แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง แสดงบทความทั้งหมด

1.08.2553

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๓๕ (rพุทธธรรม พุทธศิลป์ เพื่อแผ่นดินไทย)


งานเสวนาเฉลิมพระเกียรติพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “พุทธธรรม พุทธศิลป์ เพื่อแผ่นดินไทย” ซึ่งจัดโดยธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รวมเอาพระนักคิด และศิลปินชั้นนำและศิลปินแห่งชาติ รวม 6 ท่าน ได้แก่ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี, ศ.เกียรติคุณ ประหยัด พงษ์ดำ, ดร.ถวัลย์ ดัชนี, อ.จักร์พันธุ์ โปษยกฤต, อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และ อ.วัลลภิศร์ สดประเสริฐ มาร่วมเสวนา ศ.เกียรติคุณ ประหยัด พงษ์ดำ ศิลปินแห่งชาติปี 2541 สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์)
เggg
ได้ให้ความหมายของศิลปะกับศีลธรรม ว่า ศิลปะคือสิ่งที่มนุษย์ สร้างขึ้นประดิษฐ์ขึ้น ในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม และควรจะทำให้จิตใจคนที่เสพศิลปะนั้นสูงขึ้น นอกจากนี้ศิลปินแห่งชาติปี 2541 ยังเชื่อว่าศิลปะกับศีลธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่ามีศิลปะหลายชิ้นที่ศิลปินสร้างขึ้น ไม่ได้ช่วยยกระดับจิตใจของผู้ชมให้สูงขึ้น
hhhh
“อาจจะเป็นเพราะสภาวะความเป็นอยู่ของบ้านเมืองเรามันเป็นอย่างนี้หรือเปล่า จึงทำให้จิตใจของเราไม่พยายามคิดและสื่อออกมาในเรื่องที่มันสูงส่งดีงาม ไม่ใช่ว่าศิลปินทุกท่านนะครับ แต่บางครั้งที่ผมไปชมงานศิลปะ งานศิลปะมันทำให้ผมรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่น่าอยู่เลย ทำไมศิลปินไม่สร้างสรรค์อะไรที่ทำให้ผู้ชมดูแล้วรู้สึกอยากจะมีชีวิตอยู่ หรือสร้างสรรค์ความดีความงามให้มันเกิดขึ้น ไม่ใช่ดูแล้วท้อใจ อยากฆ่าตัวตาย”
ggg
ด้าน ดร.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ ปี 2544 สาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม) ให้ความหมายของศิลปะว่า คือการทำงานที่เกิดจากความรัก มุ่งมั่น ศรัทธา ประสบการณ์ หลอมรวมออกมาเป็นพลังขับเคลื่อนที่เป็นรูปลิ่มของมนุษย์ในทางสุนทรียภาพ “ถ้าเกิดให้ความจำกัดความ ผมคิดว่างานศิลปะไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรมและนาฎกรรม ต้องมีองค์คุณง่ายๆสัก 6 อย่าง
ggg
1. งานศิลปะต้องมีความคิดคำนึง
2. ต้องมีการแสดงออกของรูปอารมณ์ของความสะเทือนใจ นั้นๆ
3. มีท่วงท่าของจิตวิญญาณที่เป็นอิสระ และร้อนเร่าด้วยเพลิงปรารถนาหรือความ ก่ำไหม้ของอารมณ์ ซึ่งจะโศกเศร้าหรือปีติยินดีหรือกำหนัดก็ตามที จะต้องหลอมรวมอยู่ในนั้น
4. จะต้องมีปัจเจกลักษณะส่วนตัวของบุคคลผู้ซึ่งสร้างทำ
5. มีความประสาน กลมกลืน
6. เป็นสุดยอดของเทคนิค
ถ้ายังไม่ถึงองค์คุณทั้ง 6 อย่างแล้ว ไม่อาจเรียกว่า เป็นศิลปะ จึงเป็นได้แค่งานตกแต่งประดับประดา”
gggg
ส่วนพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการขาดความเข้าใจในศิลปะของพระสงฆ์ตามวัดต่างๆ มีผลทำให้งานพุทธศิลป์ในรั้ววัดขาดความงดงาม ท่าน ว.วชิรเมธี เห็นว่าสิ่งสำคัญคือต้องพัฒนาการศึกษาให้กับพระสงฆ์ “ถ้าเรามีพระสงฆ์ที่ดีที่สุด ความรู้ทางโลกดี ความรู้ทางธรรมดี ความรู้ทางจิตใจดี พุทธศิลป์ที่กษัตริย์ทั้งหลายสร้างไว้ ที่ศิลปินสร้างไว้ จะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด แต่ถ้าพระไม่มีความรู้นะ ก็จะเป็นเช่นที่อาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์ เคยเล่าให้อาตมาฟัง วันหนึ่งอาจารย์อังคารไปเขียนรูปที่พระนครศรีอยุธยา มีอุโบสถหลังหนึ่งหลังเล็กๆอายุ กว่า 400 ปี พอจะไปนอน จะกลางมุ้ง พระลูกวัดเอาค้อนไปตอกตะปูที่ผนังอุโบสถ อาจารย์ อังคารช็อก ขนของออกจากโบสถ์ไปเลย น้ำตาไหล ผนังโบสถ์จะพังต่อหน้าต่อตา นี่คือพระไม่มีความรู้ ถ้าท่านมีความรู้ท่านจะทำไหม ท่านไม่ทำ
hhh
เพราะฉะนั้น พุทธศิลป์ เป็นเรื่องในพุทธธรรม หมายความว่าศิลปินสร้างพุทธศิลป์เพราะการศึกษาในพุทธธรรม พุทธธรรมจะปรากฏก็เพราะอาศัยศิลปินเป็นผู้สร้างสรรค์พุทธศิลป์ แล้วใครจะรักษาพุทธศิลป์ไว้ ก็ต้องเป็นพระที่มีการศึกษาอย่างดีที่สุดถึงจะรักษาไว้ได้ เพราะฉะนั้นพุทธธรรมและพุทธศิลป์เชื่อมโยงโดยพระสงฆ์ที่เป็นผู้รู้ธรรม” เพื่อให้ประเทศไทยของเราซึ่งเป็นเมืองพุทธ มีงานพุทธศิลป์ที่งดงามเหลือไว้เป็นมรดกของชาติ และเป็นที่น่าชื่นชมในสายตาชาวโลก
gggg
อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ผู้สร้างวัดร่องขุ่น จ.เชียงราย ให้เป็นศิลปะประจำรัชกาลที่ 9 อย่างแท้จริง ได้แนะว่า “ผมพูดเสมอว่าให้เอาพระเอาเจ้าอาวาสมาทั้งประเทศ มาอบรม อธิบายให้ท่านฟังว่า ศิลปะของชาติมันมีความงามอย่างไร ยุคสมัยไหนมันมีความงามอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร เวลาสร้างอะไรควรคำนึงถึงความเป็นเอกภาพ เราจะต้องอธิบายสุนทรียภาพให้พระท่านเข้าใจ เวลาที่ท่านสร้างอะไรจะได้ไม่สร้างมั่วๆ ดูแล้วไม่มีค่า เดี๋ยวนี้วัดสวยๆหลายวัด กลายเป็นสลัมกลายเป็นที่อยู่ของขอทาน คนขี้เหล้า เมายา ติดยาเสพติด นอนอยู่เต็มไปหมด ขี้หมา ขี้แมว และขยะ ก็เยอะ เวลาฝรั่งเข้าไปดู ทนดูไม่ได้ โบสถ์เก่าๆสวยๆก็ไม่ได้รับการบูรณะ กรมศิลปากรก็ไม่มีเงิน รัฐบาลก็ไม่เคยเอาเงินมาสนับสนุน ยกเว้นที่เป็นวัดหลวงจริงๆ ส่วนวัดที่สวยงามรองๆลงไป มีเยอะแยะที่ถูกทำลาย จนเสียหายยับเยิน”
ggg
ปิดท้ายการเสวนาด้วย อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต และ อ.วัลลภิศร์ สดประเสริฐ สองกำลังสำคัญในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดเขาสุกิม, วัดตรีทศเทพ ในนามมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต อ.จักรพันธ์ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2543 สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ได้บอกเล่าถึงความ ศักดิ์สิทธิ์ของการอธิษฐานขอ เพื่อให้สิ่งดีๆที่ตั้งใจทำ เพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติ ผ่านพ้นไปจากอุปสรรคทั้งปวง “มันมีเรื่องของสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น มันเป็นความสะดวก สิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ก็ได้ โดยที่ผมถือว่าเทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรต่างๆช่วยให้เราได้ในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้”
gggg
ขณะที่ อ.วัลลภิศร์ เสริมว่า “เวลาเราอธิษฐาน เราขอในสิ่งที่เราอับจน หรือแก้ปัญหาไม่ตก เป็นเรื่องของศิลปวัฒนธรรมที่จะทิ้งไว้เป็นมรดกของชาติของประเทศ เราขอพึ่งคุณพระรัตนตรัยเป็นอันดับแรก แล้วเทพยดาทั้งหลายท่านก็มาช่วยปกปักรักษา ซึ่งถามว่าได้ผลไหม ถ้าอยู่ในข่ายเหล่านี้ได้ผลทุกครั้ง”
ggg
ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 109 ธันวาคม 2552 โดยมิลิน
huahinhub thnaks
hhh

1.07.2553

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๓๔ (ประเทศไทย ๒๕๕๓ การมองเชิงยุทธศาสตร์)


มองเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศไทย ๒๕๕๓
hhh
การมอง มองได้หลายแบบ เช่น มองเชิงลบ มองเชิงบวก มองเชิงวิเคราะห์ หรือมองเชิงชำแหละ มองเฉพาะด้านหรือมองด้านเดียว มองสองด้าน ฯลฯ การมองอย่างไรมีผลมากต่อการได้อย่างนั้น เช่น การชำแหละก็จงทำให้ขาดจากกันเป็นส่วน ๆ ดังเช่น การชำแหละสุกร ชำแหละโค ทำให้หมดชีวิต การมีชีวิตเกิดจากการเชื่อมโยง
hhhh
การมองเชิงยุทธศาสตร์หมายถึง การมองเพื่อการปฏิบัติไปสู่ผลสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น วจีสุจริตที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นอันมากในพระไตรปิฎกว่าการจะพูดสิ่งใดนั้นต้อง (๑) เป็นความจริง (๒) พูดเป็นปิยวาจา (๓) พูดถูกกาละเทศะ (๔) พูดแล้วเกิดประโยชน์ วจีสุจริตตามที่ตรัสสอนนี้อาจเรียกว่าเป็นการพูดเชิงยุทธศาสตร์ก็ได้ เพราะมุ่งที่การเกิดประโยชน์ ไม่ใช่สักแต่ว่าเป็นความจริงก็พูด (อย่าว่าแต่เอาความไม่จริงไม่พูดเลย) ถึงเป็นความจริงถ้าไม่ถูกกาละเทศะก็ไม่พูด เพราะพูดเพื่อให้เกิดประโยชน์ไม่พูดเพื่อความสะใจหรือเพื่อระบายอารมณ์หรือเพื่อทำร้ายคนอื่น ฯลฯ วจีสุจริตจึงเป็นเรื่องทำได้ยาก เพราะคนส่วนใหญ่มีอารมณ์และพูดตามอารมณ์ วจีสุจริตต้องมีสติกำกับจึงจะทำได้ ต่อไปนี้คือการมองประเทศไทย ๒๕๕๓ เชิงยุทธศาสตร์
hhhh
๑. ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง
ไม่มีใครแก้ปัญหาได้ โดยไม่แก้โครงสร้าง ในรอบ ๑๐๐ ปี ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะทำอะไรดี ๆ กันมากพอสมควร แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานได้ ปัญหาพื้นฐานคือ ความยากจนและความอยุติธรรม ความยากจนเกิดจากขาดความเป็นธรรม ประเทศไทยขาดความเป็นธรรมทุกทางทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางกฎหมาย ทางการเมืองการปกครอง การขาดความเป็นธรรมเกิดจากโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาเชิงโครงสร้างส่งผลแรงมากและแก้ไขได้ยาก การพยายามแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยไม่แก้โครงสร้างนั้นไม่ได้ผลจีรังยั่งยืน ส่งผลให้คนไทยขัดแย้งกันมากขึ้นจนมาถึงปากเหวที่อาจเกิดความรุนแรงนองเลือด
hhhh
ท่ามกลางปัญหาที่ซับซ้อนและยากนี้ ไม่มีรัฐบาลใด ๆ ที่จะแก้ปัญหาได้ รวมทั้งรัฐบาลทักษิณที่มีนายกรัฐมาตรีที่มีอำนาจมากที่สุดก็ไม่สามารถสร้างสังคมสันติสุขได้ ฉะนั้นจึงไม่ควรคาดหมายว่ารัฐบาลใด ๆ จะแก้ปัญหาได้ แต่คนไทยทุกภาคส่วนควรทำความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างและใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสที่จะก้าวข้าม (Transcend) ความขัดแย้งไปสู่จุดลงตัวใหม่ โดยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
hhhh
๒. สี่ก๊กค้ำยันกันไม่มีใครกินรวบได้
สภาพการต่อสู้ทางการเมืองระดับบนเหมือนสงคราม ๔ ก๊ก ซึ่งค้ำยันกันไม่มีก๊กใดก๊กหนึ่งกินรวบได้ คือ
(๑) ก๊กกองทัพ ก๊กกองทัพมีอำนาจทางการเมืองมานาน แต่ปัจจุบันการรัฐประหารทำได้ยากและไม่ควรทำ จะมีคนต่อต้านมากและปกครองไม่ได้ แต่ก๊กนี้ก็มีอำนาจทางการเมืองมาก
(๒) ก๊กคุณทักษิณ (ก๊กสีแดง) เป็นก๊กที่มีพลังและอิทธิฤทธิ์มาก เคยถืออำนาจรัฐสูงสุดและใช้อำนาจมาก แต่ในสังคมสมัยใหม่ที่ซับซ้อนการใช้อำนาจอย่างเดียวไม่สามารถฝ่าความเสียดทานไปสร้างสังคมสันติสุขได้ เพราะเกิดแรงต้าน แรงต้านที่แรงที่สุดมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้คุณทักษิณไม่สามารถกินรวบได้ การพลาดไปทั้ง ๆ ที่มีโอกาสสูงทำให้กลับมามีอำนาจอีกได้ยาก แต่ก็ทรงพลังอย่างยิ่งที่จะต่อต้านก๊กอื่น ๆ ไม่ให้กินรวบได้
(๓) ก๊กพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ก๊กสีเหลือง) ก๊กนี้เกิดขึ้นเพื่อต่อสู้ไม่ให้คุณทักษิณกินรวบ เป็นการรวมพลังของประชาชนที่แข็งแรงที่สุดที่ทำให้คุณทักษิณแม้ทรงอานุภาพเพียงใดก็อ่อนกำลังและเพลี่ยงพล้ำลงได้ แต่ก๊กนี้ก็มีศัตรูดังที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำถูกลอบยิงเพื่อสังหาร พันธกิจของก๊กเหลืองคงจะเพื่อป้องกันคุณทักษิณกลับมามีอำนาจ มากกว่าตัวเองจะเข้าไปมีอำนาจทางการเมืองเสียเอง
(๔) ก๊กประชาธิปัตย์และพันธมิตรพรรคการเมืองที่ไม่ใช่ทักษิณ นำโดย คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก๊กนี้ถืออำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบัน ที่ต้องอาศัยความสนับสนุนจากเครือข่ายที่ไม่เอาทักษิณ รัฐบาลต้องประสบการต่อต้านจากก๊กแดงทุก ๆ ทาง ซึ่งทำให้บริหารบ้านเมืองได้ยาก และไม่สามารถปกครองบางพื้นที่ได้
hhh
ทั้ง ๔ ก๊กค้ำยันกันอยู่ไม่มีก๊กไหนกินรวบได้ ในสภาพอย่างนี้ข้อเสียก็คือ ทำให้พัฒนาบ้านเมืองได้ยาก ข้อดีก็คือไม่มีก๊กใดก๊กหนึ่งกินรวบได้หมด ถ้ากินรวบได้หมดก็จะไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งก็จะวิกฤตอีก ในสภาพการค้ำยันกัน ๔ ฝ่าย ถ้าสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงนองเลือดได้ หน้าต่างแห่งโอกาสอาจเปิดที่ทำให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ด้วยสันติวิธี ฉะนั้นเรื่องเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุดคือ ป้องกันความรุนแรงนองเลือด
hhh
๓. ภารกิจเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุดคือ ป้องกันความรุนแรงนองเลือด
หากเกิดความรุนแรงนองเลือด กองทัพก็คงจะเข้ามาปราบจลาจลและยึดอำนาจเกิดการปกครองแบบเผด็จการ แต่ก็จะไปไม่รอด เพราะประชาชนจะรวมตัวกันต่อสู้ บ้านเมืองจะประสบความยุ่งยากและถอยหลังไปอีกนาน ฉะนั้นภารกิจเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุดของทุกฝ่ายคือ การป้องกันความรุนแรงนองเลือด ไม่ควรจะมีใครที่คิดจะมีอำนาจโดยตั้งใจก่อเหตุการณ์ให้มีผู้เสียชีวิต ชีวิตแต่ละชีวิตมีค่ามาก ไม่ควรจะมีใครคิดให้มีคนตายเพื่อปูทางไปสู่อำนาจ เพราะจะบาปมากและไม่มีทางทำได้สำเร็จ ในสภาพที่ยากและค้ำยันกันอยู่นี้ไม่มีก๊กใดจะทำได้สำเร็จ โดยใช้ความรุนแรงโค่นล้มก๊กอื่น มีแต่สันติวิธีเท่านั้นที่จะทำให้ทะลุความติดขัดที่ยากนักหนาไปได้ ไปดูเถอะอินเดียได้อิสรภาพเพราะการต่อสู้ด้วยสันติวิธีที่นำโดยมหาตมะคานธี แอฟริกาใต้พ้นจากความติดขัดแห่งการปกครองแบ่งแยกผิวได้โดยสันติวิธีที่นำโดยเนลสัน แมนเดลา สหรัฐอเมริกามาถึงจุดที่คนผิวดำอย่างโอบามาเป็นประธานาธิบดีได้เพราะกระบวนการต่อสู้ด้วยสันติวิธีของคนดำที่นำโดยมาร์ติน ลูเธอร์คิง
hhhh
คนไทยทั้งปวงควรทำความเข้าใจว่า เราไม่มีทางออกจากสภาพวิกฤตสุด ๆ ด้วยความรุนแรงและต้องช่วยกันทุกวิถีทางที่จะป้องกันความรุนแรงนองเลือด เพื่อจะให้เวลาประเทศไทยในการหาทางออกด้วยสันติวิธี ถ้ารัฐบาลไม่เป็นผู้ใช้ความรุนแรงเสียเองก็จะไม่รุนแรง แต่ถ้าเป็นความรุนแรงโดยรัฐ (State violence) ก็จะรุนแรง ลองทบทวนประวัติศาสตร์ของความรุนแรงดูเถิดครับจะพบความรุนแรงโดยรัฐ ทุกฝ่ายควรสนับสนุนและร่วมมือกับรัฐบาลที่ไม่ใช้ความรุนแรง และช่วยกันสอดส่องป้องกันและระงับความรุนแรง ประเทศไทยต้องดำเนินไปบนสันติวิธี
hhhh
๔. การทำงานเชิงรุกของนายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๕๓
ในปี ๒๕๕๒ เนื่องจากยุทธการป่วนบ้านป่วนเมือง รัฐบาลต้องทำงานในเชิงตั้งรับในปี ๒๕๕๓ ถ้าสามารถป้องกันความรุนแรงนองเลือดดังกล่าวในข้อ ๓ นายกรัฐมนตรีน่าจะสามารถทำงานเชิงรุกได้ เช่นใน ๘ ประเด็นดังต่อไปนี้
hhh
(๑) สร้างกลุ่มทำงานยุทธศาสตร์ของนายกรัฐมนตรีหรือ PMDS (Prime Minister Delivery System) รัฐบาลต่างๆ ไม่มีเครื่องมือทำงานให้เห็นผลโดยรวดเร็ว จาก ครม. หรือจากความริเริ่มของนายกรัฐมนตรีก็ส่งไปให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเป็นกลไกทางดิ่งและแยกส่วนไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานให้ได้ผล ยากที่จะเกิดความสำเร็จ นายกรัฐมนตรีต้องมีทีมนักทำงานทางยุทธศาสตร์ที่มีความสามารถสูง ทำงานในเรื่องที่ต้องการผลสำเร็จสูง ให้สำเร็จเป็นเรื่องๆ ไป มิฉะนั้นถึงมีความคิดดีก็ไม่เกิดผล
hh
(๒) ยุทธศาสตร์การสื่อสาร ประเทศมีเครื่องมือสื่อสารมาก แต่ขาดยุทธศาสตร์การสื่อสาร ถ้าสามารถสื่อสารให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง ใช้ความรู้ ใช้เหตุผล และประชาชนสามารถเป็นผู้สื่อสารเอง จะเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยและสร้างความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างมีคุณภาพและสร้างสังคมสันติสุขได้
kkkk
(๓) ยุทธศาสตร์ฐานพระเจดีย์ สร้างสวรรค์บนดินใน ๗๖,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗,๖๐๐ ตำบล ความล้มเหลวของประเทศไทยในทุกด้านเกิดจากการสร้างพระเจดีย์จากยอด ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างสำเร็จจากยอด เพราะอะไรที่ไม่มีฐานก็จะพังลงๆ ประเทศไทยพัฒนาทุกอย่างจากยอด ใช้อำนาจจากบนลงล่าง (Top down) จึงไม่สำเร็จ ฐานพระเจดีย์ของสังคมคือชุมชนท้องถิ่น เรามีหมู่บ้านทั้งหมดประมาณ ๗๖,๐๐๐ หมู่บ้าน และประมาณ ๗,๖๐๐ แห่ง ไม่เป็นการยากเลยที่จะส่งเสริมให้ทุกหมู่บ้านและตำบลเข้มแข็งทุกด้านอย่างบูรณาการ หมู่บ้านและตำบลที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการจะมีสุขภาวะประดุจสวรรค์บนดิน เมื่อฐานของสังคมเข้มแข็งและสงบสุขก็จะรองรับให้สังคมทั้งหมดหายวิกฤต ประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่นจะทำให้ประชาธิปไตยระดับชาติมีคุณภาพและมั่นคง
kkkk
(๔) ยุทธศาสตร์สังคมเข้มแข็งและนวัตกรรมทางสังคม โครงสร้างของประเทศที่ภาครัฐมีอำนาจมาก (รัฎฐานุภาพ) ภาคเงินมีอำนาจมาก (ธนานุภาพ) แต่ภาคสังคมอ่อนแอ เป็นโครงสร้างที่เสียศูนย์และไม่สามารถทำให้เกิดความเป็นธรรมได้ ต้องส่งเสริมภาคสังคมให้มีอำนาจมาก (สังคมานุภาพ) โดยรวดเร็ว มิฉะนั้นทำอย่างไร ๆ ความเป็นธรรมก็ไม่เกิดและประเทศไม่หายวิกฤต ทั้งนี้โดยสนับสนุนให้มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร และในทุกเรื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดสังคมทางราบหรือประชาสังคม ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ควรส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคม และนวัตกรรมเพื่อสังคม
jjjj
(๕) ยุทธศาสตร์ความโปร่งใสและขจัดคอร์รัปชั่น ปัญหาคอรัปชั่นเป็นเหมือนมะเร็งที่กัดกินประเทศไทย คนไทยต้องร่วมกันขจัดคอรัปชั่นให้ได้ รัฐบาลต้องทำให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินที่สาธารณะสามารถตรวจสอบได้ สนับสนุนให้สื่อมวลชนสามารถทำข่าวเชิงสืบสวนได้ สร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างระบบราชการกับระบบการเมือง นำระบบราชการออกจากการครอบงำโดยสิ้นเชิงจากนักการเมือง สนับสนุนความเข็มแข็งของ ปปช. ภาคประชาชนอย่างจริงจัง ถ้ารัฐบาลไม่เอาจริง ปัญหาคอรัปชั่นจะล้มรัฐบาลทุกรัฐบาล
kkkk
(๖) ยุทธศาสตร์ผนึกประเทศอาเซียนและเตรียมตัวโลกเปลี่ยนขั้ว ถ้าประเทศอาเซียน ๑๐ ประเทศ ผนึกกันจะมีประชากรเป็น ๒ เท่าของสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยอยู่ตรงศูนย์กลางอาเซียนควรมีบทบาทนำในการผนึกอาเซียน ประเทศจีนกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นสัญญาณบ่งว่ากำลังจะเกิดขั้วเอเซียซึ่งมีขนาดใหญ่มาก เปลี่ยนแปลงจากการที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลางของโลกอยู่เพียงขั้วเดียว
การที่โลกเปลี่ยนขั้วนี้จะมีผลกระทบมหาศาลทุก ๆ ทาง ประเทศไทยควรรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ประดุจการเคลื่อนของเทคโทนิคเพลตนี้ เพื่อป้องกันผลกระทบทางลบ และเพิ่มประโยชน์ทางบวก ประเทศไทยต้องผนึกกำลังคนจากสาขาต่างๆ ทำยุทธศาสตร์ชาติในการวางตำแหน่งประเทศไทย ¬(Positioning) ในภูมิศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจอย่างที่ทำให้ประเทศไทยเข็งแรง เป็นผู้ใหญ่ได้ประโยชน์มหาศาล และช่วยประเทศอื่นๆ อย่างน้อยในภูมิภาคนี้ให้มีความก้าวหน้าและสันติสุข ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่อย่างนี้เรื่องฮุนเซนก็จะกลายเป็นเรื่องเด็กเล็กที่เกเร ซึ่งจะหมดไปกับความเป็นอนิจจัง
kkkk
(๗) ยุทธศาสตร์จิตสำนึกใหม่ ความยุติธรรม และสันติภาพ จิตสำนึกเก่าที่เล็กและคับแคบเป็นปัญหาทั้งของไทยและของโลกที่นำมนุษย์มาสู่วิกฤตการณ์จิตเล็กทำให้มองใกล้ใจแคบ เกิดความขัดแย้งและรุนแรง ในขณะที่จิตใหญ่ทำให้มองไกลใจกว้าง ทำให้เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ จึงควรมีการปฏิวัติจิตสำนึก ความยุติธรรมเป็นเครื่องทำให้อยู่ร่วมกันด้วยสันติ ประเทศต้องปฏิรูประบบความยุติธรรม สันติภาพเป็นทุนและผลอันยิ่งใหญ่ของการพัฒนา ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างโลกตะวันตกกับโลกอิสลาม ถ้าประเทศไทยตั้งรับจะถูกดึงเข้าไปสู่ความขัดแย้งซึ่งเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง จึงควรปรับยุทธศาสตร์เป็นรุกเพื่อสันติภาพ ควรรวมตัวกันสร้างสมรรถนะเรื่องสันติสุขและตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจด้านสันติภาพ
kkkk
(๘) ยุทธศาสตร์การเงินการคลังเพื่อการพัฒนา ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพแก้ปัญหาเก่าไม่ได้ และปัญหาใหม่อันซับซ้อนโถมถั่งเข้ามา กลไกการทำงานแบบเดิมๆ ของประเทศไม่มีกำลังพอ หรือกลับเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาทั้งเก่าและใหม่ ทำให้ไทยวิกฤตสุดๆ อย่างในปัจจุบัน มีความจำเป็นที่จะแสวงหากลไกใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ กลไกการเงินการคลังมีพลังมหาศาล ยุทธศาสตร์การเงินการคลังเพื่อการพัฒนาจะทำให้เราก้าวพ้นข้อจำกัด (Transcend) ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ เพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตไปสู่การลงตัวในระนาบใหม่ ที่กล่าวข้างต้น ๘ ประการไม่ได้ครอบคลุมเรื่องที่ควรทำทั้งหมด แต่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นทิศทางใหม่ประเทศไทย บนสันติวิถี ที่จะดึงคนไทยทุกภาคส่วนเข้ามาถักทอ สร้างจินตนาการใหม่ สร้างจิตสำนึกใหม่ สร้างโครงสร้างใหม่ สร้างสมรรถนะใหม่เพื่อการพัฒนาอย่างมีดุลยภาพ ดุลยภาพทำให้เกิดปรกติสุขและความยั่งยืนโลกวิกฤตเพราะการพัฒนาที่ขาดดุลยภาพทุก ๆ ด้าน ร่วมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ดังกรณีปัญหาโลกร้อนที่กำลังคุกคามสรรพชีวิตบนพื้นพิภพ การพัฒนาอย่างมีดุลยภาพจึงมิได้สำคัญเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่สำคัญสำหรับโลกด้วย ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้
kkk
ระบบสังคมที่มีดุลยภาพมีความละเอียดอ่อนในทุกมิติ ไม่สามารถสร้างได้โดยการโค่นล้มหรือยึดอำนาจ เพราะถึงยึดอำนาจได้ก็ทำไม่เป็น แนวทางที่เสนอมานี้คือการเปลี่ยนแปแลงขั้นพื้นฐานเพื่อไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี ด้วยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ เพื่อให้เกิดสมรรถนะใหม่ โครงสร้างใหม่ และความสามารถในการทำให้โครงสร้างใหม่ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีคุณภาพพร้อมกันไปในตัว ผมขอฝากไว้ให้คนไทยพิจารณาด้วยใจอย่างใคร่ครวญ
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub thanks

1.04.2553

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๓๓ (ห้องน้ำสาธารณะกับสบู่ในนั้น)


สบู่ในห้องน้ำสาธารณะ...ใครว่าไม่สำคัญ
โดย : คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค โปรเฟสชันแนล

ทั่วโลกต่างเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่าจะระบาดอีกเป็นระลอกสอง โดยทางกระทรวงสาธารณสุขก็มีโครงการรณรงค์ให้คนไทยรู้จักป้องกันโรคดังกล่าว ด้วยสโลแกนที่จดจำง่ายอย่าง “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือและสวมหน้ากากอนามัย”อย่างไรก็ตาม ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่รีบเร่งจนบางครั้งอาจไม่ยั้งคิดว่า
เรื่องใกล้ตัวอย่างการล้างมือด้วยสบู่ในห้องสาธารณะ ทั้งในร้านอาหาร ฟิตเนส อาคารสำนักงาน และห้างสรรพสินค้าเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม จากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยอาริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า สบู่ชนิดกล่องเปิดฝาแบบเติมมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนอยู่ถึง 25%

งานวิจัยครั้งนี้มุ่งวิเคราะห์หาเชื้อปนเปื้อนที่แฝงอยู่ในสบู่ที่ตาคนเรามองไม่เห็น โดยได้มีการเก็บตัวอย่างสบู่จำนวน 541 ตัวอย่างทั้งที่เป็นสบู่เหลวแบบเติม และสบู่เหลวแบบบรรจุภัณฑ์ปิด (เมื่อใช้น้ำยาหมดแล้วทิ้ง) พบว่า สบู่แบบเติม 133 ตัวอย่าง หรือ 25% มีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน 65% ของเชื้อที่พบคือ เชื้อโคลิฟอร์ม ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบมากในสิ่งปฏิกูลของสัตว์เลือดอุ่น ที่มีโอกาสส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขอนามัยของผู้ใช้ ทั้งในระบบทางเดินหายใจ กระแสโลหิต ระบบปัสสาวะ และการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง ซึ่งสิ่งปนเปื้อนเหล่านี้เกิดขึ้นขณะที่มีการเปิดฝากล่องเพื่อเติมสบู่นั่นเอง

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจในการศึกษาในครั้งนี้ก็คือสบู่เหลวที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์แบบปิด (เมื่อใช้น้ำยาหมดแล้วทิ้ง) กลับไม่พบเชื้อแบคทีเรียเลย เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เราจึงควรหันมาใส่ใจในการล้างมือในที่สาธารณะให้มากขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นการล้างมือเพื่อรักษาความสะอาด สร้างเสริมสุขอนามัยที่ดี จะกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการสะสมเชื้อโรคไปแบบไม่รู้ตัว


นอกจากการ
ล้างมือด้วยสบู่เหลวแล้ว จากการวิจัยของ American Journal of Preventive Medicine 2001 พบว่า การล้างมือและเช็ดมืออย่างถูกวิธีอย่างน้อย 5 ครั้งต่อวันก็สามารถลดโอกาสติดเชื้อหวัดได้ถึง 45%
การศึกษาของมหาวิทยาลัยเวสมินสเตอร์ยังชี้ว่า การใช้กระดาษเช็ดมือทุกครั้ง หลังการ
ล้างมือ ยังสามารถช่วยให้แบคทีเรียลดลงถึง 58% ในขณะที่การใช้เครื่องเป่าลมร้อนพบว่าแบคทีเรียในมือเพิ่มขึ้น 255% อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub thanks

1.01.2553

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๓๒ (ไม่ดื่ม ไม่เมา ไมาขับกันนะ)



huahinhub thanks

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๓๑ (การเดินทางของคำจิ่ง)







'คำจิ่ง' ฝันว่าได้ไปโรงเรียนในประเทศไทย 'หมวย' ฝันว่าลูกของเธอคลอดในโรงพยาบาล ที่ประเทศไทย เพื่อว่าลูกของเธอ จะมีสุขภาพดี และแข็งแรง-->
ggg
'คำจิ่ง' ฝันว่าได้ไปโรงเรียนในประเทศไทย 'หมวย' ฝันว่าลูกของเธอคลอดในโรงพยาบาลที่ประเทศไทย เพื่อว่าลูกของเธอ จะมีสุขภาพดี และแข็งแรง
ggg
'ดาว' ฝันว่ามีงานทำ และได้รับเงินเดือนด้วยมือของเธอเอง เธอคิดว่าแม้จะถูกจับในประเทศไทย ก็ยังจะดีกว่า เพราะว่าหลังจากออกจากคุกแล้ว ก็อาจจะมีโอกาสที่จะหางานทำได้ ในเมืองไทย...
ggg
'คำจิ่ง' หญิงสาวจากประเทศพม่า พร้อมกับเพื่อนๆ หลายร้อยคน เดินทางข้ามภูเขาหลายลูก แม่น้ำหลายสาย จนมาถึงชายแดนประเทศไทย เธอใฝ่ฝันที่จะได้เห็นกรุงเทพฯ นครในความฝันของพวกเธอ แต่คำจิ่งและเพื่อนๆ ของเธอ กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรข้ามแดน, ผู้ค้ายาเสพติด, โสเภณี, พวกมาแย่งงานคนไทย, และผู้แพร่เชื้อโรคต่างๆ รวมถึง เอชไอวี/เอดส์
ggg
ตุ๊กตา 'คำจิ่ง' เกิดขึ้นจากแนวคิดของ จุมพลและจันทวิภา อภิสุข ศิลปินร่วมสมัยและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน 'คำจิ่ง'เป็นตุ๊กตากระดาษทำด้วยมือของหญิงสาวผู้อพยพข้ามแดนมาจากพม่า พวกเธอสร้างตุ๊กตาเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของเธอเดินทางไปสู่ยังสถานที่ต่างๆ เมืองต่างๆ และเข้าร่วมกิจกรรมที่ความใฝ่ฝันของเธอจะพาไป ตุ๊กตาคำจิ่งคือตัวแทนของแรงงานต่างด้าวจาก พม่า อาข่า ไทยใหญ่ ที่ออกเดินทางจากบ้านเกิดเข้ามาใช้ชีวิตในประเทศไทย และต่างประเทศ เพื่อสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องราวของสิทธิมนุษยชน
ggg
ggg
ggg
ggg
ggg
เริ่มขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2547 เมื่อได้เข้าร่วมประชุมนานาชาติเรื่องโรคเอดส์ที่กรุงเทพฯ หลังจากการประชุมคำจิ่งได้เดินทางไปหลายจังหวัดในประเทศไทย และอีกหลายเมืองในนานาประเทศ อาทิ สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ โซล โตเกียว เกียวโต นากาโน่ สต๊อกโฮล์ม เวียนนา เบิร์น ซิดนี่ย์ โตรอนโต แมดดริด มอนทรีอัล เม็กซิโกซิตี้ วอชิงตัน ดีซี มินเนโซตา โคโลญจ์ บาหลี พนมเปญ เป่ยจิง และฮ่องกง ฯลฯ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของแรงงานอพยพที่หวังจะมาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในประเทศไทย
ggg
ที่ผ่านมา คำจิ่งหนึ่งร้อยสิบสาม 'คน' ได้รับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมใน 98 ครอบครัว ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก คำจิ่งอาศัยอยู่ ทำงาน และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมนุษย์ที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชนของผู้อพยพ ggg
ตุ๊กตาคำจิ่งเพิ่งจะกลับมาจากกรุงลอนดอน ที่เธอเดินทางไปเพื่อรับรางวัลนานาชาติ 'อิสระภาพแห่งการสร้างสรรค์' ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา
gg
ตั้งแต่วันนี้ถึง 24 มกราคม 2553 ณ ชั้น 7 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เชิญชมนิทรรศการ 'การเดินทางของคำจิ่ง' การแสดงผลงานศิลปะจัดวาง 'ตุ๊กตาคำจิ่ง' จำนวน 100 กว่าตัว
ggg
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกปทุมวัน หัวมุม ถ.พระราม 1 และ ถ.พญาไท ตรงข้ามห้างมาบุญครอง และสยามดิสคัฟเวอรี่ มีทางเดินเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า สนามกีฬาแห่งชาติ เวลาเปิดบริการ - อังคาร-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) สอบถามโทร.0-2214-6630-8 เว็บไซต์ www.bacc.or.th
ร่วมให้กำลังใจเหล่าคำจิ่ง ก่อนที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 คำจิ่งทั้งหมดจะเดินทางไปแสดงตัวที่มหานครนิวยอร์ค ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำจิ่งที่
www.empowerfoundation.org
gggg
huahinhub thnaks
ข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ

12.15.2552

| สร้างสรรค์วัฒนธรรมและสังคมเมือง ๑๓๐ (ขยะ+ความคิด=สังคมดี)





ขยะที่ใครต่อใครต่างมองว่าเป็นสิ่งสกปรก ไร้ค่า และไม่น่าจับต้อง วันนี้สิ่งของเหลือใช้เหล่านั้น จะไม่น่าขยะแขยงอีกต่อไป-->
เมื่อมีการบูรณาการความรู้ บวกกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคดิจิทัล ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ขยะที่ไร้ค่าก็กลายเป็นสิ่งของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์สวยงาม และสามารถเป็นสนามเด็กเล่นเกรดเอของเด็กๆ ได้

เช่นเดียวกับน้องๆ เยาวชนจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่นำเอาขยะ และเศษวัสดุเหลือใช้ต่างๆ มาประยุกต์เป็นสนามเด็กเล่น โดยผนวกองค์ความรู้จากตำรา ใส่ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการลงไป จนถ่ายทอดผลงานออกมาได้อย่างสวยงาม ส่งมอบความสุขให้กับเด็กๆ ในชุมชนวัดมะกอก และชุมชนจารุรัตน์
เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จัดโครงการโรงเรียนเครือข่ายเชฟรอน พลังใจ พลังคน เพื่อสนับสนุนโรงเรียนในการจัดการสิ่งแวดล้อมและได้ร่วมรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้มามีส่วนร่วมในการลดขยะด้วยวิธีง่ายๆ และสร้างสรรค์ อันเป็นที่มาของการสร้างสนามเด็กเล่นจากเศษวัสดุเหลือใช้ในครั้งนี้นั่นเอง

“เราเชื่อว่าพลังคนเป็นพลังที่สามารถพัฒนาและสร้างสรรค์สังคมได้อย่างยั่งยืน และเราเชื่อว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมหันมามีแนวความคิดใหม่ว่า การช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาขยะนั้น ทำได้ไม่ยากเลย แค่เพียงทุกคนเริ่มแยกขยะและนำส่วนที่ใช้ได้ไปรีไซเคิล ก็เป็นการช่วยได้แล้ว” หทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าว
ด้าน หมูตู้ - กวิน ประตูมณีชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี บอกว่า รู้สึกภูมิใจและดีใจมากที่ได้เห็นเด็กๆ ตื่นเต้นกับเครื่องเล่นต่างๆ ที่เพื่อนๆ มจธ. ร่วมกันสร้างจนกลายเป็นสนามเด็กเล่น “เพลินกราวน์” ให้กับชุมชนจารุรัตน์
“การทำงานของเราเริ่มต้นจาก concept นำก่อนครับ แล้วก็มีแบบคร่าวๆ ดูเป็น idea ซึ่งแรกๆ อาจจะดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง เพราะว่าการทำงานนี้ เราตั้งใจเพราะไม่อยากปิดกั้นจินตนาการวัสดุรีไซเคิล ดังนั้นพอของมาอยู่ตรงหน้า ความคิดจะโลดแล่นทันทีครับ เช่น ท้ายรถปิกอัพแปลงได้เป็นยานอวกาศ ชิ้นนี้ น้องๆ ชอบกันมาก ซึ่งการออกแบบของเรานั้นเน้นการที่ทำให้ "ขยะไม่ใช่ขยะ" เพราะว่าสนามเด็กเล่นเป็นของสำหรับเด็ก อันตรายไม่ควรมีเป็นอันขาด เราจึงออกแบบให้ทุกอย่างดูใหม่ คงทน และเหมาะสมที่สุด เพราะความไว้วางใจจากผู้ปกครองเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ เครื่องเล่นดูน่าเชื่อถือให้ลูกๆ เล่นได้อย่างเต็มที่ครับ”

"เพลินกราวน์" มีเครื่องเล่น 4 ชนิด ได้แก่ อุโมงค์ที่เตรียมพร้อมเข้าสู่เครื่องเล่น, ตัวแม่สี, เกมในการทรงตัว และยานอวกาศ ซึ่งเครื่องเล่นทั้งหมดที่ออกแบบ อาณัตน์ จะรคร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี บอกว่า อิงจากพื้นฐานด้าน IQ EQ และ MQ คือ ความฉลาดทางสติปัญญา ความฉลาดทางอารมณ์ และความฉลาดในด้านศีลธรรม ซึ่งจะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในเครื่องเล่นแต่ละชนิด

"อย่างเช่นอุโมงค์ที่จะมีทางเข้าออกหลายทาง เวลาเด็กเล่นก็จะทำให้เด็กได้มีการเรียนรู้และตัดสินใจ เวลาที่เข้าไปเจอเพื่อนสวนทางออกมา เด็กๆ จะได้คิดว่าเขาควรจะหลีกทางให้เพื่อนก่อนอะไรทำนองนี้ ก็จะทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงการอยู่ในสังคมที่ดี มันเป็นอะไรที่แฝงอยู่ที่เราไม่ได้ตั้งใจบอก ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นมากต่อสนามเด็กเล่น"

สำหรับเพื่อนต่างสถาบันอย่าง อ๊อฟ-อรรถพงศ์ ฟูเฟื่อง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บอกว่า สนามเด็กเล่นที่เขาและเพื่อนๆ ร่วมกันสร้าง เรียกว่า “กรีน แพลนเน็ต ฟอร์คิดส์” ประกอบไปด้วย ถ้ำเมืองมะกอก, ภูเขาผู้พิชิต, บ้านต้นไม้, โยกเยกขาเดียว, เสียงเรียกจากดอกไม้, ราชามด

“โจทย์ที่ว่าเป็นขยะและวัสดุเหลือใช้ มาทำเป็นสนามเด็กเล่น เป็นเรื่องที่ท้าทายครับ และดีมากในแง่ของวัสดุที่บางทีเราคิดไม่ออก ผมว่าโจทย์นี้ดีมาก พอรูปแบบแบบนี้เผยแพร่ออกไปคนก็จะหวนกลับมาคิดว่า เออ...มันไม่ได้ไร้ค่าแบบนั้น ยางรถต้องนำไปเผาหรือทำลายอันนี้ก็ไม่ใช่ แล้วจริงๆ สามารถที่จะเอาไปจัดการในเรื่องของสิ่งแวดล้อมอื่นได้อีก อย่างยางรถในพื้นที่ห่างไกลที่เขาเกิดปัญหาการกัดเซาะของตลิ่ง ป้องกันแนวทำเป็นเขื่อนยาง มันสามารถออกแบบไปใช้งานได้อีก ซึ่งเรื่องวัสดุรีไซเคิลเหมาะกับการที่จะเผยแพร่และทำให้คนสนใจ ถ้าเอามาประยุกต์ได้มันเกิดประโยชน์มากขึ้นกว่าที่เป็นขยะ”

เห็นอย่างนี้ใครจะคิดว่าขยะหรือวัสดุเหลือใช้ต่างๆ ที่หลายคนมองว่าหมดคุณค่า แต่หากมีการนำเอาขยะเหล่านั้นมารีไซเคิล และนำไปประยุกต์สร้างสรรค์ให้เกิดเป็นสิ่งต่างๆ ขยะที่เราเหยียบย่ำก็อาจมีประโยชน์ และสร้างคุณค่ามหาศาลได้เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub Thanks

7.07.2552

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๒๙ (คอร์สจิตวิญญาณแห่งผืนดิน)


oo
oo
oo
โจน จันได-วิจักขณ์ พานิช ชวนผู้สนใจเข้าคอร์สเรียนรู้การใช้ชีวิตเรียบง่าย สัมผัสจิตวิญญาณแห่งผืนดิน ณ ศูนย์การเรียนรู้พันพรรณ จ.เชียงใหม่
oo
“ชีวิตจริงๆ ก็คือชีวิตที่เข้าใจตัวเอง คือชีวิตที่เริ่มจากการขุดแปลงผัก หว่านเมล็ดลงไป เราเห็นต้นไม้ พืชผักที่เราปลูกงอกขึ้นมา เราก็ดูแลมัน แล้วก็กินมัน แล้วก็ขับถ่ายลงไป แล้วก็เอาถ่ายเป็นปุ๋ย มันวนเวียนอยู่อย่างนี้ มันทำให้เราเห็นว่า ชีวิตเราไม่ได้มีอยู่แค่นี้ ทำให้เราเข้าใจกระบวนการของชีวิตได้ลึกขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีความกลัวน้อยลง ความกลัวมันเกิดขึ้น เพราะเราไม่เข้าใจ แต่ถ้าเราเข้าใจความกลัว มันก็หายกลัว
oo
"เราไม่กลัวว่าจะสูญเสียอันนั้น สูญเสียอันนี้ ก็เพราะเราไม่เข้าใจว่า เราไม่ได้ครอบครองอะไรเลย เพราะเราไม่เข้าใจว่า ที่เราเห็นไม่ใช่ตัวเรา เพราะเรารู้ว่าเราปฏิบัติอย่างไรมันจึงจะถูกต้องในการดูแลตัวเอง ดูแลจิตใจ และร่างกายตัวเอง ผมถึงชอบที่จะอยู่กับดินมากกว่า เพราะผมได้อยู่กับตัวเองมาก สร้างบ้านกับดิน ปลูกผักจากดิน อยู่กับดิน ชีวิตมันก็มีอยู่แค่นี้”
oo
[โจน จันได] ถลกขากางเกง พับแขนเสื้อ ขยำดิน ย่ำโคลน แสวงหาคุณค่าและความหมายของ “ชีวิตง่ายๆ” ไปกับโจน จันได สามัญชนลูกอีสานที่เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงของชีวิตนอกระบบการศึกษา ผ่านการปฏิบัติจริงในศูนย์การเรียนรู้พันพรรณ เรียนรู้การดูแลปัจจัยสี่ในชีวิตอย่างง่ายๆ การสร้างบ้านดิน การขุดแปลงผัก เก็บเมล็ดพันธุ์ ทำสวน ทำอาหาร พูดคุยสนทนาเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นกันเอง สร้างชุมชนกัลยาณมิตรร่วมกับธรรมชาติรอบตัวอย่างเกื้อกูล “ชีวิตง่ายๆ” จะนำเสนอพื้นฐานการภาวนาในชีวิตประจำวัน คุณค่าของการ “ออกแรง” ในฐานะหัวใจของการหยั่งรากวิถีของการภาวนาให้ติดดิน ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เรากิน อยู่ ใช้ สวม นำเสนอทางเลือกที่เรียบง่าย แต่เต็มเปี่ยมด้วยความหมาย และคุณภาพชีวิตให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่
oo
ภาวนากับผืนดิน ระหว่างวันที่ 12-20 ตุลาคม 2552 โดย วิจักขณ์ พานิช (ร่วมกับ โจน จันได) สำหรับบุคคลทั่วไปไม่จำกัดอายุ รับจำนวนจำกัดเพียง 30 ท่าน บริจาคเข้าร่วมท่านละ 4,500-8,000 บาท หรือมากกว่า ตามกำลังทรัพย์
oo
การฝึกภาวนาบนฐานการตื่นรู้ในเนื้อในตัว ถือเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนาในทุกสายการปฏิบัติ โดยเฉพาะเทคนิคโยคะด้านในของทิเบต ที่จะนำพาผู้ปฏิบัติเปิดมณฑลของการรับรู้ในทุกๆส่วนของร่างกาย โดยที่ร่างกายเปรียบได้กับผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ เป็นสถานที่แห่งการหยั่งรากลึกของความรู้สึกตัว และการตระหนักรู้ถึงเรื่องราวอันหลากหลายของการเดินทางแห่งจิตวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความหมาย “ภาวนากับผืนดิน” ผสมผสานการฝึกภาวนาอย่างเข้มข้น เข้ากับวิถีชีวิตของชุมชนที่เรียบง่าย “ติดดิน”
ooo
กิจกรรมประกอบด้วยการนั่งสมาธิภาวนา และเทคนิคภาวนาที่หลากหลาย เพื่อเข้าไปสัมผัสพลังแห่งการตื่นรู้ในกาย สลับกับการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติที่ฝึกฝนกันในสายการปฏิบัติทั้งในสายเถรวาท มหายาน และวัชรยาน จากประสบการณ์ตรงของวิทยากร รวมถึงการถามตอบ พูดคุย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปฏิบัติของผู้เข้าร่วม ด้วยภาษาในชีวิตประจำวันที่เข้าใจง่าย ระหว่างการอบรมในแต่ละวันจะจัดให้มีกิจกรรม “ออกแรง” ร่วมกันภายในชุมชนผู้ปฏิบัติ เช่น การสร้างบ้านดิน ขุดท้องร่อง ถางหญ้า ดูแลแปลงผัก ทำอาหาร เดินป่า และอื่นๆ ในฐานะกิจกรรมแห่งสติที่ผสมผสานไปอย่างกลมกลืนกับการฝึกฝนความตื่นรู้ในเนื้อในตัว อย่างเข้มข้น
ooo
“ภาวนากับผืนดิน” นำเสนอถึงคุณค่าทางจิตวิญญาณ ที่ไม่แยกขาดกับวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การเป็นอยู่อย่างพอเพียง พึ่งตนเอง การฝึกใจโดยไม่แยกขาดจากการใช้แรง การดูแลปัจจัยสี่ด้วยตนเองอย่างง่ายๆ การตระหนักรู้ถึงสุขทุกข์ร่วมกับผู้อื่นในสังคม วิถีปฏิบัติอันแสนจะติดดิน “รู้เนื้อรู้ตัว” ที่พระพุทธองค์และอริยสาวกได้แสดงเป็นแบบอย่างไว้ให้กับผู้เดินตาม ที่จะทำให้เราเข้าใจพุทธธรรม ในฐานะ “จิตวิญญาณแห่งผืนดิน” ที่ซึ่งหัวใจของมนุษย์จะสามารถงอกงามได้อย่างไม่ไร้ราก
oo
ติดต่อขอรับใบสมัครที่ shambhala04@gmail.com หรือ นภา 089-160-3588 (เปิดรับสมัครตั้งแต่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป)
นน
๐ วิจักขณ์ พานิช
นักเรียนรู้และครูพเนจร เดินทางขึ้นเหนือ ล่องใต้ เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตที่หลากหลายของผู้คนในยุคมืดมนทางจิตวิญญาณ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ยุคผลัดใบ นักวิชาการด้านการศึกษาและพุทธศาสนา ผู้ไม่สังกัดสถาบันการศึกษา ระบบราชการ หรือองค์กรอิสระใดๆ
oo
วิจักขณ์เป็นวิทยากรอิสระให้กับเสมสิกขาลัย องค์กรภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ จัดการฝึกอบรมอิสระที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ด้านใน พุทธศาสนาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม และการฝึกตนผ่านการภาวนาในฐานะกระบวนการ ด้วยศรัทธาในมิติทางคุณค่าของเส้นทางการแสวงหาทางจิตวิญญาณ ผ่านการสื่อสารในภาษาของโลกสมัยใหม่ที่ก้าวข้ามการแบ่งแยกทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ เพศวิถี หรือลัทธิความเชื่อทางศาสนา
oo
วิจักขณ์ฝึกฝนภาวนาตามแนววัชรยานในสายปฏิบัติของเชอเกียม ตรุงปะ ภายใต้การดูแลของเร้จจี้และลี เรย์ ทำหน้าที่ครูช่วยสอนให้กับอาจารย์ทั้งสอง ทั้งในชุมชนผู้ปฏิบัติที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและในประเทศไทยhttp://vichak.blogspot.com/
oo
๐ โจน จันได
สามัญชนลูกอีสานที่เรียนรู้ชีวิต ผ่านประสบการณ์ตรงนอกระบบการศึกษา หลายคนรู้จักเขาในนาม “โจน บ้านดิน” ผู้จุดประกายกระแสบ้านดินฟีเวอร์ จนแตกแขนงออกเป็นเครือข่ายคนสร้างบ้านดินในทุกวันนี้ จากชีวิตชาวนาที่ครั้งหนึ่งเคยต้องทิ้งที่นาเข้าไปทำงานรับจ้างรายวันในกรุงเทพฯ โจนได้เรียนรู้ที่จะกลับคืนสู่จิตวิญญาณแห่งผืนดิน สู่การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและเรียบง่ายสอดคล้องไปกับธรรมชาติ
oo
โจน และเป๊กกี้ ภรรยาชาวอเมริกัน เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้พันพรรณ ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ศูนย์แห่งนี้ได้ต้อนรับผู้สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศปีละหลายพันคน พันพรรณยังเป็นศูนย์เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านที่มีเป้าหมายในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพันธุ์ ที่เริ่มที่จะสูญหายไปจากผืนดินไทยด้วยผลกระทบของลัทธิทุนนิยมและบริโภคนิยม http://www.punpunthailand.org/
o
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจออนไลน์
huahinhub Thanks
o

6.29.2552

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๒๘ (พลังชุมชนโคกไม้เดน)





ชาวบ้านโคกไม้เดน จ.นครสวรรค์ ร่วมใจจัดประชาพิจารณ์การสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น สืบสานความรู้และภาคภูมิใจเมืองโบราณทวาราวดีอายุกว่า 1,000 ปี

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่อมตอบสนอง การดำรงอยู่ของคนร่วมสมัย อย่างน้อยก็ในการสร้างจิตสำนึก ของความเป็นคนถิ่นเดียวกัน ในงานประชาพิจารณ์การจัดการพิพิธภัณฑ์ชุมชนโคกไม้เดน ตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ของชาวชุมชนบ้านโคกไม้เดน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา นำโดย พระอธิการธีรศักดิ์ ธีระธัมโม เจ้าอาวาสวัดเขาไม้เดน
ooo
เป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชมสำหรับการสร้างแหล่งเรียนรู้ของตนเอง
ท่านเจ้าอาวาสเล่าว่าชาวชุมชนรับรู้ว่าพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยนั้นเป็นเมืองโบราณอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี ด้วยกรมศิลปากรเคยทำการสำรวจและขุดแต่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2507 พบซากโบราณสถานสมัยทวารวดีหลายแห่ง
ครั้นปี พ.ศ.2540 ท่านเจ้าอาวาสได้เข้าร่วมอบรมเรื่องการอนุรักษ์โบราณสถาน ทำให้เกิดแนวคิดในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ จึงประกาศแนวคิดนี้ออกไป ชาวบ้านรวมถึงนายกเทศมนตรีตำบลท่าน้ำอ้อย ต่างเห็นดีด้วย
ทุกวันนี้ พิพิธภัณฑ์วัดเขาไม้เดนได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมแล้ว เป็นอาคารไม้สองชั้น ชั้นบนจัดแสดงโบราณวัตถุประเภทต่างๆ เช่น โครงกระดูกมนุษย์
oo
ภาชนะดินเผาแบบต่างๆ อุปกรณ์ขึ้นรูปภาชนะดินเผา ลูกปัด และชิ้นสำคัญคือประติมากรรมสำริดรูปมนุษย์ผู้ชายเปลือยกายชูมือสองข้างเหนือศีรษะ กล่าวกันว่าไม่เคยพบในแหล่งโบราณคดีใดๆ มาก่อน เรียกว่า "มนุษย์ปั้นเมฆ" สำหรับใช้ในพิธีกรรมขอฝน ส่วนชั้นล่างเตรียมพัฒนาเป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวร
00
"เราเริ่มเก็บสมบัติแผ่นดินรวมไว้ที่วัดมา 8 ปี มีของมากกว่า 200 ชิ้น ใครไปทำไร่นาแล้วพบก็นำมาถวายวัด ลูกปัดเอย กระดูกมนุษย์โบราณเอย อาตมาก็อยากได้ความเห็นจากพวกเราว่า จะร่วมกันทำอย่างไรให้พิพิธภัณฑ์ของเราเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนรุ่นหลังต่อๆ ไป" นัทธี พุคยาภรณ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์ เสนอว่าควรดึงองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาร่วมสนับสนุนงบประมาณ จัดทำภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม เตรียมป้ายบอกทาง และเตรียมทำเส้นทางเยี่ยมชมโบราณสถานจุดต่างๆ โดยจัดอบรมมัคคุเทศก์น้อยเพื่อนำการบรรยาย ทั้งนี้อาจขอให้กรมศิลปากรจัดส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยฝึกอบรมให้
oo
มคิดว่าที่นี่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมได้ อย่างบทเพลงที่อาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ กรุณาแต่งให้หลายเพลง เราก็จะให้ครูไปคิดท่ารำสอนเด็กต่อไป" ชาวบ้านบางคนเสนอว่าการดำเนินการใดๆ ต้องให้ภาคประชาชนทำเป็นหลัก ภาครัฐควรเป็นแค่พี่เลี้ยง และควรมีการประเมินผลโครงการตลอดเวลา บางคนเสนอให้นำข้อมูลความรู้ด้านประวัติศาสตร์-โบราณคดีของโคกไม้เดน บรรจุในหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนในพื้นที่ 3 แห่งด้วย โดยเนื้อหาหลักสูตรอาจแบ่งเป็นด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างศาสนสถานเมื่อ 1,000 ปีก่อน วิทยาการการทำคูน้ำคันดินโบราณ อาชีพในอดีต สาเหตุของความเสื่อมโทรมของชุมชนโบราณ ตลอดจนร่องรอยวิถีชีวิตของคนในอดีต
oo
โสภณ ปานพรม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาไม้เดน ในฐานะผู้ดำเนินการประชุม ขมวดประเด็นเชิงรุกว่าจะพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม โดยทำผังกำหนดจุดเยี่ยมชมจำนวน 13 จุด เริ่มต้นด้วยการเดินขึ้นเขาปกล้น ชมโบราณสถานสมัยทวารวดีบนยอดเขาและจินตนาการถึงทิวทัศน์ชุมชนโบราณ จากนั้นลอดอุโมงค์ในหมู่บ้านผ่านคูเมือง ไปยังวัดพระปรางค์เหลือง จุดที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นมณฑลนครสวรรค์ เมื่อ พ.ศ.2449 (ก่อนเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง 1 ปี) ระหว่างทางจะมีชาวบ้านตั้งเพิงขายขนมท้องถิ่น เช่น ข้าวเกรียบว่าว มีบริการอบไอน้ำด้วยสมุนไพร รวมถึงบริการนวดแผนโบราณ
ส่วนในแง่ประวัติศาสตร์นั้น อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ เล่าว่าเมืองบนเริ่มเป็นบ้านเมืองราว พ.ศ.1000
io
มัยที่เจดีย์ทวารวดีที่โคกไม้เดนมีชีวิตชีวาอยู่นั้น แม่น้ำเจ้าพระยาที่ข้ามท่าน้ำอ้อยไม่ได้เป็นแบบนี้ สมัยกรุงศรีอยุธยาเรียกว่าแม่น้ำพระประแดง บริเวณนี้เป็นเมืองบนกับโคกไม้เดน ไม่แยกส่วนกับเมืองล่างที่อยู่ในเขตอำเภอมโนรมย์ ชัยนาท เมืองบนกับเมืองล่างนี้ไม่พบซากสถูปเจดีย์ มีพบเล็กๆ น้อยก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นสถูปเจดีย์ ซึ่งผิดสังเกต ต่างจากบ้านเมืองทั่วไปที่พบสถูปเจดีย์ร่วมด้วย แต่สถูปเจดีย์สมัยทวารวดีอยู่บริเวณโคกไม้เดนกับยอดเขาทั้งยอด แปลว่าผู้คนสมัยทวารวดีที่เมืองบนกับเมืองล่างยกย่องเขตนี้ว่าเป็นเขตศาสนสถาน บริเวณโคกไม้เดนเป็นเนินสูงกว่าที่ลุ่มโดยรอบ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ น่าเชื่อว่าเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของคนสมัยก่อนทวารวดี"
oo
สุจิตต์ อธิบายเหตุของการเกิดชุมชนเมืองบนและเมืองล่างในสมัยก่อน เพราะเป็นชุมชนที่อยู่บนเส้นทางขนส่งทางน้ำตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ "เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระสงฆ์มาเผยแผ่ศาสนาประมาณ พ.ศ.300 พระสงฆ์คณะนั้นโดยสารเรือสินค้ามา มีพราหมณ์โดยสารมาด้วย มาเริ่มปักหลักที่อำเภออู่ทอง สุพรรณบุรี ลำน้ำมะขามเฒ่าที่อู่ทอง ใกล้กับมโนรมย์ เป็นต้นน้ำนครไชยศรี หรือแม่น้ำสุพรรณบุรี เมืองบนกับเมืองล่างเป็นที่คุมเส้นทางการค้าเส้นนี้ แถวเจ้าพระยา สะแกกรัง มะขามเฒ่า ไปออกแม่น้ำน้อย สิงห์บุรี ถ้าจะส่งสินค้าไปทางอีสานหรือเหนือก็ต้องผ่านสถานีการค้านี้"
oo
นการล่มสลายของเมืองบนนั้น สันนิษฐานว่าเป็นเพราะเส้นทางปลง ทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางการค้า "ตอนนั้นราษฎรจำนวนไม่น้อยยังอยู่ที่เดิม เป็นชาวป่านาไร่ ทีนี้เมืองนครสวรรค์มาเกิดทีหลังเมืองบนประมาณ พ.ศ.1800 พอสมัยรัชกาลที่ 2 คนมาปลูกอ้อยที่เมืองบนกันมาก ถึงเป็นที่มาชื่อท่าน้ำอ้อย ในเอกสารสมัยรัชกาลที่ 4 ยังบอกถึงตอนตั้งเมืองพยุหคีรี ชื่อเมืองสะกดแบบไม่มีสระอะเพราะเป็นคำสมาส"
เรื่องราวของชุมชนโคกไม้เดนหรือเนินที่เต็มไปด้วยไม้เหลือเลือก (ที่มาของสำนวน "เหลือเดน" ไม้เดนเหมาะสำหรับทำฟืน เผาถ่าน) ยังมีประเด็นให้ขบคิดและเรียนรู้มากมาย โดยเฉพาะการร่วมแรงร่วมใจของชาวชุมชนในการอนุรักษ์สมบัติแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน
oo
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ โดยยุวดี วัชรางกูร
huahinhub Thanks
oo

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๒๗ (พิพิธภัณฑ์ติดล้อ)


สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้จัด Muse Mobile โชว์นิทรรศการเรียงความประเทศไทย สัญจรทั่วประเทศ ออกตัวหน้า พารากอน วันที่ 11-15 ก.ค.นี้

สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติยก นิทรรศการเรียงความประเทศไทย ที่บอกเล่าเรื่องราว ความเป็นมาของประเทศไทย และคนไทย ขึ้นรถสัญจรไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ในชื่อ Muse Mobile พิพิธภัณฑ์ติดล้อ เพื่อขยายพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่มีความทันสมัย สนุกสนาน และ เพลิดเพลิน

สถาบันจึงได้จัดทำโครงการนิทรรศการและกิจกรรมการเรียนรู้เคลื่อนที่ (Muse Mobile) เพื่อเป็นการนำร่องการสัญจรของพื้นที่ใหม่แห่งการเรียนรู้ออกสู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย
ooo
พลเรือเอกฐนิธ กิตติอำพน รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ กล่าวว่า กว่า 1 ปีที่ผ่านมา มีผู้สนใจเข้าชมมิวเซียมสยามแล้วกว่า 260,000 คน และจากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่มาจากพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สถาบันจึงมีแนวคิดที่จะกระจายความรู้ออกสู่ทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเหนือ ใต้ ตะวันออกหรือตะวันตก โดยจะได้โอกาสในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน
oo
สถาบันจึงได้เริ่มโครงการนิทรรศการและกิจกรรมการเรียนรู้เคลื่อนที่ “Muse Mobile พิพิธภัณฑ์ติดล้อ” ด้วยหวังว่าการสัญจรของนิทรรศการและกิจกรรมครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบของการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย อันจะนำมาซึ่งการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนตลอดไป
oo
“Muse Mobile พิพิธภัณฑ์ติดล้อ” ภายใต้หัวข้อ “เรียงความประเทศไทย” ถอดแบบมาจากนิทรรศการถาวรจากมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของประเทศไทย และคนไทย ที่เน้นการตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบ ไทยแท้คืออะไร? คุณคือคนไทยหรือเปล่า?
oo
พบกับ “Muse Mobile พิพิธภัณฑ์ติดล้อ” ที่พร้อมจะสัญจรไปทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย เริ่มจากกรุงเทพฯ ณ ลานพาร์คพารากอน วันที่ 11-15 กรกฎาคม 2552 เวลา 10.00 -20.00 น. และจะเคลื่อนย้ายไปยัง เทศบาลนครลำปาง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง และเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน 2552

6.20.2552

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๒๕ (น้ำใจในการแข่งขัน)

"แพ้-ชนะ"สำคัญที่(น้ำ)ใจ
ความที่การแข่งขันกีฬาสมัยนี้เข้มข้นสูสี แถมยังมีปัจจัยเรื่องลาภยศชื่อเสียงและศักดิ์ศรีเป็นองค์ประกอบ บางครั้งทั้งคนแข่งขันและคนเชียร์ อาจเผลอไผลลืมไปว่าสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า "ชัยชนะ" ก็คือ "น้ำใจนักกีฬา""ดิ อ๊อบเซิร์ฟเวอร์" หนังสือพิมพ์เมืองผู้ดี เลยรวบรวม 10 เรื่องประทับใจ เพื่อย้ำเตือนไปในตัวว่า บางครั้งในโลกกีฬา ผลแพ้-ชนะก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดเสมอไปจริงๆ
ooo

1.ลุตซ์ ลอง - กระโดดไกล โอลิมปิคเกมส์ (ปี 1936)ต่อหน้า "อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ผู้นำเผด็จการนาซี ในการแข่งขัน "เบอร์ลินเกมส์" ที่ประเทศเยอรมนี ไม่ต้องสงสัยเลยว่า "ลุตซ์ ลอง" นักกระโดดไกลเจ้าถิ่นต้องแบกความคาดหวังและความกดดันใหญ่ยิ่งไว้ขนาดไหน แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อ "เจสซี่ โอเว่นส์" คู่แข่งคนสำคัญจากสหรัฐ โดนกรรมการจับฟาวล์ถึง 2 ครั้งในรอบคัดเลือก (โดยไม่แน่ว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่) ลองก็ออกหน้าบอกให้กรรมการวัดระยะวางเท้าของโอเว่นส์ใหม่ ท้ายที่สุด โอเว่นส์คว้าเหรียญทอง ส่วนลองคว้าเหรียญเงิน และแชมป์ชาวอเมริกันให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์นั้นในภายหลังว่า "ต่อให้เอาเหรียญรางวัลหรือถ้วยแชมป์ทั้งหมดที่ผมทำได้มาหลอมรวมกัน ก็คงมีค่าไม่เท่ากับมิตรภาพ 24 กะรัตที่ผมได้รับจากลุตซ์ ลอง ในคราวนั้นหรอกครับ"

ooo
2.แจ๊ค นิคคลอส - ไรเดอร์คัพ (ปี 1969)ในศึกกอล์ฟประเพณีปีที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งของยุค "โทนี่ แจ๊คลิน" โปรกอล์ฟอังกฤษซึ่งออกรอบกับ "เจ้าหมีทอง" ยอดโปรอเมริกัน โดนกดดันว่าต้องพัตต์ระยะ 2 ฟุต บนกรีนหลุมสุดท้ายให้ลงเพื่อตีเสมอในประเภทเดี่ยวและไม่ปล่อยให้ถ้วยแชมป์ตกเป็นของสหรัฐ ในสถานการณ์ที่กดดันและตึงเครียดอย่างที่สุด นิคคลอสกลับทำให้ทุกคนประหลาดใจด้วยการหยิบลูกของแจ๊คลินขึ้นมาให้ถือว่าเขาพัตต์ลงโดยไม่ต้องออกแรง โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า "ผมคิดว่าคุณคงพัตต์ไม่พลาดหรอก แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ ผมจะไม่ยอมให้ (ความผิดพลาด) เกิดขึ้นแน่นอน" ปรากฏว่าไรเดอร์คัพปีนั้นลงเอยด้วยการเสมอ 16-16 คะแนน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และสหรัฐ แชมป์เก่า ได้ครองถ้วยต่อ แต่กลับมีเพื่อนร่วมทีมบางคนไม่พอใจน้ำใจของนิคคลอสสักเท่าไรนัก
ooo

3.แอนดรูว์ ฟลินทอฟฟ์ - ดิ แอชเชส (ปี 2005)ศึกคริคเกตประจำปีระหว่างอังกฤษกับออสเตรเลียที่เมืองเบอร์มิงแฮมลงเอยด้วยชัยชนะของทีมเมืองผู้ดีแบบฉิวเฉียดชนิดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ขณะที่นักกีฬาและแฟนๆ เจ้าถิ่นกำลังฉลองชัยกันอย่างลิงโลด ณ มุมหนึ่งของสนาม "เบร็ตต์ ลี" ผู้ตีทีมออสเตรเลียที่นอกจากจะเจ็บปวดจากความพ่ายแพ้แล้วยังโดนเพื่อนร่วมทีมกระหน่ำด่าอย่างไม่ไว้หน้าได้แต่นั่งยองๆ ในสภาพหมดอาลัยตายอยาก "แอนดรูว์ ฟลินทอฟฟ์" สตาร์ทีมอังกฤษเหลือบมาเห็นพอดี จึงรีบผละจากฝูงชนเข้าไปหาลี นั่งลงเคียงข้าง จับมือ ตบบ่า และปลอบโยนอย่างจริงใจ จนกลายเป็นภาพประทับใจประจำการแข่งขันที่ไม่มีใครลืมเลือน

ooo
4.จอห์น แลนดี้ - วิ่ง 1,500 เมตร ชิงแชมป์ออสเตรเลีย (ปี 1956)ทั้งที่ "จอห์น แลนดี้" นักกรีฑาแดนจิงโจ้ มีโอกาสสูงที่จะทำลายสถิติโลกวิ่งระยะทาง 1 ไมล์ ลงได้ในการแข่งขันคราวนั้น แต่เมื่อ "รอน คลาร์ก" คู่แข่งซึ่งวิ่งนำอยู่ลื่นล้มจนโดนคนอื่นๆ แซงไปหมด แลนดี้กลับหยุดวิ่ง หันมาพยุงคลาร์กให้ลุกขึ้น แล้วกลับไปแข่งต่อ ซึ่งที่สุดแล้วเขาก็คว้าแชมป์มาได้ และทำเวลาแย่กว่าสถิติโลกเพียง 6 วินาทีเท่านั้น
ooo
5.สเตอร์ลิ่ง มอส - โปรตุเกส กรังด์ปรีซ์ (ปี 1958)ในการแข่งขันโปรตุเกส กรังด์ปรีซ์ เนื่องจาก "ไมก์ ฮอว์ธอร์น" คู่แข่งคนสำคัญของยอดนักแข่งรถฟอร์มูล่าวันชาวอังกฤษทำท่าจะโดนตัดแต้มที่ทำรถหมุนหลุดจากเส้นทาง แต่มอสซึ่งเห็นเหตุการณ์โดยตลอดแจ้งกับกรรมการว่า ฮอว์ธอร์นไม่ได้ทำผิดกฎแต่อย่างใด ผลก็คือไม่มีการตัดแต้มเกิดขึ้น และฮอว์ธอร์นคว้าแชมป์โลกในปีนั้นโดยมีคะแนนเฉือนมอส (ซึ่งเฉียดตำแหน่งแชมป์โลกที่สุดในปีนั้น) เพียงแต้มเดียวเท่านั้น
ฟลินทอฟฟ์ (ขวา) ปลอบคู่แข่ง
ooo
ooo
6.เปาโล ดิ คานิโอ - พรีเมียร์ลีก (ปี 2000)เมื่อครั้งค้าแข้งอยู่กับ "เวสต์แฮม" นักเตะแบ๊ดบอยรายนี้เคยทำให้หลายคนต้องอึ้งไปไม่น้อยในการลงสนามกับ "เอฟเวอร์ตัน" ในเดือนธันวาคมปีนั้น โดยขณะที่สองฝ่ายเสมอกัน 1-1 และเกมล่วงเลยเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เพื่อนก็เปิดบอลจากทางฝั่งขวาให้ดิ คานิโอ ที่มีโอกาสซัดโล่งๆ เนื่องจากไม่มีใครเฝ้าเสา แต่แทนที่เขาจะทำในสิ่งที่นักเตะพรีเมียร์เกินครึ่งน่าจะทำ ดิ คานิโอ กลับรับบอลเอาไว้และหยุดเล่น เนื่องจากเห็นว่า "พอล เจอร์ราร์ด" นายทวารคู่ต่อสู้กำลังนอนเจ็บอยู่ และเกมนั้นก็ลงเอยด้วยการเสมอ 1-1 ในที่สุดoo
oooo
7.มาร์ก เทย์เลอร์ - เทสต์ (ปี 1998)ย้อนไปในการแข่งขัน "เทสต์" เมื่อปี 1998 ที่ประเทศปากีสถาน "มาร์ก เทย์เลอร์" กัปตันทีมคริคเกตทีมชาติออสเตรเลีย สามารถทำสถิติการตีได้เทียบเท่าสถิติสูงสุดของการแข่งขัน หนำซ้ำยังมีโอกาสลุ้นทำลายสถิติโลกที่ "ไบรอัน ลาร่า" ผู้เล่นเวสต์อินดีสเคยทำไว้อีกต่างหาก ทั้งสื่อ เพื่อนร่วมทีม และแฟนๆ ต่างก็เชียร์ให้เขาทำให้สำเร็จ แต่แล้วเทย์เลอร์กลับตัดสินใจให้ยุติการแข่งขันรอบนั้นเสีย เพราะแทนที่จะปล่อยให้แข่งยืดเยื้อเพื่อที่ตัวเองจะได้ลุ้นสถิติการขึ้นรอบใหม่น่าจะช่วยให้ออสเตรเลียมีโอกาสลุ้นชัยชนะมากกว่า ปรากฏว่าแมตช์นั้นลงเอยด้วยผลเสมอ และเมื่อรวมผลตลอดทั้งเทสต์ ซีรีส์แล้วออสเตรเลียก็ได้แชมป์ปีนั้นไปครอง
oooo
8.จูดี้ กินเนส - ฟันดาบ โอลิมปิคเกมส์ (ปี 1932)ด้วยวัยเพียง 21 ปี "จูดี้ กินเนส" กำลังจะกลายเป็นนักกีฬาจากสหราชอาณาจักรคนแรกที่คว้าเหรียญทองจากการแข่งขันฟันดาบในโอลิมปิคเกมส์ที่ลอสแองเจลิส และเธอก็เกือบจะขึ้นแท่นรับเหรียญทองจริงๆ เมื่อกรรมการตัดสินให้กินเนสเป็นผู้ชนะในการดวลรอบชิงชนะเลิศกับ "เอลเลน ไพรส์" ของออสเตรเลีย แต่แล้วเธอกลับหันไปบอกว่า กรรมการไม่ทันได้เห็นแต้มที่ไพรส์แทงถูก 2 ครั้ง จึงกลายเป็นว่าเหรียญทองตกเป็นของไพรส์แทน
000
9.บ๊อบบี้ โจนส์ - ยูเอส โอเพ่น (ปี 1925)ตำนานกอล์ฟชาวอเมริกันเคยสร้างผลงานสุดยอดคว้าแชมป์เมเจอร์ 13 รายการ ระหว่างปี 1923-1930 และปริ่มๆ จะบวกเพิ่มได้อีก 1 รายการในศึกยูเอส โอเพ่น เมื่อปี 1925 ซึ่งเขาพลาดแชมป์ไปเพียงสโตรกเดียว โดยในการแข่งขันรอบแรกของรายการนั้น โจนส์ไดรฟ์ลูกที่หลุม 10 ไปตกในรัฟ จังหวะที่จรดไม้เตรียมหวดช็อตถัดไป เขาพลาดทำลูกขยับเล็กน้อย แต่ทั้งๆ ที่ไม่มีใครเห็น โจนส์ผู้ซื่อสัตย์ก็ยอมรับกับกรรมการและขอให้ตัวเองโดนลงโทษปรับ 1 สโตรก ซึ่งเป็น 1 สโตรกที่ทำให้เขาพลาดแชมป์ในปีนั้นเอง ต่อมามีคนหยิบยกเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้นมาชื่นชม ซึ่งโจนส์ตอบอย่างน่าฟังว่า "(ถ้าผมถูกชมด้วยเหตุผลนี้) คุณก็คงต้องชื่นชมใครต่อใครที่ไม่คิด (แหกกฎหมาย) ไปปล้นธนาคารแล้วล่ะ"
ooo
10.ไอรีน ทิดบอล - ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก (ปี 2008)เรื่องนี้ไม่ใช่ "น้ำใจนักกีฬา" โดยตรง แต่ก็เป็น "น้ำใจ" ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับ "กีฬา" ที่น่ายกย่องชื่นชมขนาดไม่กล่าวถึงไม่ได้จริงๆ เพราะเมื่อปีที่แล้ว "กวีลิม รีส" ลูกเขยของคุณยายคนนี้ตั้งใจจะเดินทางจากคาร์ดิฟฟ์ไปยังเมืองมึนเช่นกลัดบัก เพื่อเชียร์ทีมรักลงสนามพบกับเจ้าภาพ เยอรมนี แต่แล้วกลับไปขึ้นรถบัสของกองเชียร์ที่เตรียมไว้ไม่ทัน เมื่อทราบดังนั้น คุณยายไอรีนวัย 73 ปี ก็ทิ้งทุกอย่างที่ทำอยู่ ขับรถคู่ใจพาลูกเขยเดินทางข้ามประเทศเป็นระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร เพื่อเชียร์ทีมชาติเวลส์อย่างที่ตั้งใจไว้ใครชอบบอกว่าแม่ยายใจร้ายขี้บ่น คงต้องเว้นคุณยายคนนี้ไว้คนนึงล่ะ!!
o
ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลน์
huahinhub Thankso
o

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๒๔ (ปูเสื่อกางจอ ดูหนังกลางลาน)


oo
oo
เทศกาลปูเสื่อกางจอ ดูหนังกลางลาน
oo
TK park ร่วมกับหอภาพยนตร์แห่งชาติ มูลนิธิหนังไทย นิตยสาร ไบโอสโคป และนิตยสารฟิ้วเปิดพื้นที่ต้อนรับแฟนพันธุ์แท้คนรักหนัง ร่วมรำลึกวันภาพยนตร์ไทยผ่านกิจกรรมหลากหลายครบเครื่องเรื่องหนังกับ “เทศกาล ปูเสื่อกางจอ ดูหนังกลางลาน” ย้อนยุคหนังไทยในบรรยากาศหนังกลางแปลงพร้อมชมหนังดี หนังเด่น ผลงานสร้างสรรค์จากฝีมือคน รุ่นใหม่ พบกับกิจกรรมมากมายภายในงาน

• ร่วมชมนิทรรศการหนังไทยจากยุคเก่าถึงยุคใหม่ และนิทรรศการ “ร้อยหนังไทยจากใจคนรักหนัง”
• ทำความรู้จักกับโรงหนังกระโปรง โรงหนังสุดฮิตในอดีต
• ดูหนังกลางแปลง หนังเด่นมาแรงในแต่ละยุค
• เปิดตัวหนังใหม่ จากเด็กไทยฝีมือดี
• คุยกันกลางลาน กับนักวิจารณ์ นักเขียนและผู้กำกับหนังไทย
• ย้อนบรรยากาศโรงหนังเก่า ข้าวโพดคั่ว น้ำตาลปั้น และเสื่อกก

กำหนดการเทศกาลปูเสื่อกางจอ ดูหนังกลางลาน
วันอังคารที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๒
๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. พิธีเปิดเทศกาลปูเสื่อกางจอ ดูหนังกลางลาน
๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น. ชมภาพยนตร์เรื่อง “แหวนวิเศษ (๒๔๗๒)”
oo
วันพุธที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒
๑๖.๓๐ - ๑๗.๐๐ น. ชมภาพยนตร์ตัวอย่างเรื่อง “หนีตามกาลิเลโอ (๒๕๕๒)” พูดคุยผู้กำกับ นิธิวัฒน์ ธราธร
๑๗.๐๐ - ๑๙.๐๐ น. ชมภาพยนตร์เรื่อง “แฟนฉัน (๒๕๔๖)”
oo
วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๒
๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น. ชมภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง (๒๕๔๗)”
oo
วันเสาร์ที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๒
๑๑.๐๐ น. ชมภาพยนตร์ดี ๆ “เปิดกรุหนังไทย”
๑๑.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. ร่วมประดิษฐ์ของเล่นจากหนัง
๑๑.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. ชมภาพยนตร์เรื่อง “ปุกปุย (๒๕๓๓)”
๑๑.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. ชมผลงานหนังใหม่จากเด็กไทยโครงการเขียนให้ได้ ถ่ายให้เป็น
๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. ฟังเพลงในหนัง จากวง TK Band
๑๓.๐๐ - ๑๔.๐๐ น. ฟังเรื่องราวและชม “หนังยังเยาว์”
๑๔.๐๐ - ๑๕.๐๐ น. ร่วมฟังเสวนา “หนัง...มีดีกว่าแค่ดู” กับพี่เก้ง จิระ มะลิกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย น.อ.นรินทร์ นาคมาโนช แฟนพันธุ์แท้ภาพยนตร์ไทยและบุญชู ผู้น่ารัก คุณประจวบ ผลิตผลการพิมพ์ นักเขียนชื่อดังจากนิตยสารไบโอสโคป
๑๔.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ชมภาพยนตร์เรื่อง “บุญชู ผู้น่ารัก (๒๕๓๑)”
๑๕.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ฟังเพลงในหนัง จากวง TK Band
๑๕.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. เปิดตัวหนังสั้นรักแฟนตาซี “เพียงสัญญา” ผลงาน ฟิล์ม เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์๑๖.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. ฟังและชมหนังดี ในหัวข้อ “หนังคืออะไร”
oo
วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๒
๑๑.๐๐ น. ชมภาพยนตร์ดี ๆ “เปิดกรุหนังไทย”
๑๑.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. ร่วมประดิษฐ์ของเล่นจากหนัง
๑๑.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. ชมภาพยนตร์เรื่อง “มนต์รักลูกทุ่ง (๒๕๑๓)”
๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. ฟังเพลงในหนัง จากวง TK Band
๑๓.๐๐ - ๑๔.๐๐ น. พบ “หนังขายยา” จากท้าวนพดล สมบูรณ์ เจ้าของผลงานเฉินหลง ภาคภาษาลาว๑๔.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. ชมผลงานภาพเคลื่อนไหวสุดยอดเด็กไทยหลากสถาบันใน Fuse All Star
๑๔.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ชมภาพยนตร์เรื่อง “มนต์รักทรานซิสเตอร์ (๒๕๔๔)”
๑๕.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ฟังเพลงในหนัง จากวง TK Band
๑๖.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. ฟังเรื่องราวและชม “หนังกางมุ้ง และหนังบ้าน” *กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

ปูเสื่อจองได้แล้ววันนี้! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อุทยานการเรียนรู้ TK park โทร.๐๒-๒๕๗-๔๓๐๐ หรือ www.tkpark.or.th

-----------------------------------------------------------------------------------------
อุทยานการเรียนรู้ TK park สังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) CentralWorld ชั้น 8 Dazzle Zone เลขที่ 4,4/1-4/2,4/4 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร. 02 257 4300 โทรสาร. 02 257 4332เปิดบริการ อังคาร - อาทิตย์ 10.00 - 20.00 น. (ปิดบริการทุกวันจันทร์)
oo
Thailand Knowledge Park A Division of OKMD 8th Floor, CentralWorld Dazzle Zone 4,4/1-4/2,4/4, Pathumwan Bangkok 10330 Tel. (66) 2 257 4300 Fax. (66) 2 257 4332Open Tuesday - Sunday 10.00 a.m. - 8.00 p.m. (Closed every Mondays) www.tkpark.or.th

6.18.2552

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๒๓ (Beautiful Lesson)

huahinhub ได้รับ e-mail ฉบับนี้ และนิยมในความรักของ นิคที่มีต่อเคที....พี่น้องชาวหัวหินล่ะ...ว่าไง

Beautiful Lesson !!!!!!!!

The girl in the picture is Katie Kirkpatrick, she is 21. Next to her, her fianc้, Nick, 23. The picture was taken shortly before their wedding ceremony, held on January 11, 2005 in the US . Katie has terminal cancer and spend hours a day receiving medication. In the picture, Nick is waiting for her on one of the many sessions of chemo to end. --ผู้หญิงในรูป เธอชื่อ เคที่ เคิร์กแพททริค. เธออายุ 21, ข้างๆเธอคือ นิค อายุ 23 ปี คู่หมั้นของเธอ รูปนี้ถูกถ่ายขึ้นไม่นานนก่อนวันแต่งงานของพวกเขา, ซึ่งถูกจัดขึ้นในเดือน มกราคม 2005 ณ สหรัฐอเมริกา เคที่ เป็นโรคมะเร็ง และใช้เวลาวันละ หลายๆชม. เพื่อรับการรักษา เยียวยา ในรูป นิคกำลังเฝ้ารอ คู่หมั้นของเค้า รับการรักษาด้วยคีโม




In spite of all the pain, organ failures, and morphine shots, Katie is going along with her wedding and took care of every detail. The dress had to be adjusted a few times due to her constant weight loss --ถึงแม้จะเจ็บปวด, อวัยวะภายในเริ่มล้มเหลว, และ มอร์ฟีนอีกหลายเข็ม, เคที่ ทนเพื่อที่จะเข้าพิธีแต่งงานของเธอ และดูแลจัดการทุกๆรายละเอียด ชุดแต่งงานของเธอ ต้องถูกปรับใหม่ทุกครั้ง ตามน้ำหนักของเธอที่ลดลงเรื่อยๆ..





An unusual accessory at the party was the oxygen tube that Katie used throughout the ceremony and reception as well. The other couples in the picture are Nick's parents. Excited to see their son marrying his high school sweetheart. --พิธีที่ดูจะแปลกซึ่งมีถังอ๊อกซิเจนที่ต้องใช้ ตลอดงาน, อีกคู่ข้างๆคือ พ่อแม่ของนิคที่ตื้นตัน ที่นิคกำลังจะเข้า พิธีวิวาห์กับคู่รักวัยเรียนของเขา


o
o
o
o



Katie, in her wheelchair with the oxygen tube , listening to a song from her husband and friends --เคที่อยู่บนรถเข็นพร้อมกับถังอ๊อกซิเจน, นั่งฟังเพลงที่สามีเธอและเพื่อนๆร้องให้เธอ









o
At the reception, katie had to take a few rests. The pain did not allow her to stand for long periods --ที่ โต๊ะ, เคที่ต้องพักผ่อนบ้าง เพราะความเจ็บปวดทางร่างกายที่เธอมี ไม่สามารถทำให้เธอยืนนานๆได้




o
oo
o
o


..Katie died five days after her wedding day. Watching a woman so ill and weak getting married and with a smile on her face makes us think..... Happiness is reachable, no matter how long it lasts . --เคที่เสียชีวิต 5 วันหลังจากวันแต่งงาน, การที่เราได้เห็นผู้หญิงที่ป่วยหนักใกล้จะตาย ได้กำลังจะแต่งงานพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ.. ทำให้เราฉุกคิดว่า.. ไม่ว่ามันจะยาวนานเท่าไหร่... Life is short ชีวิตช่างสั้นนัก



-------------------------------------------
๐ Break the rules ไม่จำเป็นต้องตามกฏเกณฑ์
๐ forgive quickly ให้อภัย
๐ love truly รักให้จริงจัง
๐ laugh constantly หัวเราะให้มากที่สุด
๐ And never stop smiling และอย่าหยุดยิ้ม
๐ no matter how strange life is ไม่ว่าชีวิตจะดูแปลกเพียงใด
๐ Life is not always the party we expected to be ชีวิตอาจจะไม่ได้สนุกสนานอย่างที่เราคาดคิดไว้เสมอ
๐ but as long as we are here, we should smile and be grateful. แต่ตราบที่เรายังมีลมหายใจ... เราควรจะยิ้ม.. และขอบคุณสำหรับชีวิต ที่ยังมีอยู่..

6.17.2552

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๒๒ (โลกอาจชนดาวศุกร์)


อีก 3.5 พันล้านปี โลกอาจชนดาวศุกร์

ความวุ่นวายในวงโคจร อาจเป็นสาเหตุให้ระบบสุริยจักรวาลยุ่งเหยิง และอาจทำให้โลกชนกับดาวศุกร์หรือดาวอังคาร

พลังที่เรียกกันว่าความไม่มีระเบียบในวงโคจร อาจเป็นสาเหตุให้ระบบสุริยจักรวาลยุ่งเหยิงและอาจทำให้โลกชนเข้ากับดาวศุกร์หรือดาวอังคาร ข่าวดีคือ แนวโน้มของการชนกันมีน้อยมาก ประมาณ 1 ใน 2,500 และหากดาวเคราะห์ต่างๆ เกิดชนกันจริงๆ กว่าจะถึงเวลานั้นก็ต้องอีก 3,500 ปีข้างหน้า
oo
จริงๆ แล้วมีโอกาส 99% ที่
ดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลจะยังโคจรกันอย่างเป็นระเบียบไปตลอดอายุขัยของดาวเคราะห์ในระบบของเรา ซึ่งคาดว่าจะอยู่ไปได้อีก 5,000 ล้านปี หลังจากนั้น ดวงอาทิตย์มีแนวโน้มจะขยายเป็นวงสีแดงขนาดยักษ์ จนกลืนกินโลกและดาวดวงอื่นๆ ที่โคจรอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าจะเป็นโลก ดาวพุธ ดาวศุกร์ และดาวอังคาร
oo
นานมาแล้วที่นักดาราศาสตร์สามารถคำนวณการเคลื่อนไหวของ
ดาวเคราะห์ได้อย่างมีความแม่นยำสูง เป็นเวลาหลายร้อยหรือถึงขั้นหลายพันปีข้างหน้า และทำให้นักดาราศาสตร์สามารถคาดหมายได้ว่าจะเกิดสุริยุปราคาหรือจันทรุปราคาเมื่อไร แต่นายฌากส์ ลัสการ์ นักวิจัยแห่งออพเซอเวตัวร์ เดอ ปารีส์ ระบุว่า นักวิจัยยังไม่สามารถศึกษาไปได้ลึกกว่านั้นเกี่ยวกับอนาคตของกลศาสตร์ดวงดาวได้อย่างแม่นยำ
00
ทั้งนี้ นายลัสการ์ และนายไมเคิล กาส์ติโน ได้ใช้
คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงเพื่อสร้างแบบจำลองเกี่ยวกับความไร้เสถียรภาพในวงโคจร ในช่วง 5,000 ปีข้างหน้า โดยหยิบทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มาพิจารณาด้วย โดยในระยะสั้นมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อย แต่ในระยะยาวส่งผลในรูปของเส้นทางโคจรที่แตกต่างไปอย่างมาก
oo
นักวิจัยได้ทำแบบจำลอง 2,501 แบบ ซึ่ง 25 แบบจบลงด้วยความปั่นป่วนอย่างหนักของ
ระบบสุริยะ และมีแบบจำลองหนึ่งที่ดาวอังคารโคจรเข้ามาใกล้โลกมาก พูดให้ชัดคือ 794 กิโลเมตร "เมื่อคุณเข้ามาใกล้ขนาดนั้น ก็แทบเหมือนกับการชนกัน เพราะดาวจะแตกเป็นเสี่ยงๆ" นายลัสการ์อธิบาย ขณะที่สิ่งมีชีวิตบนโลก ถ้ายังมีเหลืออยู่ ก็แทบแน่นอนว่าจะไม่สามารถอยู่ได้
000
นายลัสการ์และนายกาส์ติโนยังจัดทำแบบจำลองทาง
คอมพิวเตอร์อีก 200 แบบ พร้อมเปลี่ยนเส้นทางโคจรของดาวอังคารครั้งละเล็กน้อย ปรากฏว่าทุกครั้งยกเว้น 5 ครั้งจะจบลงด้วยการชนกันทั้งดวงอาทิตย์ โลก ดาวพุธ ดาวศุกร์ หรือดาวอังคาร การศึกษาพบว่า กุญแจสำคัญที่นำไปสู่แนวโน้มของความไร้ระเบียบอย่างยิ่งในวงโคจร คือ ดาวดวงที่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดหรือดาวพุธ "ดาวพุธเป็นเหมือนตัวจุดชนวนและจะเป็นดาวดวงแรกที่ไร้เสถียรภาพ เพราะมีมวลเล็กที่สุด" นายลัสการ์อธิบาย
oo
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจออนไลน์
huahinhub TThanks
oo

6.16.2552

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๒๑ (Behind the Scenes)



"...ผู้ที่อาจแลเห็นสิ่งเล็กน้อยได้ เรียกว่ามีสายตาแหลมคม ผู้ที่รักษาความอ่อนโยนไว้ได้ เรียกว่ามีความแข็งแกร่ง ใช้แสงสว่างภายนอก สาดส่องเข้าไปจนถึงความเห็นแจ้งภายใน นี่จึงช่วยให้พ้นจากหายนะ..."
oooo
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.gotomanager.com
โดย สมศักดิ์ ดำรงสุนทรชัย
huahinhub Thanks

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๒๐ (บริหารงานวิถีพุทธ)


o
o
o
o
o
o
o
o
o
o
วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์
วัย 39 ปี ประธานกรรมการ บริษัท บาธรูม ดีไซน์ จำกัด เป็นนักบริหารหนุ่มที่นำหลักการบริหารแบบพุทธมาปรับใช้กับงานบริหารในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว
oo
เกี่ยวกับการบริหารธุรกิจของบริษัท บาธรูม เขาจะสอดแทรกหลักการบริหารงานที่ควบคู่ไปกับหลักของศาสนาพุทธได้อย่างกลมกลืนทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการบวชเรียนกับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ แห่งวัดชลประทานฯ จังหวัดนนทบุรี และเขายังเคยได้ไปปฏิบัติธรรมกับท่านพุทธทาสภิกขุเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ณ สวนโมกข์ จ.สุราษฎร์ธานี เขาบอกว่าท่านพุทธทาสภิกขุใช้หลักศาสนาพระไตรปิฎกแนะให้ใช้ 3 หลักในการบริหาร
1. ผลิตให้มาก
2. ใช้แต่พอดี
3. เหลือช่วยผู้อื่น
oo
3 หลักถ้าใครทำได้จะได้เป็นเศรษฐี ซึ่งไม่ได้หมายถึงความรวย แต่หมายถึงผู้ประเสริฐ นอกจากนั้นยังได้นำหลักอิทธิบาทสี่มาปรับใช้ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
๐ ฉันทะคือการทำงานด้วยความรัก วัชรมงคลบอกว่างานออกแบบเป็นสิ่งที่เขารัก
๐ วิริยะคือความพากเพียร
๐ จิตตะหมายถึงการเอาใจเข้าไปใส่จะทำให้สินค้ามีชีวิตขึ้นมาทันที สุดท้าย
๐ วิมังสา การหมั่นทบทวน
oo
หลักการบริหารแบบพุทธของเขาไม่ได้นำมาใช้เพียงด้านเดียวแต่เขาได้นำหลักการบริหารรูปแบบสมัยใหม่เข้ามาผสมผสานเพื่อสร้างความสมดุล อาทิ การบริหารการเงิน ความพึงใจของลูกค้า เป้าหมายของการบริหารงานสมัยใหม่ต้องการประสิทธิภาพ ในขณะที่การบริหารแนวพุทธจะบริหารแบบพอดี พอใจในสิ่งที่มี ทำธุรกิจในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่สร้างหนี้เกินความจำเป็น และนำเงินหมุนเวียนที่ได้จากกำไรมาขยายธุรกิจ
oo
ข้อดีของการบริหารแบบพุทธมาปรับใช้กับธุรกิจทำให้ไม่มีหนี้สูญ เพราะบริษัทใช้หลักการบริหารการเงินหนี้สินต่อทุนต้องไม่เกินหนึ่ง ยามเศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบัน วัชรมงคลไม่ได้เพิ่มรายได้ให้กับพนักงานมากนัก แต่เขาช่วยบริหารให้พนักงานมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง มีข้าวและน้ำพริกให้รับประทานฟรีทุกวัน น้ำดื่มสมุนไพรจำหน่ายแก้วละ 2 บาท เปรียบเทียบจากร้านค้าภายนอกที่จำหน่ายแก้วละ 10-15 บาท มีอาหารถุงขายถุงละ 10 บาท
oo
ด้านสวัสดิการบริษัทสนับสนุนให้พนักงานเรียนเพิ่มเติม โดยบริษัทจะออกค่าใช้จ่ายให้ ส่วนพนักงานที่มีบุตร บริษัทจะส่งให้เรียนจนจบปริญญาตรี กรณีที่ไม่มีบุตรและพนักงานเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเงินเดือนให้กับพ่อและแม่ เดือนละ 2 พันบาท วัชรมงคลบอกว่าแม้บริษัทจะเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีแต่เขาจะร่วมทำงานกับพนักงานเหมือนดั่งพี่กับน้อง หลักการบริหารธุรกิจที่ผสมผสานระหว่างแบบพุทธและการจัดการที่ทันสมัยรวมไปถึงการปกครองลูกน้องของเขา ทำให้บริษัทที่ก่อตั้งด้วยคูหาเล็กๆ เพียง 1 ห้อง ได้ขยายเช่าคูหาเพิ่มเป็น 6 ห้อง
oo
ปรัชญาในการใช้ชีวิตและการดำเนินงานของวัชรมงคลเขาจะมองคล้ายกัน การบริหารธุรกิจเป้าหมายเพื่อประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น นอกจากการทำงานให้กับบริษัทของตัวเองแล้ว วัชรมงคลยังได้แบ่งปันเวลาของเขาส่วนหนึ่งไปร่วมเป็นคณะกรรมการให้กับมูลนิธิหลายแห่ง อาทิ มูลนิธิของสมเด็จย่า โครงการครูเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาของพระพี่นาง เพื่อเชิดชูครูที่เสียสละอยู่ชายแดนตามรอยตะเข็บและภาคใต้ รวมถึงช่วยงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อช่วยจัดหาทุนเข้ามูลนิธิ และรับเป็นอาจารย์สอนพิเศษเอ็มบีเอให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
oo
ภายใต้หลักสูตรการประยุกต์ธุรกิจบริหารในรูปแบบพอเพียง วัชรมงคลบอกว่าเขาทำงานทุกวันและมีความสุข การทำงานและการพักผ่อนเป็นเรื่องเดียวกันและเขาเชื่อว่าความสุขสามารถสร้างได้ทุกวัน ทุกวันพุธของสัปดาห์ วัชรมงคลจะอนุญาตให้พนักงานจำนวนหนึ่งไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคม อาทิไปสอนหนังสือเด็ก ตัดผม เลี้ยงอาหาร ติดตั้งห้องน้ำให้กับบ้านพักคนชรา ที่สำนักงานจะมีกล่องบริจาคเงิน พนักงานให้เท่าไหร่บริษัทจะจ่ายเพิ่มให้อีก 1 เท่า เช่น กล่องบริจาคมีเงิน 50 บาท บริษัทจะเพิ่มให้อีก 50 บาท หรือถ้าหากมีเงินบริจาค 2 หมื่นบาท บริษัทก็จะเพิ่มให้อีก 2 หมื่นบาท
oo
"ผมกำลังมองว่ามุมมองความสุข ถ้าคนมองความสุก เป็น ก.ไก่ มองความสุขจากสิ่งของ วัตถุ เงินทอง หาเงินมากที่สุด ความสุขจะไปคนละทาง ยิ่งวิ่งหาความสุขๆ ก็ยิ่งวิ่งหนีเรา แต่จริงๆ แล้วความสุขอยู่ในใจเกิดจากความพอเพียง"
o
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.gotomanager.com โดยนภาพร ไชยขันแก้ว
huahinhub Thanks
o