แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หัวหิน Retro แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หัวหิน Retro แสดงบทความทั้งหมด

5.06.2552

| หัวหิน Retro ๘ (เรือนงาม นามไพเราะ ถิ่นบ้านตากอากาศ)












เรือนงาม นามไพเราะ
ถิ่นบ้านตากอากาศ

หัวหินคือศูนย์รวมบ้านตากอากาศรุ่นแรกของประเทศไทย คนในยุคเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน ท่านสร้างบ้านแล้วก็ตั้งชื่อไพเราะฟังน่าอยู่น่ารู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก ชื่อบ้านนอกจากจะบ่งบอกว่าใครเป็นเจ้าของได้แล้ว ยังช่วยบอกตำแหน่งแห่งหนของบ้าน ประหนึ่งเหมือนบ้านเลขที่เพราะในยุคนั้น ยังไมการจัดทำทะเบียนบ้านกันอย่างเดี๋ยวนี้ เวลาไปรษณีย์จะส่งโทรเลขถึงท่านไหน ก็อาศัยยึดตามชื่อบ้านเป็นหลัก แม้แต่บริการรถสองแถวในสมับก่อน ก็ยึดเอาทำเลของบ้านตากอากาศเหล่านี้ เป็นตัวกำหนดเส้นทางเช่น สายตลาดชัตรไชย -บ้านบ่อจืด


บ้านงามในหัวหิน ยังมีเหลือให้เห็นอยู่หลายหลัง แม้จำนวนไม่น้อยถูกแปรสภาพเป็นโรงแรม คอนโดมีเนียมและรีสอร์ท จนไม่เหลือเค้าโครงเดิม แต่ก็ยังมีจำนวนนับสิบหลัง ที่บรรดาท่านเจ้าของยังคงรักษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัยรัชการที่ 7 เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และรำลึกถึงอดีตอันทรงค่าของเมืองหัวหิน ซึ่งเราๆ ท่านๆพอให้มีไว้เดินเลาะชายหาดชื่นชมกันได้บ้าง ได้แก่




๐ จากบ้าน 'ฮุนซุยโฮ' ถึงบ้าน 'ทรัพย์ศฤงคารและสันติสุข' แห่ง 'ฮุนตระกูล'
บ้านเลขที่ 1 นับเป็นบ้านหลังแรก ของถนนแนบเคหาสน์ ชื่อบ้านสันติสุข มีเรือนพักตากอากาศของเจ้าของบ้านซ่อนเอาไว้ ภายใต้ต้นไม้ร่มครื้ม เรือนหลังนี้อยู่ติดชายหาดด้าทิศเหนือของสะพานปลาหัวหิน ในปัจจุบัน มีสนามหน้าบ้านโปร่งสบายกว้างขวาง คาดว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 2470 หรือช่วงต้นรัชสมัยของพระบามสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 7 และ

บ้านเลขที่ 3 บนถนนสายเดียวกัน ที่ติดป้ายใหญ่บอกชื่อเสียงไว้ชัดเจนว่าบ้าน 'ทรัพย์ศฤงคาร' ของตระกูลฮุน ซึ่งต้นตระกูลเจ้าของเรือนใหญ่หลังนี้ คือพระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล ในหลวงรัชการที่ 7 ทรงเรียกพระยาศรีวิสารฯ ว่า 'นายหุ่น' เพราะท่านมีชื่อในภาษาจีนว่า 'ฮุนเซ็กเตี่ยน' เชื้อสายจีนไหหลำ) ท่านดำรงตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงต่างประเทศ (ปลัดกระทรวง) ในสมัยพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 7 พระยาวิสารฯ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญผู้หนึ่งในสมัยสยามเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านผู้นี้นังได้รับราชการในตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ คนแรกในยุคประชาธิปไตย แม้จะเข้าทำงานโดยไม่เต็มใจนัก

พระยาศรีวิสารฯ (25 กุมภาพันธ์ 2439 - 23 มีนาคม 2511) จบการศึกษาจากมหาวิทยายอ๊อกซ์ฟอร์ด บาร์ริสเตอร์มิดเดิลเทมเบิล ประเทศอังกฤษ เป็นคนไทยคนแรกที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ในทางการเมืองท่านเป็นอดีต สมาชิก และ ส.ส. สังกัดพรรคประชาธิปตย์ และดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2508

ปัจจุบันเรือนหลังนี้ ตกทอกไปยังทายาทในตระกูล สมัยหนึ่งเป็นของคุณสมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 5 สมัยของไทย ผู้เป็นบุตรชายของคุณโกศล(กิมฮวด) ฮุนตระกูล หลานปู่ของพระยาศรีวิสารฯ จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากประเทศญี่ปุ่น โดยที่บ้านอีกหลังของตระกูล 'สันติสุข' ที่คุณณัฐพร ฮุนตระกูล ยังคงรักษาเรือนหลังงาม นี้ไว้โดยได้ทาสีใหม่เป็นสีเขียวสด สะดุดตาและกลายมาเป็นร้านอาหาร 'บ้านอิสระ' บนเลขที่ 7 ถนนแนบเคหาสน์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ในหมู่นักชิมอาหารอร่อย ให้ไปมาได้ไม่ขาดสาย หัวกระได ไม่แห้งกันเลยทีเดียว : huahinhub

๐ บ้านฟังคลื่น ของสกุล ล่ำซำ ล่ำซำ เป็นตระกูลเจ้าสัวแห่งสยามมาช้านาน มีเครือข่ายธุรกิจมามาย เช่นธนาคารกสิกรไทย เมืองไทยประกันชีวิต และบริษัทล็อกซ์เลย์ ความมั่งคั่งในตระกูลนี้ เริ่มตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 โน่นทีเดียว จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อหัวหินกลายเป็นเมืองตากอากาศแห่งสยามประเทศ ตระกูลเจ้าสัวอย่าง ล่ำซำ จึงมีที่ดินและบ้านพักตากอากาศหลังใหญ่ หน้าหาดกว้างขวางอยู่ที่หัวหิน บนบ้านเลขที่ 5 ถนนแนบเคหาสน์ และตั้งชื่อบ้านเอาไว้อย่างไพเราะเพราะพริ้งและน่าอยู่ว่า 'บ้านฟังคลื่น'....มรว.อายุมงคล โสณกุล เคยได้เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กไว้หลายโอกาส และhuahinhub เก็บส่วนที่เกี่ยวข้องกับบ้านฟังคลื่น มารวมไว้ ดังนี้

ล่ำซำรุ่นที่ 1 คือ 'อึ้งเมี่ยวเหงียน' (พ.ศ.2397-2456) เดินทางจากเมืองซัวเถา เข้าสู่สยามในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 เถ้าแก่อึ้ง เป็นคนขยัยทำมาหากิน สามารถเปิดกิจการค้าไม้สักขนาดใหญ่ได้ ในช่วงปลายสมัยรัชการที่ 5

ทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูลคือ 'อึ้งยุกหลง' (พ.ศ.2422-2482) ได้หันมาทำการค้าขายข้าว โดยมีเครือข่ายกว้างขวาง ในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง สิงค์โปร์จนถึงอังกฤษ กิจการรุ่งเรืองมากในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 นอกจากนั้นยังมีกิจการอื่นเสริมอีกมากมาย แม้แต่ภัตราคารชื่อดังในแถบราชวงศ์อย่าง 'ห้อยเทียนเหลา' หรือ หยาดฟ้าภัตราคาร ที่คน รุ่นปู่ รุ่นย่า ต้องพากันไปหารับประทานกันให้ได้สักครั้ง

ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลล่ำซำ ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ที่ขยายกิจการของตระกูลให้เติบโตกว้างขวาง ประกอบด้วย 3 พี่น้องคือ คุณโชติ-คุณจุลินทร์-คุณเกษม ล่ำซำ จากพี่น้อง 7 คน คุณโชติเป็นบิดาของคุณบัญชาและเป็นปู่ของคุณบัณฑูร นายใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทยในเวลานี้ ส่วนคุณจุลินทร์ก็เบิดาของคุณโพธิพงษ์และเป็นปู่ของคุณสาระและคุณนวลพรรณ สาวสวยไม่สร่างในวงสังคมไฮโซ ทายาทรุ่นที่ 3 นี้เองที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งธนาคารกสิกรไทยขึ้นในปี พ.ศ. 2488

ลูกหลายตระกูลล่ำซำ มีมากมาย เรือนหลังนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้คนได้มากๆ ถึงคราวละ 40 คน บ้านฟังคลื่น มรอายุกว่า 90 ปีแล้ว เพราะสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2469 สมัยรัชกาลที่ 7 บางส่วนมีการบูรณะไปตามสภาพ โดยคงสภาพเรือนใหญ่แบบเดิมเอาไว้ เวลานี้มีต้นไม้รกครื้มจนมองแทบไม่เห็นตัวบ้าน หน้าบ้านยังมีเสาหินติดป้ายชื่อบ้านเอาไว้ หากใครเคยผ่านไปทานอาหารที่บ้านอิสระ ด้านทิศเหนือของร้าน จะสามารถมองเห็นหาดทรายของบ้านฟังคลื่นได้ชัดเจน ทีเดียว

๐ บ้านอยู่เย็น ของตระกูลโชติกเสถียร 'บ้านอยู่เย็น' ตั้งอยู่บนเลขที่ 29 ถนนแนบเคหาสน์ เวลานี้กลายเป็นบ้านเก่าที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เพราะทายาทปรับเปลี่ยนมาเป็นร้านอาหาร ชื่อเดียวกับตัวบ้าน (ชาวกรุงเทพเดี๋ยวนี้ ถ้าใครแวะเวียนไปหัวหิน แล้วไม่ได้ไปทานของอร่อยที่บ้านอยู่เย็น เรียกได้ว่าเชยจริงๆ)

บ้านอยู่เย็น สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2470 ใกล้เคียงกับบ้านฟังคลื่น บ้านสามสุข ที่อยู่ถัดไป ท่านเจ้าของบ้านรุ่นแรกคือ พระมหามนตรีศรีองครักษ์สมุทร (ฉัตร โชติกเสถียร) ผู้ป็นบุตรพระยาธรรมจรรยานุกูลมนตรี (ทองดี โชติกเสถียร) กับท่านผิว ต้นตระกูลคือพระยาโชฎึกราช เศรษฐี (เสถียร โชติกเสถียร) ขุนนางในสมัยรัชกาลที 5 ผู้มีคุณูปการมากมายแก่บ้านเมือง

ท่านมหามนตรี (ฉัตร โชติกเสถียร) เกิดเมื่อวันที 1 กันยายน 2439 สมรสกับนางสาวพร้อม เลาหเศรษฐี และเข้ารับราชการในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 6 เป็นครั้งแรก และมีตำแหน่งสำคัญเป็นเจ้ากรมมหาดเล็กในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชีนี ในปี พ.ศ. 2471 ก่อนดำรงตำแหน่ง เป็นเจ้ากรมพระตำรวจขวารักษาพระองค์ มีบรรดาศักดิ์เป็น พระมหามนตรีศรีองครักษ์สมุทร ในปี พ.ศ. 2473

เนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ ท่านจึงต้องมีบ้านพำนักอยู่ที่หัวหินนี้ด้วย เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่หัวหิน อยู่เนืองๆ โดยถนนแนบเคหาสน์ก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังไกลกังวล ให้สะดวกอย่างยิ่งต่อการเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ

ท่านมหามนตรีฯ มีบุตรชายท่านหนึ่ง ชื่อคุณพัดโบก โชติกเสถียร เป็นทายาทรุ่นที่ 2 ที่สืบต่อบ้านอยู่เย็น จนกระทั่งในยุคของคุณสุขนิจ โชติกเสถียร บุตรสาว ได้เปลี่ยนบ้านตากอากาศ (บางส่วน) ของตระกูลมาเป็นร้านอาหารริมหาด ที่สุดแสนจะโรแมนติกของเมืองหัวหิน นามว่า Coco 51 ขายอาหารสูตรเก่าของปู่ย่าตายายให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการบรรยากาศแบบหัวหินในยุคปริศนา (มีคนกระซิบมาว่า ละครเรื่องปริศนาเวอร์ชั่นที่ เทย่า โรเจอร์ และติ๊ก เจษฎาภรณ์เล่น มาถ่ายทำที่บ้านสวยหลังนี้ด้วย) ว้าว...!!

ปัจจุบันเรือนหลังใหญ่ของบ้านอยู่เย็น ยังคงสภาพบ้านพักตากอากาศในสมัยรัชการที่ 7 เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ มีเนื้อที่กว้างขวางถึง 4 ไร่ ตัวบ้านเป็นไม้สักทาสีเขียวอ่อน สองชั้นใต้ถุนเรือนยกสูงให้ลมผ่าน หน้าต่างเปิดได้ทั้งส่วนบนอละส่วนล่าง ลูกกรงไม้ฉลุลายพองาม ไม่วิจิตรบรรจงมาเหมือนบ้านในพระนคร แต่ดูอ่อนช้อยสบายตา น่าอยู่ ร่มรื่นเป็นอย่างมากที่เดียว

๐ สำนักดิศกุล ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เลขที่ 3 ถนนดำรราช สำนักดิศกุลเป็นของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ พระอนุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นต้นราชสกุล ดิศกุล

สำนักดิศกุล นับเป็นตำหนักตากอากาศรหลังแรกๆของพระราชวงศ์ ในหัวหิน สร้างขึนในราวปี พ.ศ. 2469 ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 6 สมเด็จฯทรงโปรดให้นายช่างและคนงานแถบเมืองหัวหิน สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย สร้างเสร็จรวดเดียวไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ (เป็นลักษณะเฉพาะของสถาปัตยกรรมในสมัยรัชการที่ 7 ที่เศรษฐกิจขิงชาติออกจะฝืดเคือง)

เรือนหลังแรกที่สร้างขึ้น คือตำหนักของสมเด็จฯ เป็นเรือนสีนวล 2 ชั้น ใต้ถุนโปร่ง ด้านบนมีหน้าต่างทรงสูงเปิดรับลมทเลทุกด้าน ตัวเรือนหันเข้าสู่ชายหาด เรือนหลังต่อมาคือตำหนักของ มจ.หญิง จงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดาองค์โตของท่าน เป็นบ้านทรงประยุกต์ ฝรั่งกับไทย ทาสีเขียวสดใส อยู่ด้านหลังเรือนของสมเด็จฯ ส่วนเรือนเล็ก ด้านข้าง เป็นเรือนไม้ชั้นเดียว มีห้องนอนและส่วนรับแขก เรียกว่า หอธรรมฯ ซึ่งใช้เป็นที่อยู่ของพระราชธรรมนิเทศ ราชเลขาของสมเด็จฯ

เวลาต่อมา ในบั้นปลายชีวิตของสมเด็จฯ ท่านได้ประทานบ้านหลังนี้ให้กับ มจ.หญิง จงจิตรถนอม ซึ่งได้ทรงใช้เป็นที่ประทับตากอากาศรักษาพระองค์อยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะประทานต่อมาให้ มจ.หญิง มารยาทกัญญา พระธิดาอีกองค์ของสมเด็จฯ และทรงประทานต่อกันจนพระขนิษฐา ร่วมหม่อมมารดาเดียวกัน คือ มจ.หญิง ราหิณาวดี ปัจจุบันทายาทคนโตของ มจ.หญิง เราหิณาวดี คือ พลเอก นายแพทย์ ชูฉัตร กำภู ณ อยุธยา (คุณหมอดุ๊ก) อดีตเจ้ากรมแพทย์ทหารบก ได้มอบให้ทายาท เปิดดำเนินกิจการร้านอาหาริตาเลี่ยน-ไทย ในชื่อเดียวกันกับชื่อของท่านคือ The Duke's

มีต่อ......



4.03.2552

| หัวหิน Retro ๗ (ประวัติเพลงราตรีประดับดาว ในรัชการที่ ๗)






หัวหินเป็นเมืองเอก ที่มีความสำคัญโดยมีประวัติศาสตร์ เกี่ยวข้องกับ พระมหากษัตริย์ อันทรงเป็นที่เคารพ สักการะบูชา ของปวงชนชาวไทย โดยพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงโปรด 'หัวหิน' และทรงสร้าง พระราชวังไว้สำหรับแปรพระราชฐาน ชื่อ สวนไกลกังวล ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๗ ของปวงชนชาวไทย

ตามที่พระองค์ทรง โปรดหัวหิน ถึงเพียงนี้ huahinhub จึงขออัญเชิญ พระราชประวัติ และบทเพลงพระราชนิพนธ์ บางส่วน ที่มีความเกี่ยวข้องกับ หัวหิน โดยตรง มาไว้เป็นมิ่งขวัญ ศิริมงคล กับชาวหันหิน ณ ที่นี้ สืบไป


๐ พระราชประวัติตามลำดับเหตุการณ์

2436 เสด็จ
พระราชสมภพ และทรงได้รับพระราชทานนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมศุโขไทยธรรมราชา”
2442 ทรงเป็นนักเรียนนายร้อยพิเศษในโรงเรียนนายร้อยทหารบก (ระดับประถม)

2448 ทรงเข้าพระราชพิธีโสกันต์ และได้รับพระราชทานนามพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนามเป็น เจ้าฟ้าต่างกรมว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา”

2451 เสด็จไปทรงศึกษาวิชาสามัญในวิทยาลัยอีตัน (Eton College) ประเทศอังกฤษ

2454 ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยทหารบก เมืองวูวิช (Wool Wich) ประเทศอังกฤษ

2456 เสด็จเข้าประจำการในกองทหารปืนใหญ่ม้าเมืองอัลเดอซอต (Aldershot) ประเทศอังกฤษ

2458 เสด็จฯ นิวัติประเทศไทย และทรงเข้ารับราชการทหาร

2460 ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และทรงประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

2461 ทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ณ พระที่นั่งวโรภาศพิมาน พระราชวังบางปะอิน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2461

2463 เสด็จฯ ไปรักษาพระองค์ในทวีปยุโรปและทรงเข้าศึกษาวิชาทหารบกต่อในโรงเรียนเสนาธิการทหาร (Ecole de Guerre) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

2467 เสด็จฯ นิวัติประเทศไทยและเสด็จกลับเข้ารับราชการทหาร และทรงดำรงตำแหน่งรัชทายาท ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันติวงศ์

2468 ์ทรงได้รับพระราชทานพระสุพรรณบัฏเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวง เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็นรัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน และทรงกระทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์

2472 เสด็จแปรพระราชฐานและพระราชนิพนธ์บทเพลง ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข สวนไกลกังกล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้ารำไพพรรณี

2474 เสด็จประพาสประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อทำการผ่าตัดพระเนตร

2475 ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรและทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

2477 ทรงสละพระราชสมบัติ และทรงมีพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477

2484 เสด็จสรรคตด้วยโรคพระหทัยวาย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2484


เพลงราตรีประดับดาว
บทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เพลงราตรีประดับดาวนี้ เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ ๗ แห่งพระมหาจักรีบรมวงศ์ กล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง และทรงมีพระปรีชาสามารถในการบรรเลงเครื่องดนตรีไทย โดยเฉพาะการทรงซอ ทรงศึกษาดนตรีไทยจากหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) และหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งเป็นครูดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น

ประวัติของเพลงราตรีประดับดาวนั้น ว่าไว้ว่า ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงฟังเพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา อันเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต เพลงนี้เป็นเพลงสำเนียงเป็นมอญ ซึ่งบทร้องที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในตอนชั้นเดียวท่อนสุดท้ายนั้นมีว่า “ชื่อแขกมอญบางขุนพรหมนามสมญา ฉันได้มาจากวังบางขุนพรหม” รัชกาลที่ ๗ จึงมีพระราชประสงค์จะทรงแต่งเพลงเถาในสำเนียงมอญอย่างนั้นบ้าง จึงทรงหารือกับครูผู้ใหญ่ในวงการดนตรีไทยในสมัยนั้น

เพลงที่ทรงเลือกมาเพื่อพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็นเพลงเถานั้น คือเพลงมอญดูดาว สองชั้น ของเก่า ซึ่งเมื่อทรงพิจารณาเพลงลงไป ทรงเห็นว่า เพลงมอญดูดาวของเดิมใช้หน้าทับมอญ (เทียบได้กับประเภทหน้าทับสองไม้ของไทย) และมีอยู่เพียง ๑๑ จังหวะ แต่โดยที่พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชนิพนธ์เพลงโดยใช้หน้าทับเป็นประเภทปรบไก่ ซึ่งความยาวเป็น ๒ เท่าของหน้าทับประเภทสองไม้ ดังนั้นหากทรงคงเนื้อเพลงของเดิม ก็จะได้จำนวนหน้าทับปรบไก่เพียง ๕ จังหวะครึ่ง

แล้วจึงทรงประดิษฐ์ทำนองขยายขึ้นเป็นอัตราสามชั้น และตัดแต่งลงเป็นชั้นเดียวจนครบเป็นเพลงเถา กับทรงพระราชนิพนธ์บทร้องขึ้นสำหรับร้องเป็นประจำโดยเฉพาะว่า

วันนี้ แสนสุดยินดี พระจันทร์วันเพ็ญ
ขอเชิญสายใจเจ้าไปเที่ยวเล่น(๒) ลมพัดเย็นเย็น หอมกลิ่นมาลี
หอมดอกราตรี แม้ไม่สดสี แต่หอมดีน่าดม
เหมือนงามน้ำใจ แม้ไม่ขำคม
กิริยาน่าชม สมใจจริงเอย
ชมแต่ดวงเดือน ที่ไหนจะเหมือน ได้ชมหน้าน้อง
พี่อยู่แดเดียว เปลี่ยวใจหม่นหมอง เจ้าอย่าขุ่นข้องจงได้เมตตา
หอมดอกชำมะนาด สีไม่ฉูดฉาด แต่หอมยวนใจ
เหมือนน้ำใจดี ปรานีปราศรัย
ผูกจิตสนิทได้ ให้รักจริงเอย
ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ เพลงของท่านแต่ใหม่ในวังหลวง
หอมดอกแก้วยามเย็น ไม่เห็นใจพี่เสียเลยเอย
ดวงจันทร์หลั่นลดเกือบหมดดวง โอ้หนาวทรวงยอดชีวาไม่ปรานี
หอมมะลิกลีบซ้อน อ้อนวอนเจ้าไม่ฟังเอย
จวนจะรุ่งแล้วนะเจ้าพี่ขอลา แสงทองส่องฟ้าสง่าศรี
หอมดอกกระดังงา ชิชะช่างน่าเจ็บใจจริงเอย
หมู่ภมรร่อนหาช่อมาลี แต่ตัวพี่จำจากพรากไปไกล
หอมดอกจำปี นี่แน่พรุ่งนี้จะกลับมาเอย ฯ


อนึ่ง : คำร้องในบทพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งที่ว่า “ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ เพลงของท่านแต่งใหม่ในวังหลวง” นั้น ก็เพื่อให้เป็นที่หมายรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์ เพราะพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) เป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน (แม้ความจริงเพลงนี้ จะทรงพระราชนิพนธ์ยังวังไกลกังวล ก็ทรงใช้ว่าวังหลวงตามสัญลักษณ์) และเป็นการเลียนล้อเพลงแขกมอญบางขุนพรหม ที่กล่าวมาแล้วด้วย

เมื่อทรงพระราชนิพนธ์สำเร็จเรียบร้อยทั้งทำนองดนตรีและบทร้องแล้ว ก็ทรงต่อเพลงนี้พระราชทานแก่ข้าราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง ครั้นซักซ้อมกันเรียบร้อยดีแล้วก็ทรงให้นำวงปี่พาทย์ไปบรรเลง ถวาย ณ วังสุโขทัย เพื่อทรงฟังตรวจแก้ไขอีก ๒-๓ ครั้งในครั้งแรกมีเจ้านายที่ทรงสามารถในการดนตรี อาทิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และกรมหมื่นอนุพงศ์จักรพรรดิ ทรงร่วมฟังอยู่ด้วย ในระหว่างนี้ยังมิได้ทรงตั้งชื่อเพลงที่ทรงแต่งขึ้นใหม่นั้นว่ากระไร เจ้านายหลายพระองค์ต่างเสนอชื่อถวายต่าง ๆ กัน เช่น ดาวประดับฟ้า ดารารามัญ และอื่น ๆ ที่มีนัยเดียวกันนี้อีกหลายชื่อ แต่ก็ยังมิได้ทรงเลือกเอาชื่อไหน

ต่อมาวงมโหรีหลวงได้นำเพลงนี้ออกร้อง และบรรเลงส่งกระแสเสียง ณ สถานี ๑.๑ ที่ศาลาแดง โดยประกาศชื่อเพลงนี้ว่า “เพลงราตรีประดับดาว” อันเป็นชื่อที่รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงคิดตั้งขึ้นเอง จึงเป็นการตกลงใช้ชื่อนี้ตลอดมา

เพลงราตรีประดับดาว เถา นี้ ได้รับความนิยมแพร่หลายในวงการดนตรีไทยเป็นอันมาก เป็นเพลงที่มีทำนองและชั้นเชิงไพเราะน่าฟังเพลงหนึ่งในบรรดาเพลงไทยทั้งหลาย(๓)


หมายเหตุ
๑. สำหรับการออกนามวังว่า “พระราชวัง” นั้น โดยราชประเพณีปฏิบัติจะต้องมีพระบรมราชโองการสถาปนา แต่จากการค้นคว้าเอกสารของทางราชการไม่พบว่าเคยมีพระบรมราชโองการสถาปนา “พระราชวังไกลกังวล” หรือ “พระราชวังสวนไกลกังวล” แต่อย่างใด ดังนั้นการออกนามว่า “วังไกลกังวล” จึงถูกต้องตามราชประเพณี และพระราชนิยมในรัชกาลปัจจุบันแล้ว (จดหมายเหตุวังไกลกังวลสมัยรัชกาลที่ ๗ : แพทย์หญิงกรรณิการ์ ตันประเสริฐ)

๒. ในปัจจุบัน นิยมร้องกันว่า “ขอเชิญสายใจเจ้าไปนั่งเล่น” แต่อาจารย์สุรางค์ ดุริยพันธ์ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่ได้ร้องเพลงถวายเสด็จพระองค์สี่ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาน พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ) นั้น เสด็จท่านได้ทรงประทานแก้ไขให้ร้องว่า “ขอเชิญสายใจเจ้าไปเที่ยวเล่น” จึงจะถูกต้องตามบทพระราชนิพนธ์ของเดิมที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าท่านได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้


ขอบคุณข้อมูลจาก พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สำนักบรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
huahinhub Thanks

4.02.2552

| หัวหิน Retro ๖ (เอกสารเก่า สวนไกลกังวล จากหอจดหมายเหตุฯ)

เรื่องเล่าจากเอกสารเก่า ที่ควรค่ากับการเก็บรักษาอีกเรื่องของชาวหัวหิน คงจะขาดเอกสารฉบับนี้ไปไม่ได้ "สวนไกลกังวล หัวหิน" พระราชอุทยานชายทะเล แห่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ซึ่งเก็บรักษาไว้เป็นอันดี ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อเพิ่มการเข้าถึง และรับรู้ไว้ ประดับเกียรติยศแห่งเมืองหัวหิน huahinhub จึงอาสานำมา แจ้งแก่ชาวหัวหินทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ เชิญสดับรับชม....









ขอบคุณข้อมูลจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
huahinhub Thanks

3.31.2552

| หัวหิน Retro ๕ (เอกสารเก่า โรงแรมรถไฟ จากหอจดหมายเหตุฯ)

เพื่อจารึกไว้เป็นเกียรติประวัติแก่ชาวหัวหิน ทุกท่านสืบไป
huahinhub จึงอาสานำพาเอกสารเก่า จากหอจดหมายเหตุเห่งชาติ มาแสดงไว้ ณ ที่นี้ เพื่อนำเสนอสู่สายตาเราชาวหัวหินร่วมกัน สืบไป

ทั้งนี้ มิได้มีประสงค์เพื่อการอ่านเอาเรื่อง แต่อย่างได โดยชาวหัวหินสามารถ ติดตามเอกสาร และ download เอกสารดังกล่าวได้จาก www.nat.go.th ซึ่งจัดเก็บเอกสารตัวจริงดังกล่าวไว้ ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ต่อไป







ขอบคุณข้อมูลจาก หอจดมายเหตุแห่งชาติ
huainhub Thanks

| หัวหิน Retro ๔ (ชื่อนั้น สำคัญฉะนี้)


ชื่อถนน ลักษณะเฉพาะในแบบ หัวหินหัวหิน

หัวหินเมืองเก่าแก่ หากย้อนไปถึงยุค เริ่มต้นสร้างบ้านเรือนของราษฎรกลุ่มแรกก็ย้อนไปได้ถึง 170 ปี และหากนับเริ่มก่อตั้งเป็นเมืองตากอากาศแห่งสยามประเทศของเจ้านายในยุคแรก ก็จะมีอายุครบ 100 ปี ในเดือนตุลาคม 2552 ที่จะถึงนี้

ด้วยความเป็นเมืองเก่า ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ พื้นที่ทุกหย่อมของแผ่นดิน ล้วนมีที่มาที่ไป ให้ได้เล่าขานสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ให้ได้ยินได้ฟัง หลายต่อหลายครั้งที่เจ้านายทรงโปรดมาประทับ นับตั้งแต่รัชการที่ 6 ถึง รัชการปัจจุบัน ยิ่งนำพาความเจริญทั้งทางวัตถุและวัฒนธรรมมาสู่เมืองและประชาชนชาวหัวหิน

สิ่งที่หลงเหลืออยู่กับหัวหิน และเป็นสิ่งบ่งบอกถึง 'ลักษณะแบบหัวหิน' เรื่องหนึ่งคือ (ชื่อ) ของสถานที่ต่างๆ ที่ทำให้หัวหิน มีความเป็นเฉพาะ และแตกต่างกันกับ เมืองตากอากาศหรือชายทะเลอื่นๆ อย่างที่ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกัน ในที่นี้ huahinhub จะอาสาหยิบยกเรื่องราวของชื่อถนน มาบอกเล่าแก่ พี่น้องชาวหัวหิน ไว้ให้ภาคภูมิในเกียรติประวัติ ของหัวหิน ร่วมกัน

ชื่อถนน ในหนังสือ 'ประวัติหัวหิน' อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของ คุณอรุณ กระแสสินธุ์ จัดพิมพ์เมื่อปีพ.ศ. 2527 เรียบเรียงโดย คุณประจันต์ กระแสสินธุ์ ลูกหลานของบรรพชนผู้สร้างบ้านเมืองหัวหิน ยุคแรกตระกูลหนึ่ง บอกเล่าเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า "หลังจากที่ได้จัดตั้งเทศบาลหัวหินขึ้น โดยเฉพาะยุคสมัยของ คุณฟื้น กระแสสินธุ์ บิดาของคุณประจันต์ กระแสสินธุ์ เป็นนายกทศมนตรี สภาเทศบาลตำบลหัวหิน ได้พิจารณาตั้งชื่อถนนหลายสาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นชื่อที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับบุคลหรือสถานที่สำคัญของท้องถิ่น อยู่เป็นอันมาก"


๐ ถนนกำเนิดวิถี
เป็นถนนสายแรกของหัวหิน เมื่อทางราชการได้สร้างทางรถไฟและเปิดเดินรถมาถึงหัวหิน เมื่อปี พ.ศ. 2454 ในสมัยรัชการที่ 6 โดยหยุดพักขบวนรถที่ตรงปลายสุดถนนสายนี้ ต่อมาได้ย้ายสถานที่ตั้งสถานีรถไฟใหม่ เลื่อนไปทางทิศใต้อีก 50 เมตร เพื่อให้การคมนาคมสู่เส้นทางสถานที่ตากอากาศ สะดวกสบายแก่ผู้ดินทาง 'กำเนิดวิถี' จึงมีความหมายตรงตัวตามชื่อ เพราะถือกำเนิดขึ้น เป็นวิถีแรกของเมืองหัวหิน และยังคงทอดยาวอยู่ ณ ตำแหน่งที่ตั้งเดิมจวบจนปัจจุบัน

๐ ถนนดำเนินเกษม
สืบเนื่องมาจากเมื่อครั้ง สมเด็จพระศรีพัชรินทร์ทราบรมราชินี พระพันปีหลวง ได้โปรดให้สร้างตำหนักตากอากาศ ณ ริมชายหาดหัวหิน (บริเวณส่วนวิลลาของโรงแรมโซฟิเทลปัจจุบัน) ในเวลานั้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่พระองค์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากฎษดาภินิหาร กรมพระนเรศวรฤทธิ์ ทรงได้จัดสร้างเส้นทาง ตัดตรงจากสถานีรถไฟหัวหิน และวางรางรถไฟขนาดเล็ก เพื่อรับส่งเสด็จ พระพันปีหลวงสู่พระตำหนัก พร้อมกับความสะดวกในการขนย้ายสัมภาระ จึงได้เกิดเส้นทางนี้ขึ้น ในปี พ.ศ. 2454 เช่นกัน

ต่อมาได้มีการรื้อรางรถไฟเล็กออกและปรับสร้างเส้นทางเป็นถนน เพื่อความเหมาะสมและสะดวกในการเดินทาง จากสถานีรถไฟตรงไปยังที่พักตากอากาศ คือโรงแรมรถไฟหัวหินซึ่งเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวเมื่อปี พ.ศ. 2465 อีกทั้งยังตรงถึงตำหนักพระราชวงศ์ ที่ตั้งอยู่ละแวกใกล้เคียงโรงแรมรถไฟหัวหิน ถนนสายนี้จึงอำนวยความเกษมสำราญแก่เจ้านายและนักท่องเที่ยว สมกับนาม ดำเนินเกษม จากนั้นเรื่อยมา

๐ ถนนนเรศดำริ
ถนนสายนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากฎษดาภินิหาร กรมพระนเรศวรฤทธิ์ (ต้นราชสกุล กฤดากร) เจ้านายพระองค์แรกที่สร้างพระตำหนัก 'แสนสำราญสุขเวศน์' ขึ้นที่หัวหิน อีกทั้งยังทรงเป็นพระองค์แรกที่ใช้ชื่อ 'หัวหิน' แทนชื่อเดิมที่ชาวบ้านเรียกขานในเวลานั้น จนผู้มาเยือนและอยู่อาศัยต่างพากันเปลี่ยนมาใช้ชื่อหัวหินถึงทุกวันนี้ อีกทั้งยังทรงเป็นผู้ชักชวนเจ้านายและผู้มีชื่อเสียงอื่นๆ มาสร้างบ้านพักตากอาศ ณ ที่หัวหินเรื่อยไป
ถนนสายนี้เริ่มต้นจาก สะพานปลายาวไปจรดเขตตำหนักของท่าน ปัจจุบันเป็นแนวรั้วของโรงแรมโซฟิเทล ตัดออกสู่ถนนเพชรเกษม

๐ ถนนแนบเคหาสน์
ถนนสายนี้สร้างขึ้นในยุคที่พระราชวงศ์เสด็จฯ ลงมาสร้างพระตำหนักที่หัวหินในยุคแรก บ้านพักตากอากาศที่สร้างขึ้นบนถนนสายนี้ จึงเป็ฯของบุคคลสำคัญในรัฐบาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอยู่ใกล้พระราชวังสวนไกลกังวล เดิมถนนเส้นนี้สามารถวิ่งต่อไปถึงพระราชวังได้ เพื่อเป็นเส้นทางเสด็จฯ ไปเข้าเฝ้าฯ แต่เวลานี้วิ่งตัดออกไปที่ถนนเพชรเกษม

บ้านเลขที่ 1 ของถนนสายนี้เป็นบ้านของท่านปลัดทูลฉลองกระทรวงต่างประเทศ ส่วนบ้านเลขที่ 31 ก็เป็ฯตำหนักดิศกุลของสมเด็จฯ กรมพระยาดำนงราชานุภาพ ชื่อของถนนนั้นฟังดูสอดคล้องกับความเป็นจริงในยุคนั้นอย่างมิต้องสงสัย ดังว่าแนบไปกับ เคหาสน์ของพระเจ้าอยู่หัว เลยที่เดียว

๐ ถนนเดชานุชิต
เพื่อเป็นการระลึกแด่พระยาเดชานุชิต (หนา บุญนาค) ผู้แทนสภาจัดบำรุงสถานที่ชายทะเลทิศตะวันตก บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่ง ที่นำความเจริญมายังเมืองหัวหิน ท่านเป็นผู้ดำริให้สร้างถนนสายนี้เข้าสู่หมู่บ้านดอนกลาง (บริเวณร้านกาแฟเจ๊กเปี๊ยะ) ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนของชาวบ้านไปยังชายทะเล อำนวยความสะดวกแก่ชาวบ้านซึ่งทำการประมง ณ บริเวณนั้นเรื่อยมา

๐ ถนนชมสินธุ์
เพื่อเป็นการยกย่องบุคคลในตระกูล กระแสสินธุ์ ผู้มีส่วนสร้างวามเจริญให้กับเมืองหัวหิน มาหลายชั่วอายุคน บุคคลในตระกูลนี้ได้สร้างถนนสายนี้ผ่านหมู่บ้านดอนอีกึ้งไปยังทะเล คำว่าสินธุ์ ตัดมาจากท้ายนามสกุล แปลว่าน้ำทะเล ถนนสายนี้จึงมรความหมายถึงการนำพา 'ผู้เดินทาง' ออกไปชมน้ำทะเลที่สุดปลายของเส้นทาง

๐ ถนนเสละคาม
เพื่อเป็นที่ระลึกแด่ ขุนศรีเสละคาม (พลอย กระแสสินธุ์) ทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูล หมู่บ้านสมอเรียง ขุนศรีเสละคามเป็ฯกำนันผู้สร้างความเจริญแก่หัวหินอย่างมากมาย อีกทั้งยังมีโอกาสรับใช้งานสนองพระเดชพระคุณเจ้านายหลายพระองค์ ที่เสด็จมาประทับ ณ หัวหิน แห่งนี้

๐ ถนนพูลสุข
เพื่อเป็นที่ระลึกแด่ นายพลและนายพิมพ์ วัดขนาด อีกหนึ่งในตระกูลที่ร่วมกันพัฒนาเมืองหัวหินให้เจริญเติบโตและมั่นคง ซึ่งท่านเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลหัวหินร่วมกับ นายฟื้น กระแสสินธุ์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง นายกเทศมนตรี ผู้มีบทาทในการนำความเจริญมาสู่หัวหิน เช่นกัน

๐ ถนนบิณฑบาต
เป็นถนนที่พระจากวัดหัวหินออกบิณฑบาตทุกวันในตอนเช้า เพราะสมัยนั้นเส้นทางที่พระภิกษุจะออกบิณฑบาตในหมู่บ้าน ต้องออกทางประตูวัดด้านถนนสายนี้ จึงเรยขานนามถนน ให้สอดคล้องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

๐ ถนนสระสรง
เดิมเป็นถนนที่มุ่งตรงไปยังหนองมอญ สระน้ำจืดขนาดใหญ่ เส้นเลือดสำคัญของพระภิกษุและชาวหัวหิน ที่ต่างต้งใช้เป็นเส้นทางเดินไปตักน้ำกินน้ำใช้ จากสระน้ำจืดแห่งนี้


ขอบคุณข้อมูลจาก เที่ยวหัวหิน ถิ่นผู้ดี 100 ปีเมืองตากอากาศสยาม/คุณสุกัญญา ไชยภาษี
huahinhub Thanks

3.20.2552

| หัวหิน Retro ๓ (หัวหินถิ่นมนต์ขลัง)


หัวหินถิ่นมนต์ขลัง...
วลีนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่รุ้นเก่าก่อนได้ กล่าวขานเอาไว้..และดูท่าจะเป็นจริงอย่างที่ท่านว่าเอาไว้ กันเสียด้วย..
hhh
นับตั้งแต่ 'หัวหิน' ถูกค้นพบ ตามที่คุณสรศัลย์ แพ่งสภาเล่าเอาไว้ในหนังสือ 'ราตรีประดับดาว' ของท่าน ความว่า
hhh
ระหว่างปี พ.ศ. 2452-2460 เมื่อนายช่างชาวอังกฤษ มิสเตอร์ เฮนรี่ กิตตินส์ เจ้ากรมรถไฟหลวงสายใต้ ได้ทำการสำรวจ
เส้นทางจากเพชรบุรีมุ่งสู่ภาคใต้ของประเทศไทย ลัดเลาะพื้นที่แห้งแล้ง กันดาร มาพบกับพื้นที่โล่ง ท้องทะเลและหาดทรายขาว เป็นแนวยาว จากกลุ่มแนวโขดหินใหญ่ จรดเขาตะเกียบ (ต่อมาเรียกว่า หัวหิน) จึงนำความกราบบังคมทูล กรมสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ที่ปรึกษากรมรถไฟหลวง ในเวลานั้น ให้ทรงทราบ
hhh
นับแต่นั้นมา 'หัวหิน' ก็ค่อยกลายเป็นสถานที่ตากอากาศ ที่ผู้คนหลากยุคหลายสมัย โหยหาเดินทางมาพักผ่อน อาศัย ดั่งต้องมนต์ ให้ผ่อนกายคลายใจ มาเป็นเวายาวนานกว่า 100 ปี ดังจะสามารถแบ่งช่วงเวลาแห่งมนต์เสน่ห์ ของหัวหิน ไว้ได้เป็น 3 ยุค กล่าวคือ
hhh
1) พ.ศ.2452-2475 ยุคแห่งการสำราญพระอริยาบถ
หัวหินยุคนั้น เป็นที่พักตากอากาศเฉพาะ ของเจ้านาย พระราชวงศ์ และเสนาบดีผู้ใหญ่ (โดยเฉพาะการจัดสร้าง พระราชวังสวนไกลกังวล) เพื่อการเปลี่ยน/ตากอากาศ เพื่อผลดีต่อสุขภาพร่างกาย ตามกระแสนิยมของยุคสมัย ประกอบกับในยุคนั้นการเดินทาง ก็ไม่เป็นที่สะดวกนัก ในแต่ละครั้งของการเสด็จฯ ของเจ้านายท่านก็ทรงเดินทางกันด้วยรถไฟและม้า มิได้มีการขนรถยนต์ลงไป เนื่องจากถนนยังสร้างไปไม่ถึง
hhh
ในช่วงแรกเริ่ม หัวหิน ยังมีที่พักไม่มากนัก มีเพียงตำหนักเจ้านายและเรือนของเสนาบดี และบ้านพักคหบดีไม่กี่ท่าน รวมถึงโรงแรมเพียงแห่งเดียวที่จำนวนห้องพักก็ไม่ได้มากมายนัก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เจ้านายแต่ละท่านต้องแบ่งเรือน ให้กับผู้ใกล้ชิด ได้ยืมหรือเช่า อาศัยในฤดูตากอากาศ เสมอไป
หัวหินได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวพระนคร ที่ต่างพากันหลบร้อน มาพักตากอากาศความนิยมของเจ้านาย เห็นได้จากบันทึกของทางราชการในรัชสมัยรัชการที่ 7 ที่พบว่า ในปี
hhh
๐ พ.ศ.2471 ชาวพระนครและชาวต่างชาติ มาเที่ยวหัวหินถึงราว 10,000 คน และ
๐ พ.ศ.2472 ชาวพระนครและชาวต่างชาติ มาเที่ยวหัวหินเพิ่มขึ้นถึงราว 30,000 คน
hhh
บรรยากาศของหัวหิน ในยุคแห่งการสำราญพระอริยาบทนั้น สงบ สวยงาม และมีระเบียบ ก็ด้วยความเป็นบ้านใหม่ของเหล่าเจ้านายและพระราชวงศ์ อย่างปฏิเสธไม่ได้ กระทั่งในหวงรัชการที่ 7 พระองค์ท่านก็ได้ทรงสร้างพระราชวังสวนไกลกังวลขึ้น แลเสด็จมาประทับบ่อยครั้งราวกับเป็นบ้านหลังที่ 2 ทีเดียว
กระนั้นภายหลัง เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปีพ.ศ. 2475 หัวหิน พลันก็หมดบทบาทของเมืองตากอากาศชั้นสูง ลงไปด้วยในคราวเดียวกัน

hhh
2) พ.ศ.2475-2510 ยุคปริศนาพาฝัน
ช่วงนี้ เป็นช่วงเวลานับแต่ เหตุการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยคณะราษฏร เรื่อยมาจนเข้าสู่ยุคเกือยเป็นประชาธิปไตย ยุคเผด็จการทหาร พ.ศ.2480-2510 เป็นช่วงเวลาของผู้มีอันจะกินและผู้คนในวงสังคมชั้นสูง ต่างพากันหนีร้อนในกรุงเทพฯ มาพักผ่อนตามชายทะเล ตามค่านิยมของยุคสมัย ที่เชื่อกันว่า 'ชายทะเลจะทำให้สมองปลอดโปร่ง เส้นประสาทไม่ตึง และมีความสุขขึ้นได้'
hhh
ประกอบกับเวลานั้น หัวหิน เป็นสถานตากอากาศเพียงแห่งเดียวของเมืองไทย ที่ใครๆก็ต่างพากันไป หัวหิน ซึ่งสภาพสังคมในยุคนี้สามารถมองผ่าน เรื่องราวในนิยายรักอมตะชื่อดัง 'ปริศนา' ของ ว.ณ. ประมวลมาร์ค ซึ่งสามารถสะท้อนสภาพสังคมเมืองหัวหินในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี ดังเช่น..
hhh
เจ้านายอย่าง มจ.พจน์ปรีชา พระเอกในเรื่องก็ทรงมีตำหนัก มโนรมณ์ ที่หัวหิน เฉกเช่นเดียวกันกับเจ้านายอื่นในช่วงเวลานั้น ส่วนครอบครัวสามัฐชนเช่นปริศนาก็ต้องไปพักแรมที่บางกะโล ของกรมรถไฟหลวง ทั้งคู่ตกหลุมรักกันท่ามกลางฟองคลื่นและหาดทรายขาวของหัวหิน โดยมีเสียงเพลง 'หัวหินสิ้นมนต์รัก' ดังกังวาลก้องไปทั่วห้องเต้นรำของโรงแรมรถไฟ โดยครูไสล ไกรเลิศ ซึ่งมีเนื้อความดังนี้
hhh
เพลง หัวหินสิ้นมนต์รัก....
หัวหิน เป็นถิ่นสัญญา จากไปกลับมาผิดหวัง ความหลังยังเวียนวน คลื่นสวาทมันแรง มันแกล้งมาดล ร้อนจนใจสั่น เคยชื่นชู้สู่สวรรค์ รักกันมั่น ใจฉันยังปลื้ม มันซาบมันซึม มันปลื้มไม่นาน วิมานทลาย
hhhh
หัวหิน เป็นถิ่นสัมพันธ์ ขาดเธอกลับพลันเงียบเหงา มองแสงดาวเรียงราย คลื่นยังคร่ำยังครวญ จันทร์แจ่มยังนวล เย้ายวนไม่วาย คอยชื่นชู้อยู่แลหาย เห็นรอยทรายใจฉันหวิวหวั่น เคยนั่งชมคลื่น เคยชื่นใจกัน ฉันยังไม่ลืม...
hhh
ต้องยอมรับว่า ผ้คนที่ไปเที่ยวหัวหินในยุคนั้น เกือบทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลในชนชั้นสูงของประเทศ ทั้งกลุ่มเจ้านาย เสนาบดีและเศรษฐีมีระดับ เนื่องเพราะยุคนี้ยังไม่มีโรแรมตึกแถวราคาเยา ใครไปหัวหินต้องพักโรงแรมรถไฟ ราคาก็ไม่ถูก แถมยังต้องนั่งรถไฟเดินทางไป สิริรวมค่าใช้จ่ายรวมค่าอาหารต้องถึงวันละ 30 บาท ขณะที่ข้าราชการระดับผู้น้อยขณะนั้นเงินเดือนตกเดินละ 50 บาท และระดับเจ้าพระยา ยังมีเงินเดือนแค่เพียง 2,000 บาทเท่านั้น
hhh
หัวหินในยุคนี้ต้องเรียกว่า ปริศนาพาฝัน จริงๆ เพราะหนุ่มสาวที่มาเที่ยวหัวหินในช่วงนี้ ต่างแต่งตัวกันเฉิดฉาย กางเกงขาสั้น ชุดว่ายน้ำ แต่งหน้าทาปาก ทารูจสีแดงชาดที่แก้ม ทำผมหยิกเป็นลอนสลวย ตามอิทธิพลแบบอเมริกัน มื่อสาวๆพากันสวยคมเข้มขนาดนี้ ย่อมเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มมากหน้าหลายตา ให้ต้องเกี้ยวพาราสีและตกหลุ่มรัก อยู่เนืองๆ ยุคนี้เองที่เราเริ่มได้ยินคำถามทำนองที่ว่า ลูกเต้าเหล่าใคร-สกุลรุนชาติ-หัวนอนปลายเท้า เพราะหนุ่มสาวที่มาเดินเล่นที่ชายหาดหัวหินได้ ย่อมไม่ใช่ลูกชาวบ้านธรรมดา มีเหล่ามีสกุลกันทั้งนั้น
hhh
เหตุผลอีกประการหนึ่ง ของหัวหินยุคสวยงามนี้พาฝัน เนื่องเพราะ ตรงกับสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนานกรัฐมนตรี (พ.ศ.2481-2487) เป็นยุคสมัยแห่งการปรับปรุงสังคมให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ อันมีเป้าหมายปลูกฝังให้ชาวไทยเป็นผู้มี 'วัธนธัมดี มีศิลธัมดี มีอนามัยดี มีการแต่งกายเรียบร้อย มีที่พักอาศัยดี และมีที่ทำมาหากินดี' รวมถึง รัฐนิยมฉบับที่ 10 ที่มีการกำหนดการแต่งกายและทรงผมแบบใหม่ เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้ สุภาพสตรีผู้ทันสมัย ต่างสนุกสนานกับการแต่งกายด้วยกระโปรงกับเสื้อเข้าชุดกัน ถอดโจงกระเบนกับผ้าคาดอก สวมมาลางดงามเสริมเสน่ห์ สุภาพบุรุษเองก็มีแฟชั่นให้แต่งตัวได้ไม่แพ้กัน ใส่เสื้อนอกเสื้อในกันครบชุด สวมมาลา และเปิดหมวกโค้งคำนับผู้หักผู้ใหญ่ ให้เห็นกันชินตาที่โรงแรมรถไฟ
h
พ.ศ.2485-2488 ในช่วงนี้หัวหินก็มีอันซบเซาเป็นช่วงสั้นๆ ไม่มีนักท่องเที่ยวมาหัวหินเลย จากภาวะสงครามในเมืองหลวง กระนั้นเจ้านายและคหบดีซึ่งมีที่พักถาวรที่หัวหินต่างพากันมาหลบพักอยู่เป็นแรมปี
พ.ศ.2490-2492 หัวหินก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ชาวพระนครผู้มีฐานะดี อยู่ในวงสังคมและทันสมัย ต่างพากันมาพักที่บ้านตากอากาศของครอบครัวและโรงแรมรถไฟ ช่วงนี้เองหัวหินเริ่มมีการก่อสร้างโรงแรมตึกแถวไว้รองรับนักท่องเที่ยวกันมากขึ้น เช่นโรงแรมคนจีนแถวหน้าตลาดฉัตรไชย ดังภาพบรรยายใน 'หัสนิยาย พล นิกร กิมหงวน' ในตอนมนต์รักที่หัวหิน ได้กล่าวถึงสภาพสังคมหัวหินในช่วงนี้ให้เห็นภาพไว้ ดังนี้
hhh
"...ส่วนประเภทมีสตางค์หน่อย พอนึกจะไปตากอากาศ ก็ก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทาง แล้วขึ้นรถไฟตรงไปหัวหินที่เดียวไปถึงที่นั่น หาโรงแรมถูกๆ พักเล่นข้างแกงตามตลาด เดินย่ำต๊อกวางมาดชายทะเลทุกเช้าเย็น แต่งตัวให้ภูมิฐานหน่อย อยู่ที่หัวหินสักหนึ่งอาทิตย์ พอผิงเนื้อถูกแดดดำคล้ำก็กลับกรุงเทพฯ พบหน้าใครๆ ก็คุยอวดว่า ไปตากอากาศที่หัวหินกลับมา โรงแรมรถไฟที่นั่นสบายมาก สนามกอล์ฟงดงาม อาหารแพงหน่อย เพื่อฟูงไม่รู้ความจริงก็เลยนับถือ เรื่องมันเป็นอย่างนี้จริงๆครับ ไม่ใชผมมดเท็จพูด ในวงสังคม ถ้าหากใครคนใดคนหนึ่งพูดว่า เขาไปหัวหินกลับมา ก็รู้สึกว่าเป็นของโก้เก๋เหลือเกิน.."
hhh
พ.ศ.2493 ผู้คนที่มีรถนยต์ก็สามารถไปเที่ยวหัวหินได้ง่ายและมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เนื่องเพราะทางหลวงหมายเลข4 ถนนเพชรเกษม สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ก็นั่นแหละรถยนต์ยังคงเป็นของแพง (ปัจจุบันก็ยังแพงอยู่นะ : huahinhub) คนที่มีสตางค์จริงๆ ก็ยังคงเป็นผู้นำในการมาท่องเที่ยวหัวหินอยู่เช่นเคย และยังได้นำวัฒนธรรม มอร์นิ่ง วอล์ค หรือการเดินเล่นยามเช้า ที่เริ่มขึ้นและฮิตในพระนครในยุคนั้น ได้แก่การมีถนนตัดใหม่หลายสาย เช่น เพชรบุรัตัดใหม-วิทยุ-ราชดำริ ซึ่งมีความร่มรื่นด้วยแมกไม้ ชาวกรุงนิยมตื่นเช้า เดินชมเมืองไปตามถนนยามเช้า จากประตูน้ำไปราชดำริ เพลินจิต หาจิบกาแฟ ปาท่องโก๋ โจ๊กไก่ ต้มเลือดหมู อิ้วจาก้วย กัยตามแหลางอร่อย...ซึ่งติดตามวิถีอย่างนี้ มาใช้กันในหัวหินด้วย
hhh
เช้าตรู่ ผู้คนที่ไปที่ยวหัวหิน ต้องเดิน มอร์นิ่ง วอล์ค ทักทายเพื่อนฝูงที่รู้จักตามชายหาด จากนั้นเดินตามละแวกตลาด ซึ่งเดอินถึงกันไดไม่ทันเหนื่อย เพื่อหาอาหารเช้า อย่างโจ๊ก กาแฟ ไข่ลวก รับประทาน กระทั่งกลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมที่ต้องทำกันสำหรับนักตามกอากาศที่นี่ 'ร้านกาแฟเจ๊กเปี๊ยะ' จึงขายดิบขายดีจากยุคนั้นกระทั่งปัจจุบัน
hhh
hhhhhh
3) พ.ศ.2510-ปัจจุบัน
หัวหินยุคกลาง-ยุคปริศนาพาฝันนี้ สามารถสร้างสุขใจแก่ผู้มาเยือนได้แบบลืมไม่ลง เนื่องเพราะยังมีธรรมชาติที่สวยงาม สังคมดี ชุมชนเป็นมิตร ผู้มาเยือนเป็นสุข เคล้าบทเพลงไพเราะแสนประทับใจ ท่ามกลงฉากรักแสนหวานซึ้งจากนวนิยายหลายสิบเรื่อง ในช่วงเวลานั้น คือหลักฐานอันประจักษ์ ที่ยอกให้คนรุ่นลูกรุ่นหลังได้รับรู้ สืบมา
hh
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ.2500 หัวหินก็เริ่มมีคู่แข่ง เมืองไทยเริ่มเกิดเมืองตากอากาศแห่งใหม่ เช่น บางปู บางแสน พัทยา ถนนสุขุมวิทจากกรุงเทพฯถึงจังหวัดตราดสร้างเสร็จ ผู้คนพากันหลั่งไหลไปสัมผัสเมืองตากอากาศใหม่ๆ เป็นเหตุให้หัวหินต้องเงียบเหงาลง กระทั่งโรงแรมรถไฟ ที่เคยอู้ฟู่ รุ่งเรือง เฉิดฉาย กลับกลายต้องประสบกับภาวะขาดทุน และต้องเปลี่ยนมือให้เอกชน เข้ารับช่วงบริหารกิจการไปแทน (huahinhub จะได้สรรหา พามาเล่า ให้ทราบเรื่องราวของโรงแรมรถไฟ กันในโอกาสต่อไป)
hhh
มาถึงพศ.นี้ หัวหินกำลังก้าวเข้าสู่ เมือง 100 ปี ที่ไม่ต่างอะไรกับหญิงชรา ที่ต้องหวนหลับไปมองอดีตอันยิ่งใหญ่ รุ่งโรจน์ ยาวนานของตัวเอง บางช่วงแม้จะแอบมีรอยยิ้มเล็กๆที่เปี่ยมสุข ที่สุดอาจต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เพราะหัวหินวันนี้ ยังต้องต่อสู้ดิ้นรน กับอนาคตที่จะมาถึงอย่างเหน็ดเหนื่อย
hhh
ในคราวปี พ.ศ.2530 เมื่อรัฐบาลในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประกาศให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทย การพัฒนารูปแบบใหม่ๆ เพื่อรับทัวร์ริสต์จากทั่วประเทศและทั่วโลก ทำให้หัวหินกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่มีความเคลื่อนไหวใหม่ทุกวี่วัน มีร้านค้าเพิ่มมากขึ้น ตลาดฉัตรไชยก็ขยายขนาดใหญ่ขึ้น ร้านค้าสมัยใหม่ อย่าง 7 ELEVEN , สตาร์บัค, คอฟฟี่เวิลด์ ผุดขึ้นแทบทุกหัวถนน ราวดอกเห็ด รีสอร์ตชั้นหนึ่งของโลกอย้งชีวาศรม โรงแรมห้าดาวอย่าง โซฟิเทล-แมริออต-ไฮเอท-ฮิลตัน-บูติครีสอร์ตชั้นเยี่ยม นับกันไม่หวาดไม่ไหว ต่างพากันเกิดขึ้น เพื่อแย่งกันให้บริการแก่นักตากอากาศที่ หัวหินกันอย่างครบครัน...
hhh
100 ปีที่ผ่านมา หัวหิน เปลียนแปลงไปมาก จนติดอันดับเมืองตากอากาศระดับโลก ถึงเวลาแล้วที่คนรุ่นหลัง ต้องหาคำตอบให้กับหัวหินและตัวเอง ถึงแนวทางในการอนุรักษ์เมืองตากอากาศนาม 'หัวหิน' เอาไว้ให้สมเกียรติ ควรแก่การเก็บรักษา ให้สมกับการคงอยู่เป็นเมืองตากอากาศแห่งสยามประเทศมายาวนาน ถึงกว่า 100 ปี....

ขอบคุณข้อมูลจาก 'เที่ยวหัวหินถิ่นผู้ดี 100 ปีเมืองตากอากาศสยาม' โดยคุณสุกัญญา ไชยภาษี huahunhub : Thanks

3.19.2552

| หัวหิน Retro ๒ (บรรพชน ตระกูลหลัก ชาวหัวหิน)


การรวบรวม...ประวัติของชาวหัวหิน มีอยู่มาอย่างต่อเนื่อง ดัง huahinhub อาสามาบอกเล่าไว้ ไดดังเช่น
๐ ประวัติหัวหิน- โดย คุณประจันต์ กระแสสินธุ์ พ.ศ. 2527
๐ หัวหิน 170 ปี มีเรื่องเล่า- โดย คุณณรงค์ ธาราทอง พ.ศ. 2548
๐ เรื่องเล่าชาวหัวหิน- โดย เทศบาลเมืองหัวหิน พ.ศ. 2549

ซึ่งบรรดา การรวบรวมเรียบเรียง ดังกล่าว สามารถบอกเล่าเรื่อราวภาพอดีต ของพัฒนาการ ความเป็นหัวหิน ไว้ให้ลูกหลานชาวเมืองหัวหิน ได้ชัดแจ้งกับความเป็นมาของตน ดัง huahinhub จะได้นำเสนอผ่านเรื่อวราว ของตระกูลหลัก แห่งเมืองหัวหิน (ดังภาพ :คุณอรุณ กระแสสินธุ์: หนึ่งในผู้สืบเชื้อสาย จากต้นตระกูลบรรพชน คนเมืองหัวหิน) ตามลำดับต่อไป

ราวปี พ.ศ. 2377...หัวหินยังมีสภาพเป็นป่าดง ไม่มีบ้านเรือนหรือสภาพของความเป็นชุมชน ที่ใกล้เคียงที่สุดอยู่ห่างไปทางทิศใต้ ณ หมู่บ้านชาวประมง 'เขาตะเกียบ' ห่างจากหัวหินราว 7 กม. และ 'บ้านบ่อฝ้าย' ในทางทิศเหนือ

ครั้งนั้น..ราษฎรกลุ่มหนึ่งจาก บ้านบางจาน บางแก้ว จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งประสบกับปัญหาการทำมาหาเลี้ยงชีพฝืดเคือง ได้ชักชวนกันอพยพลงมาหาที่อยู่ใหม่ ในพื้นที่รกร้าง ณ ตำบลหัวหินในปัจจุบัน ซึ่งคาดกันว่าเบื้องต้น มีชื่อเรียกขานกันในครั้งนั้นว่า 'บ้านสมอเรียง' 'บ้านหินเรียง' 'บ้านหัวกรวด' และ 'แหลมหิน' เป็นต้น (คำว่า-สมอ-เป็นไปได้ว่าเพี้ยนมาจาก 'ถมอ' ซึ่งแปลว่า-หิน-ในภาษาขอม)

ราษฎร...กลุ่มแรก ที่อพยพมาถึง ณ เวลานั้น ได้แก่ 1)นายทองและนางอยู่ 2)นายวัดและนางแก้ว ซึ่งทั้ง2ครอบครัว นับได้ว่าเป็นต้นบรรพบุรุษของ 5 ตระกูลหลัก ที่ร่วมกันก่อร่างสร้างเมืองหัวหิน ให้เจริญวัฒนาขึ้น ถึงเวลาปัจจุบัน โดย 5 ตระกูลหลักชาวเมืองหัวหิน ที่จะกล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้ ได้แก่

1)กระแสสินธุ์ 2)สาธุการ สืบเชื้อสายจาก นายทอง-นางอยู่ 3)เทียมทัด 4)วัดขนาด 5)ชูตระกูล-สืบเชื้อสายจาก นายวัด-นางแก้ว นอกจากนี้ยังมีตระกูลเพื่อบ้านซึ่งอพยพเข้ามาก่อสร้าง ถางป่า ปลูกบ้านเรือน และร่วมสร้างชุมชนให้เป็นเมือง ขึ้นที่ตำบลหัวหิน สืบทอดต่อกันมาอีก ได้แก่

- ปัญจรัตน์ - มัชวงศ์ - ศรีสวัสดิ์ - เล็กน้อย - ฉิ่งเล็ก - เห่งรวย - ไวดาบ - สีดอกบวบ - ธรรมโชติ - แดงช่วง - มากหมู่ - เชียงโชติ - ฮะโหม - กาญจโนมัย - สรรวิริยะ - ฮีกหาญ - และ จูวงศ์ เป็นต้น

ชาวหัวหินในยุคต้นสร้างบ้านเรือนนั้น ไม่อาจประปอบสัมมาชีพ อะไรได้มากมายนัก เนื่องจากกันดารน้ำ เบื้องต้นพบว่า ผู้คนในยุคนั้นส่วนใหญ่ พากันทำไร่แตงโม เพราะทำการเพาะปลูกได้ดีในดินกรวดปนทราย จนกลายเป็น ตำนานแตงโมหัวหิน ที่ขึ้นชื่อว่ามีรสหวาน กรอบอร่อย พอจะแข่งขันกันได้กับ แตงโมเลื่องชื่อจากไร่บางเบิด ประจวบคีรีขันธ์ ของ มจ.สิทธิพร กฤดากร ที่ปลูกตามระบบกสิกรรมสมัยใหม่

พื้นที่บางส่วนใกล้เขา ก็ถูกจับจองไว้ทำไร่ได้บ้าง แต่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด คือการออกหา กุ้ง-ปู-ปลา ในทะเล กระทั่งเป็นผลให้ความเป็นอยูเริ่มดีขึ้น อันเป็นที่มาของการลงหลักปักฐาน สร้างบ้านเรือนอยู่อย่างถาวร และเริ่มแต่งตั้งผู้อสวุโสขึ้นเป็น พ่อบ้าน หรือ ผู้ใหญ่บ้านขึ้นปกครอง ซึ่งผู้ใหญ่บ้านในเวลานั้นก็คือ นายวัด และ นายทอง ที่ได้ร่วมกัน พัฒนาบ้านเรือน ขึ้นเป็น ตำบลหัวหิน สืบกันเรื่อยมา ในปัจจุบัน

ขอบคุณข้อมูลจาก เที่ยวหันหิน ถิ่นผู้ดี 100 ปีเมืองตากอากาศสยาม คุณสุกัญญษ ไชยภาษี
huahinhub thanks :





3.18.2552

| หัวหิน Retro ๑ (หัวหิน ถิ่นผู้ดี ๑๐๐ ปี เมืองตากอากาศสยาม)



หัวหินถิ่นมนต์ขลัง
ประวัติของหัวหินนั้น นับว่ามีความชัดเจนเมื่อเทียบกับเมืองเล็กด้วยกันในประเทศไทย เนื่องจากหลักฐาน และการบันทึกข้อมูล จากคนรุ่นก่อนสู่ลูกหลานและคนรุ่นหลัง ให้ได้ทราบที่มาที่ไป ไว้มากทีเดียว โอกาสนี้ huahinhub ขอรวบรวม เพื่อคงไว้เป็น อนุสรณ์ แก่คนเมือง หัวหิน ให้ได้รำลึกถึงคุณงามความดี แก่คุณูปการแก่ เมืองหัวหิน ของคนรุ่นก่อน สืบไป


'เมืองหัวหิน' หรือที่คนยุคแรก เรียกขาน สถานที่แห่งนี้ว่า บ้านสมอเรียง-บ้านหินเรียง-บ้านหัวกรวด นั้น สามารถนับย้อนกลับไปได้ในราวปี พ.ศ.2377 (รัชสมัย ร.3) โดยเริ่มมีการบันทึกประวัติเมืองหัวหินเอาไว้ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2478 (รัชสมัย ร.7) โดยคุณอรุณ กระแสสินธุ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล 'กระแสสินธุ์' ในหนังสือชื่อ 'ประวัติตำบลหัวหิน' ซึ่งคุณอรุณสร้างขึ้นเพื่อใช้แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูวิริยาธิการี ปุญญนาโค บุญนาค แม้หนังสือมีความยาวเพียง 12 หน้า แต่นั้นก็เพียงพอแก่การเป็นที่รู้จักเมืองหัวหิน ได้แจ่มชัดมากขึ้น สำหรับชาวเมืองหัวหิน โดยทั่วไป

'หัวหินหินถิ่นผู้ดี'ในฐานะเมืองตากอากาศของชาวไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'ชาวพระนคร' กล่าวได้ว่าเริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อนายช่างแห่งกรมรถไฟหลวง นายเฮนรี่ กิตตินส์ (Henry Gittins) ได้ข้นพบหาดทรายขาว สะอาดตา ในราวปี พ.ศ.2452 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชการที่ 5) มีพระราชดำริให้สำรวจเส้นทางร เพื่อสร้างทางรถไฟสายใต้เชื่อมกับสหพันธรัฐมลายู....2 ปีหลังการก่อสร้าง รัฐบาลได้เปิดเส้นทางการเดินรถไฟจากสถานีบางกอกน้อย เดินทางถึง สถานีหัวหิน ในปี พ.ศ.2454

หากนับตั้งแต่การค้นพบ หาดทรายขาวของนายช่างแห่งกรมรถไฟหลวง ครานั้น หัวหินก็จะมีอายุครบ 100 ปี ในปีนี้ (พ.ศ.2552) ซึ่ง huahinhub ต้องขอบันทึกไว้ เป็นประวัติศาสตร์ร่วมกัน ของชาวเมืองหัวหิน สืบไป