล่าวในหนังสือของเขา โดยยกตัวอย่าง
ธุรกิจทำเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งแสดงวีดิโอวิธีการปั้นหม้อบนแท่นหมุนอยู่ว่า สิ่งที่เจ้าของเอสเอ็มอีต้องการโพสต์ เป็นสิ่งที่ผู้คนในยูทูบจะพบว่าน่าสนใจและมีประโยชน์ที่จะดู “ด้วยการนำเสนอผ่านยูทูบ จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงประตูสู่ธุรกิจของคุณ และจากจุดนี้จะช่วยให้เจ้าของเอสเอ็มอีดึงกลุ่มเป้าหมาย ให้เข้าถึงเว็บไซต์ตัวเองได้” มิลเลอร์อธิบาย นอกจากข้อมูลทำตลาดออนไลน์ให้ธุรกิจตนเองของโฮเซอร์แล้ว ตอนนี้มาดูข้อมูลของเฟลชเนอร์จากมาร์เก็ตสคูป ดอท คอมกันบ้าง คัดเลือกมาบางส่วนที่สำคัญดังนี้
o
@ เว็บไซต์ ไดเรคทอรี่ ลิสติ้ง
หัวข้อนี้หมายถึงการทำแคมเปญการตลาดออนไลน์ ให้แน่ใจก่อนว่าเว็บไซต์ที่จะโปรโมทสินค้านั้นติดอยู่ในลิสต์รายการค้นหาบนเว็บที่ใครๆ ก็รู้จักอย่าง DMOZ, Yahoo และ Google คำเตือนนี้เพื่อให้มั่นได้ว่า กลุ่มเป้าหมายจะยังสามารถเข้าถึงหน้าเว็บการตลาดที่คุณทำไว้ แม้จะผ่านช่วงเวลาเปิดตัวแคมเปญไปแล้วก็ตาม
o
@ สร้างความคึกคักให้เว็บ
เป็นที่รู้กันดีว่า ผู้ลงทุนย่อมต้องการได้ผลตอบแทนกลับมา สำหรับผู้ทำการตลาดออนไลน์ สิ่งจำเป็นที่จะขาดไม่ได้คือ การสร้างความคึกคักให้กับเว็บการตลาดของคุณเอง ซึ่งปัจจุบันมีหลายวิธีให้เลือกใช้ โดยที่นิยมกันมากที่สุดคือ การไปดึงเครื่องมือการตลาดอย่าง Google AdSense, Overture หรือ Looksmart มาแปะไว้บนเว็บไซต์ ซึ่งนอกจากจะถึงผู้ชมเข้าเว็บไซต์ได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้เจ้าของเว็บไซต์ด้วย หากมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บคุณ
o
@ ข้อเสนอโดนใจ
การทำตลาดออนไลน์จริงแล้ว ไม่ต่างจากการทำการตลาดตามช่องทางปกติมากนัก โดยเคล็ดลับข้อหนึ่งที่จะลืมไม่ได้ก็คือ คุณต้องแน่ใจว่าสิ่งที่นำเสนอบนเว็บนั้นยังไม่เคยมีใครนำเสนอ เพราะหากคุณเสนอสิ่งที่เหมือนกับคู่แข่ง หรือนำเสนอสิ่งที่ไม่น่าสนใจ ลูกค้าก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องสนใจเว็บไซต์หน้าอื่นๆ ของคุณ
0
@พัฒนาความน่าเชื่อถือ
ก่อนที่ใครๆ จะสนใจซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของคุณ จำเป็นที่เว็บไซต์ของคุณต้องได้รับการยอมรับและน่าเชื่อถือ เพราะหมายถึงลูกค้าซึ่งเป็นผู้บริโภคทั่วไปสามารถซื้อสินค้าจากคุณ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเกี่ยวกับข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลอื่นๆ ที่สำคัญ
วิธีหนึ่งที่จะพัฒนาและสร้างความน่าเชื่อถือ ให้เป็นที่ยอมรับก็คือการซื้อและแสดงไอคอนที่ได้รับการการันตี อย่าง BBB Online, Trust-e, และVerisignให้ปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ เพราะไอคอนเหล่านี้สั่งสมความน่าเชื่อถือ เป็นเหมือนเครื่องหมายรับประกันคุณภาพว่าการทำธุรกรรมกับเว็บไซต์นี้ปลอดภัย
oo
@การันตีสินค้า 100%
เป็นคำแนะนำสุดท้ายของเฟลชเนอร์ เพราะไม่มีอะไรทำให้ผู้บริโภคสบายใจกับดีลซื้อขายไปมากกว่าการรับประกันสินค้าและบริการ ซึ่งอาจจะเป็นการรับประกันความพึงพอใจ 100% หรือยินดีคืนเงิน ขอให้นึกไว้เสมอว่า การรับประกันเป็นหนทางดีที่สุดช่วยลดความเสี่ยงการซื้อสินค้าให้กับผู้บริโภค หากคู่แข่งของคุณเสนอเงื่อนไขให้การรับประกันไว้อย่างไร คุณต้องทำให้เท่าเทียมกับเขาหรือต้องดีกว่า
o
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ โดย : อุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน
huahinhub Thanks
o