5.05.2552

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๒๕ (ดูหนังย้อนยุค กลางสยามฯ)



hh
h
h
h
huahinhub ยินดี นำเสนอต่อพี่น้องชาวหัวหิน เพื่อร่วมย้อนอดีตชมศิลปะร่วมสมัยศาสตร์แห่งภาพยนตร์ไทย เทศกาลศิลปวัฒนธรรมกลางกรุงเทพฯ วันที่ 1-10 พ.ค.นี้ ณ สยามดิสคัฟเวอรี่

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ผนึกกำลังสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์ หอภาพยนตร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ จัดเทศกาลศิลปวัฒนธรรมกลางกรุงเทพมหานคร ครั้งแรกในประเทศไทย ในงาน “บางกอก...กล๊วย...กล้วย!!”
hhhh
โดยร่วมย้อนอดีตนำกิจกรรมภาพยนตร์ที่น่าสนใจและหาดูได้ยากมาจัดแสดง เพื่อให้เยาวชน และประชาชนทั่วประเทศ ได้มีเรียนรู้และมีส่วนร่วมในศาสตร์บันเทิงแห่งภาพยนตร์ไทย ระหว่างวันที่ 1-10 พฤษภาคม 2552 ณ ดิสคัฟเวอรี่พลาซ่า สยามดิสคัฟเวอรี่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
บนพื้นที่ใจกลางเมืองแห่งนี้ จะถูกเนรมิตย้อนยุคไปสู่ลานฉายหนังกลางแปลงสมัยอดีต พร้อมนำกิจกรรมภาพยนตร์ที่น่าสนใจและหาดูได้ยากมาจัดแสดง อาทิ หนังกระโปรง ซึ่งเป็นโรงหนังเร่ในยุคอดีต นั่งดูได้รอบละ 5 คน โดยจะต้องนั่งมุดหัวชมในตู้ฉาย ที่มีกระโปรงผ้าดำกั้นไว้ให้เป็นห้องมืด จึงจะสามารถออกเร่ฉายได้ในเวลากลางวัน

h
h
หนังกระโจม หรือโรงหนังอิกลู
เป็นเต้นท์ทรงกลมที่ให้ผู้ชมเข้าไปชมภาพยนตร์ภายในจำลองโรงถ่าย Black Maria สตูดิโอผลิตภาพยนตร์แห่งแรกของโลก สร้างโดย Thomas Edison ในเมือง West Orange มลรัฐ New Jersey ประเทศสหรัฐอเมริกา
h
รถหนังขายยา รถฉายหนังกลางแปลงสมัยก่อน ติดตั้งอุปกรณ์ฉายหนังไว้ด้านหลังรถ ตระเวนไปยังหมู่บ้านในเขตชนบททั่วประเทศ จัดแสดงห้องมืดและกล้อง Camera Obscura กำเนิดของกล้องถ่ายรูปเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งเท่าที่มนุษย์เคยคิดค้นขึ้นมา และพัฒนาสำหรับบันทึกภาพและแสดงภาพทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวได้แทบทุกชนิด
h
นอกจากนี้ในทุกค่ำคืนตั้งแต่เวลา 19.00 น. จะมีการฉายประชันหนังขายยา 2 จอ หนังกลางแปลง หนังเงียบประกอบดนตรี และหนังพากย์สด ที่หาดูได้ยากยิ่งในปัจจุบันที่หาชมได้ยากยิ่ง อาทิ หนังกลางแปลงเรื่อง “ทรชนคนสวย” นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, หนังขายยาพากย์สด เรื่อง “แม่นาคพระโขนง”, หนังเทิดพระเกียรติ “ศูนย์รวมแห่งดวงใจ”, หนังไทยที่ถูกลืม เรื่อง “คนจร”, หนังอินเดียประกอบดนตรี “บรูพประทีป”, หนังเงียบประกอบดนตรีสดเรื่อง “ช้าง” เป็นต้น
h
ขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจทุกท่านร่วมสัมผัสศาสตร์ศิลปะแห่งวงการภาพยนตร์ไทยในงาน “บางกอก...กล๊วย...กล้วย!!” ระหว่างวันที่ 1-10 พฤษภาคม 2552 ณ ดิสคัฟเวอรี่พลาซ่า สยามดิสคัฟเวอรี่
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. 02-658-1000 ต่อ 400 หรือ 500
hh
ขอบคุณข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ
huahinhub Thanks

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๒๔ (ใน เงา เวลา)



h
h
h
h
h
h
h
ในเงาเวลาของ รงค์ วงษ์สวรรค์
ตลอดเดือนพฤษภาคม 2552 นี้ People Space แกลเลอรี จัดแสดงนิทรรศภาพถ่าย "ในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์" พร้อมกิจกรรมเสวนา โดยความร่วมมือของมิตรสหายทั้งหลาย ได้จัดการเปลี่ยนตึกแถวเก่าย่านแพร่งภูธรอายุเลยร้อยปี ให้เป็นสถานที่จัดแสดงภาพถ่ายฝีมือของคุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยใช้ชื่อว่า 'ในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์'


ในเงาเวลา ส่วนหนึ่ง (จากหลายๆส่วน) เป็นงานจัดแสดงภาพถ่ายขาว-ดำ ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยฝีมือของ ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ช่างภาพที่เคยฝากฝีมือไว้ในหนังสือ 'ที่เกิดเหตุ' ร่วมสร้างความสมบูรณ์ของงานแสดงด้วย ทั้งหมดเป็นภาพขาว-ดำ ถ่ายด้วยฟิล์ม พิมพ์ด้วยมือ มีขนาดใหญ่พิเศษ ให้รายละเอียดตามเทคนิคดั้งเดิมอย่างครบครัน

ระหว่างนิทรรศการยังมีกิจกรรมเกี่ยวกับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.พบนักเขียนรางวัลซีไรต์ บินหลา สันกาลาคีรี ในหัวข้อ 'จากบินหลาถึงพญาอินทรีย์' และพูดคุยกับธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ในหัวข้อ 'แสงสุดท้ายที่สวนทูนอิน'

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.พบอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ในหัวข้อ 'คิดถึง ’ รงค์ วงษ์สวรรค์ คิดถึงสวรรค์แห่งชีวิต'

อาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น. พบ(อดีต)คณะบรรณาธิการ open ครบคน ปราบดา หยุ่น, วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และภิญโญ ไตรสุริยธรรมา กับการเปิดตัวหนังสือ 'เสียงพูดสุดท้าย' (รวมบทสัมภาษณ์ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์) โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์(สำนักหนังสือไต้ฝุ่น) และ 'ยี่หวาไชน่า ทาวน์' เรื่องยาวที่ไม่เคยตีพิมพ์รวมเล่มมาก่อนของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์(โดยสำนักพิมพ์ openbooks)

และอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2552 เวลา 18.00 น.พบโตมร ศุขปรีชาและชาวคณะ GMbooks กับการเปิดตัวหนังสือ 'แฝงพวงองุ่น' โดย ’รงค์ วงษ์สวรรค์

นิทรรศการ 'ในเงาเวลาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์' จัดแสดงจนถึง 7 มิถุนายน 2552 ที่ People Space แพร่งภูธร (เปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ 11.00-19.00 น.) สอบถามเพิ่มเติม โทร.081-549-1002 Email: people.space@yahoo.com


ขอบคุณข้อมูลจาก www.people-space.blogspot.com
huahinhub Thanks

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๒๓ (ผักข้างรั้ว-ทำเงินกับยามว่าง)




h
h
ไม่แน่เสมอไป ที่การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ จะไม่เอื้อกับสิ่งละอันพันละน้อย อย่างการปลูกพืชผักแปลงเล็กแปลงน้อย เพื่อเสริมสร้างการดำรงชีวิต ให้สามารถยืนหยัดอยู่ บนลำแข้งของตัวเอง huahinhub หยิบจับมาฝากกัน เชิญชาวหัวหิน ติดตาม กันมา........


ผักข้างรั้ว-สวนครัวทำเงิน
เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อคุณแจม-สุทธิกัญญา ไทยเพ็ชร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เล็กซ์ซัส กรุงเทพ เดินทางไปกับออฟโรดเดอร์คลับทริปของโตโยต้าปลายปีที่ผ่านมา ออกสตาร์ตที่ประเทศไทยไปประเทศลาวและล่องยาวไปถึงเวียดนาม ในฐานะบอสใหญ่ของเล็กซ์ซัส คุณแจมดูแลความเรียบร้อยของทริป ขณะเดียวกันก็สนุกไปกับสองข้างทางอันยาวไกล

โครงการผักสวนครัว ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง
ผ่านประเทศไทยไปด้วยวิวที่คุ้นเคย นอกหน้าต่างรถเป็นสีเขียวสลับน้ำตาลไปตลอดเส้นทาง คุณแจมจึงยังตัดสินใจไม่ได้ว่า ไทยเราแห้งแล้งหรืออุดมสมบูรณ์กันแน่ ผ่านไปประเทศลาว สองข้างทางแห้งเป็นสีน้ำตาลตลอด คุณแจมรีบจดโน้ตไว้ในใจ แอบปลื้มหน่อยๆ ว่าไทยเขียวกว่าลาว ที่ไหนได้ทันทีที่ขบวนออฟโรดเข้าเวียดนาม สองข้างทางก็เปลี่ยนปุ๊บกลายเป็นสีเขียวชุ่มฉ่ำ สรุปได้ว่าเวียดนามเขียวที่สุด

ฝนออกจะเยอะ เพราะเป็นหน้ามรสุม สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ต้นไร่ คุณแจมประทับใจว่าบ้านทุกหลังในเวียดนาม ดูเหมือนจะพร้อมใจกันปลูกผัก หน้าบ้านหลังบ้านชาวเมืองต่างกันพื้นที่ไว้ปลูกผักแปลงเล็กแปลงน้อย ดูพร้อมเพรียงและได้ใจ พร้อม ๆ กับได้ใช้ประโยชน์

กินก็ได้ สร้างบรรยากาศก็ดี คุณแจมกลับถึงประเทศไทยพร้อมกับแปลงผักสวนครัวที่ยังอยู่ในใจ ก็พอดี “ศรราม” ยามที่บริษัทเดินเข้ามาขอพบ สายตามาดมั่นบอกความต้องการว่าจะขอพื้นที่ด้านหลังโชว์รูม “ผมขอเอาฟักทองมาปลูกจะได้ไหม” คุณแจมรีบอนุญาต แถมรีบควักเงินให้ไปซื้อเมล็ดพันธุ์อื่นๆ มาด้วย

คุณดาว-สุมนพินทุ์ คุณแจมสนุกใหญ่ ให้พนักงานช่วยกันรื้อแปลงสวนหย่อมที่ด้านหน้าโชว์รูมออก จากนั้นก็ช่วยกันหย่อนเมล็ดพันธุ์พืชสวนครัวหลายชนิด ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ได้กินกันไปหลายรอบ สวนครัวรั้วโชว์รูมแห่งนี้ นอกจากศรรามแล้วก็ยังมีเพื่อนยามอีกคน เข้าใจว่าจะชื่อ “วิลลี่” ที่รับหน้าที่เป็นผู้ดูแล (ยามที่นี่สงสัยจะหล่อเหมือนดาราทุกคน)

“สวนครัวของเล็กซ์ซัสเราทดลองปลูกหลายอย่าง ตั้งแต่พริก คะน้า กวางตุ้ง กะเพรา โหระพา ผักกาดหอม ต้นหอม ต้นผักชี ฟักทอง มะละกอและกล้วย เวิร์กสุดคือผักบุ้ง เพราะไม่กี่วันก็เก็บกินได้ เคยปลูกข้าวโพดแต่มันเหี่ยวไปหน่อย” คุณแจมเล่า ถามว่าลงทุนไปกี่สตางค์ คุณแจมบอกว่าไม่เคยคิด ..ก็คงไม่ได้คิดจริงๆ ขายรถคันหนึ่งราคา 10 กว่าล้านบาท ต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ซองละ 8 บาท จึงเป็นอะไรที่ไม่นับ

แต่ที่นับได้ คือความปลื้มของคุณแจมเอง ที่พนักงานรู้จักคิดและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ทุกคนในบริษัทตื่นเต้นกับแปลงผักแปลงนี้มาก “วันไหนตะไคร้แตกกอสะพรั่ง วันนั้นพวกเราได้กินน้ำตะไคร้กันทั้งบริษัท มันเป็นอะไรที่ปลื้ม ผักผลออกดอกออกใบกินกันไม่ทัน เศรษฐกิจพอเพียงน้องยามก็จัดแจงเอามากำเลย กำขายมัดละ 5-10 บาท เป็นรายได้ของเขา เป็นตัวอย่างสอนทุกคนในบริษัทให้รู้จักคิด รู้จักมอง และรู้จักใช้ประโยชน์ในทุกรายละเอียดของชีวิต” นี่...ไคเซนซะเลย

ขอบคุณข้อมูลจากwww.posttoday.com
huahinhub Thanks

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๒๒ (พระพุทธรูปปางมารวิขัย)





huahinhub อาสานำเสนอเรื่องราวอันเป็นมงคลมาฝากชาวเมืองหัวหินกัน กับ 'พระพุทธรูปปางมารวิชัย' ผลงานชิ้นล่าสุด ของ อาจารย์จักรพันธ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อระดมทุนสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทย

ถ้า พูดถึงศิลปินระดับชาติที่มีผลงานด้านจิตรกรรม ทั้งแบบไทยดั้งเดิม และศิลปะร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์เป็นที่เลื่องลือ หลายคนคงต้องนึกถึง "อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต" ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต และยังเป็นโต้โผสำคัญในการทำนุบำรุงศิลปะและศาสนามาอย่างต่อเนื่อง
hhh
โดยล่าสุดได้ริเริ่มโครงการจัดสร้างพระพุทธรูปบูชาปางมารวิชัย "พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย" เพื่อระดมทุนสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทย


ในฐานะผู้ออกแบบและควบคุมการปั้น-หล่อพระพุทธรูปบูชาปางมารวิชัยในครั้งนี้ "อ.จักรพันธุ์" เล่าว่า ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะมาสร้างพระพุทธรูปองค์เล็กอย่างนี้ แต่ในช่วงปี 2551 ขณะที่กำลังซ้อมหุ่นกระบอกกันอยู่ มีบริษัทแห่งหนึ่งมาสร้างอาคารสูง 32 ชั้นข้างๆมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ทางคณะจิตรกรรมมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงออกหนังสือคัดค้านการก่อสร้าง
hhh
และด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ทุกรูปแบบ ทำให้โครงการสร้างอาคารสูงระงับไป ภายหลังได้เจรจากับเจ้าของที่ดินเพื่อขอที่ดินผืนดังกล่าวมาทำเป็น พิพิธภัณฑ์เล็กๆสำหรับรวบรวมผลงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานด้านจิตรกรรม ต้นฉบับแบบร่างจิตรกรรม ประติมากรรม ต้นฉบับแบบร่างงานจิตรกรรมฝาผนัง พระอุโบสถวัดตรีทศเทพวรวิหาร และพระอุโบสถวัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี ซึ่งเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2533 และ 2547 ตามลำดับ
hhh
จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่แล้วเสร็จ รวมไปถึงศิลปวัตถุประเภทงานหุ่น ทั้งหุ่นโบราณ และหุ่นที่สร้างขึ้นใหม่ ด้วยเหตุนี้ ทำให้ต้องระดมทุนมากเพื่อ สนับสนุนการสร้างพิพิธภัณฑ์


โครงการสร้าง พระพุทธรูปยังได้ "วัลลภิศร์ สดประเสริฐ" รองประธานมูลนิธิฯ เป็นกำลังสำคัญ ทำให้โครงการฯดำเนินไปอย่างราบรื่น...
"ตอนแรกตั้งใจจะสร้างพระพุทธรูปองค์ ใหญ่หน้าตัก 30 นิ้ว เพียงองค์เดียว เพื่อนำมาเล่นในฉากสมเด็จพระนเรศวรในหุ่นกระบอกเรื่อง "ตะเลงพ่าย" หรือไม่ก็หาพระเก่าๆมาเข้าฉาก แต่พอมาปรึกษากับ "อ.จักรพันธุ์" ได้ข้อสรุปว่า น่าจะปั้นองค์ใหม่ดีกว่า
hhh
โดยอาจารย์ได้ออกแบบเป็นศิลปะยุคสุโขทัยตอนปลายผสมอยุธยาตอนต้น จริงๆแล้วพระพุทธรูปบูชาน่าจะมีพื้นฐานจากศิลปะมอญ แต่อาจารย์เห็นว่าเมื่อสร้างแล้วต้องเก็บไว้บูชากราบไหว้ จึงสร้างเป็นศิลปะไทย ใช้เวลาปั้น 1 ปีเต็ม กว่าจะหล่อและติดลายเสร็จใช้เวลาร่วม 2 ปี พอนำมาแสดง คนก็ชมว่าสวย อยากได้ไปบูชา พวกเราจึงใช้คอมพิวเตอร์ย่อแบบจริงให้เล็กลง แต่มีบางส่วนที่ต้องใช้คนแต่งแบบให้สมบูรณ์ จากนั้นก็ส่งไปหล่อทำรุ่นหน้าตัก 5 นิ้ว ส่วนรุ่นหน้าตัก 9 นิ้ว ยังเป็นขี้ผึ้งอยู่ เพราะอาจารย์อยากทำให้ออกมางดงามที่สุด จึงต้องรอกันหน่อย"
hhh
ขณะเดียวกัน "อ.จักรพันธุ์" อธิบายเสริมว่า เมื่อหล่อพระออกมาแล้วแต่ยังไม่มีลาย จึงได้ทำลายพร้อมปิดทอง และประดับคริสตัล โดยได้รับการสนับสนุนจากสวารอฟสกี้


การสร้างพระ พุทธรูปบูชาปางมารวิชัย "พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย" ซึ่งมีความหมายว่า พระพุทธเจ้าผู้ชนะสูงสุดเหนือสงครามมาร ด้วยพระพุทธานุภาพแห่งพระบารมีอันบริสุทธิ์ยิ่ง จะจัดทำเพียงครั้งเดียวคือ
๐ รุ่นหน้าตัก 9 นิ้ว ผิวชุบทองจำนวน 5 พันองค์ (1 องค์ สำหรับเงินบริจาค 59,000 บาท)
๐ รุ่นหน้าตัก 9 นิ้ว เนื้อสำริดจำนวน 1 หมื่นองค์ (1 องค์ สำหรับเงินบริจาค 33,000 บาท)
๐ รุ่นหน้าตัก 5 นิ้ว ผิวชุบทองจำนวน 1 หมื่นองค์ (1 องค์ สำหรับเงินบริจาค 20,000 บาท)
๐ รุ้นหน้าตัก 5 นิ้ว เนื้อสำริดจำนวน 2 หมื่นองค์ (1 องค์ สำหรับเงินบริจาค 10,000 บาท)
โดยพระพุทธรูปทั้งสองขนาดได้ผ่านพิธีพุทธาภิเษกแล้ว เริ่มจัดสร้างตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา คาดว่าจะแล้วเสร็จราวเดือน มี.ค.2554 ผู้มีกำลังศรัทธาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อสั่งจองได้ที่ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต โทร.0-2392-7754 และ 08-7332-5467-8.
hhh
เรื่องดีดีอย่างนี้ สมควรเป็นอย่างยิ่งที่ต้องช่วยกันกระจายข่าวสารให้ได้รับรู้ทั่วกัน อย่างไรก็ตามหาก ผู้ติดตามhuahinhub และชาวเมืองหัวหิน อยากทราบ ความเป็นมาหรือรายะเอียดอื่นๆเกี่ยวกับ อาจารย์จักพันธ์ฯ เพิ่มเติม สามารติดตามได้ใน http://www.chakrabhand.org/ และ Tags สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๕ ใน huahinhub.blogspot.com ^^^ สวัสดี
hhh
ขอบคุณข้อมูลจาก นสพ.ไทยรัฐ
huahinhub Thanks

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๒๑ (ผลไม้..คลายร้อน)



h
มาดูแลสุขภาพร่างกายกันบ้าง..huahinhub อามามาเล่าเรื่อง อาหารการกินเพื่อคลายร้อน แก่ชาวหัวหิน..ที่

ไม่ว่าจะดื่มน้ำชนิดไหนดับกระหาย คงเทียบไม่ได้กับแหล่งรวมวิตามินหลากหลายอย่าง “ผักผลไม้” ที่กินได้กินดี คุณค่าที่หลายคนไม่ควรละเลย
hh
hh
ปีหนึ่งได้สัมผัสลมหนาวกันได้ไม่กี่วัน เพียงข้ามคืน พื้นโลกก็แผ่ไอร้อนระอุจนตัวแทบละลาย แต่จะให้พึ่งเครื่องปรับอากาศอย่างเดียวคงไม่ไหว เพราะวันๆ หนึ่งเราคงไม่ได้ฝังตัวอยู่ในอาคารเท่านั้น เมื่อเราเปลี่ยนโลกไม่ได้ เราก็ควรจะปรับตัว และหัวใจไม่ให้ร้อนไปกว่าอากาศภายนอกจะดีกว่า


เมื่ออากาศร้อนจัด ร่างกายของคนเราต้องสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ การดื่มน้ำเพื่อปรับสมดุลทำให้ร่างกายคลายร้อนขึ้น อาจธรรมดาเกินไปสำหรับหนุ่มสาวยุคไฮเทค

“ผัก
ผลไม้” ที่มีคุณสมบัติในการลดอุณหภูมิความร้อนของร่างกาย จึงเสนอตัวเข้ามาช่วยให้ร่างกายและจิตใจสดชื่น แถมรสชาติหวานฉ่ำชื่นใจ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย และยังมีคุณค่าทางโภชนาการ รวมทั้งสรรพคุณทางยา ช่วยบรรเทาและบำบัดอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้ดี และช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ในระดับหนึ่งหากบริโภคเป็นประจำ ก็ทำให้ผักผลไม้กลายเป็น “ยาวิเศษ”
hhhh
แต่จะเลือกผลไม้เมืองหนาวนำเข้าจากต่างแดน ดูเหมือนพวกเราจะ “ใกล้เกลือ กินด่าง” เพราะภูมิประเทศของไทยนั้นอุดมสมบูรณ์ด้วยดินดี น้ำดี อากาศเหมาะสม ถือเป็น สวนสวรรค์ของผลไม้เมืองร้อนหลากหลายพันธุ์ ที่จะสลับกันออกผลให้ได้รับประทานกันตลอดทั้งปี หาซื้อได้ง่าย และมีราคาถูก


ลองดูสิว่า ฤดูร้อน (มาก) นี้ ผักผลไม้ไทยตัวไหนจะเข้าวิน ซิวแชมป์ “สุดยอดผักผลไม้คลายร้อนแห่งปี”
ดวงจันทร์ เฮงสวัสดิ์ นักวิชาการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โหวตให้ “กล้วย” มาเป็นอันดับแรก เพราะนอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีรสหอมหวาน รับประทานง่าย หาซื้อได้ทั่วไป เพาะปลูกไม่ยาก และออกผลผลิตตลอดปี

แถมยังมีคุณสมบัติเด่น ช่วยให้ปอดชุ่มชื่นและแก้กระหายน้ำได้เป็นอย่างดี และใช้รักษาภาวะความดันโลหิตสูง ลดภาวะความเป็นพิษของร่างกายได้ด้วย

โยกมาฟากพืชสมุนไพรกันบ้าง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “กระเจี๊ยบ” ต้องติดอันดับแน่นอน นอกจากสีแดงชวนดื่มแล้ว มันยังรักษาอาการร้อนในภายในช่องปาก ลดระดับไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิต และเป็นยาระบายอีกด้วย

แต่เมื่อมาดูรายชื่อพืชผักผลไม้ลดดีกรีความร้อนในร่างกายแล้ว เจ้าใบบัวบก ใบสะระแหน่ ขนุน ชมพู่ แตงโม แตงไทย กระท้อน บ๊วย มะนาว มะพร้าว มะม่วง อาจต้องชิดซ้ายหลบไป เพราะหลากหลายชื่อที่เราไม่คุ้น และรสชาติไม่ถูกลิ้น จนหลายคนร้องอี๋ กำลังจะเป็นม้านอกสายตาที่มองข้ามไม่ได้

“กระจับ” หน้าตาคล้ายเขาควาย รสชาติหวานมัน ช่วยคลายร้อน แถมแก้ปวดเมื่อกล้ามเนื้อ ปวดหลัง และแก้พิษจากสุรา

ตามด้วย “มะเฟือง” ผลสีเขียวใสอมเหลือง รสเปรี้ยวอมหวาน เนื้อชุ่มน้ำ มีสรรพคุณ บรรเทาอาการไอ ปวดศีรษะ บรรเทาอาการนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เป็นออปชั่นเสริม

แม้ชื่อจะ“ระกำ” แต่ถ้าได้ลิ้มชิมรสเปรี้ยวจี๊ดติดหวาน ชีวิตก็จะไม่ช้ำชอกอีกต่อไป เพราะมันบรรเทาอาการกระหายน้ำ และสกัดไข้หวัดได้ชะงักงัน

ส่วน “มะขามป้อม” ผลสีเขียวอ่อน รสฝาดอมหวาน บรรเทาอาการกระหายน้ำทำให้ชุ่มคอ และเป็นยาแก้ไอ ละลายเสมหะ

นอกจากจะสามารถรับประทานทั้งผลสดแล้ว นักดื่มหัวครีเอทมักนำมาผสมน้ำแข็งเป็นน้ำปั่น ซึ่ง www.pha.narak.com ขอแนะนำสูตร “น้ำผักปั่น” ไว้ให้สาวกสมูทตี้ลิ้มลองกัน

เริ่มด้วยการตระเตรียมส่วนผสมและล้างให้สะอาด แล้วแช่ผักในน้ำส้มสายชูผสมน้ำ (1 ช้อนตวงต่อ น้ำ 1 ลิตร) แล้วนำมาล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง เพื่อให้สารพิษตากค้างในผักให้หมดไป

จัดทัพผักกาดหอม 2 ใบ ช่วยทำให้กล้ามเนื้อ กระดูกเส้นเอ็น และปอดแข็งแรง ตามด้วย คื่นฉ่ายสองก้านรวมใบ ช่วยในการหมุนเวียนเลือด และหลอดเลือดแข็งแรง และ มะเขือเทศลูกใหญ่ 1 ลูก ทำให้เม็ดเลือดดี กับ หอมใหญ่ 1/4 ลูก เพื่อให้หัวใจแข็งแรง ตามด้วย น้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงานรวม เพิ่มน้ำมะนาว 1 ลูก ช่วยฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน และแอ๊ปเปิ้ล 1/2 ลูก รวมทั้งน้ำเปล่าหรือน้ำแร่ 2-4 แก้ว

ต่อจากนั้นก็ลงมือเอาทุกอย่างมาปั่นรวมกันดื่มภายในครึ่งชั่วโมง เพื่อให้สารอาหารอยู่ครบ ดื่มเป็นประจำก่อนอาหารเช้าและก่อนนอน แล้วร่างกายจะสดชื่น จิตใจแจ่มใส คลายร้อน แถมคลายเครียดด้วย

ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพร่างกายกันนะชาวเมืองหัวหิน ที่รัก... สวัสดี

ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub Thanks

5.04.2552

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๒๐ (บางกอก..กล๊วย..กล้วย)





hh
huahinhub เก็บเรื่องราวดีดีมาฝากชาวหัวหิน อีกครั้ง
เรื่องมีอยู่ว่า...

จากเหตุการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมือง ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ล้วนต่างทำให้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสยามเมืองยิ้ม เมืองที่อุดมไปด้วยภูมิปัญญาทางศิลปวัฒนธรรม ลดน้อยถดถอยลงไปจนกู่ไม่กลับ
hhhhh
และกลายเป็นวิกฤติชาติที่ทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกันสร้างความดีงาม เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ที่สร้างรอยยิ้มให้แก่ประชาชนและคนทั่วโลกอีกครั้ง
hhhh
เพื่อให้จุดมุ่งหมายในข้างต้นเป็นจริง กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ขออาสาเป็นหน่วยงานแรกใช้มรดกภูมิปัญญาของคนไทยจัดโปรเจ็กต์ยักษ์ เนรมิตถนนย่านการค้ากลางกรุงเทพมหานคร ให้เป็นถนนสายวัฒนธรรมครั้งแรกของประเทศ ในชื่อ
hhhh
"บางกอก...กล๊วย...กล้วย!!" หรือ Bangkok...Bananas!! เพื่อปลุกสำนึกให้เยาวชนและประชาชนทั่วประเทศ รู้ถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรมไทย และนำสิ่งดีๆ เหล่านั้นมาใช้ในการพัฒนาภาพลักษณ์ประเทศ เพื่อให้ไทยพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้ด้วยดี
hhh
โดยมีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการ วธ. ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัด วธ. นายอารักษ์ สังหิตกุล ผอ.สศร. ตัวแทนจากภัทราวดีเธียเตอร์ มูลนิธิหนังไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.กรุงเทพ Fat Radio ฯลฯ และเหล่าศิลปินหลากแขนง เข้าร่วมกว่าร้อยคน
hhh
รมว.วธ.กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ทาง วธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยปรับภาพลักษณ์ของประเทศ จึงได้ผลักดันโครงการเทศกาลศิลปวัฒนธรรมดังกล่าวขึ้น และหอบเอาศิลปะร่วมสมัยทุกสาขา อาทิ ดนตรี ภาพยนตร์ ประติมากรรม การแสดงพื้นบ้าน ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากวัฒนธรรมพื้นฐานของคนไทย นำมาพัฒนาและถ่ายทอดผ่านศิลปินชื่อดัง สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศให้ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก โดยได้ใช้เวลาจัดเตรียมงานที่ใช้การสำรวจวิจัยมากกว่า 3 ปี จึงเชื้อเชิญศิลปินเข้าร่วม
hhh
ความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมยังไม่หมดเพียงเท่านี้ อารักษ์ ผอ.สศร.ชี้แจงว่า ปัจจุบันพัฒนาการด้านศิลปะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพราะต้นทุนทางศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ ฯลฯ สามารถสร้างคุณค่า สร้างความเชื่อถือ และเสริมสร้างความเข้าใจถึงตัวตนอันดีของคนในประเทศและสื่อสารไปยังต่างประเทศได้
hhh
"ศิลปวัฒนธรรมของไทยนั้นมีพัฒนาการจากอดีตสู่ยุคปัจจุบัน และยังคงความดีงามไว้จนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งวัฒนธรรมของเรายังสอดประสานพัฒนา ร่วมไปกับวัฒนธรรมของโลกได้อย่างงดงาม จุดเริ่มต้นจึงอยากให้ กทม.เป็นศูนย์กลางที่ชักพาให้คนใช้ศิลปะกล่อมใจให้อ่อนโยน และกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรม ที่จะเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแรงขึ้นภายในอนาคตต่อไป ซึ่งงานเทศกาลศิลปะการแสดงร่วมสมัยบางกอก...กล๊วย...กล้วย!! จะจัดขึ้นทุกปีนับต่อจากนี้"
h
h
เหตุที่ต้องเป็น กล๊วย...กล้วย!! ในงานมีคำชี้แจงให้ดังนี้
กล้วยเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคย และมักเป็นคำที่ใช้เปรียบเทียบกับเรื่องที่ง่ายๆ อย่างเรื่องกล้วย กล้วย ก็คือเรื่องง่ายๆ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าศิลปะก็เป็นเรื่องง่ายๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกๆ ที่ ขณะเดียวกันคำว่า "Bananas" ก็ให้ความหมายว่าสนุกสนาน รื่นเริง ความหมายของคำนี้จึงพ้องกันเป็นอย่างดีกับ Bangkok และกลายเป็น Bangkok Bananas!! ในที่สุด ดังนั้นแล้วความสนุกที่จะเกิดขึ้นนับต่อจากนี้ จะเป็นการนำมิติด้านศิลปวัฒนธรรมมาผสมผสาน สร้างความสนุกสนานตลอดพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงงานประติมากรรม โดย อนุทิน วงศ์สรรคกร จักรพันธ์ วิลาสินีกุลรศ ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ฯลฯ และกลุ่มซูเปอร์นอร์มอล

ด้านกิจกรรมการแสดงเน้นการแสดงในระดับมืออาชีพ ทั้งกิจกรรมดนตรีและศิลปะการแสดงท้องถิ่น เช่น การแสดงชุด Eclipse สุริยุปราคาและพจมาร โดยภัทราวดีเธียเตอร์ หุ่นละครเล็กโจหลุยส์ การแสดงลามะกะ (ลามก) โดยวรรณศักดิ์ ศิริหล้า ฯลฯ กิจกรรมด้านดนตรี อาทิ วงกอไผ่ วงบางกอกไซโลโฟน วงขุนอินออฟเดอะบีท วงฟองน้ำ และกลุ่มวัยรุ่นอย่างแทททูคัลเลอร์ ส่วนกิจกรรมภาพยนตร์ ร่วมมือกับสมาคมสมาพันธภาพยนตร์ และหอภาพยนตร์ นำกิจกรรมที่น่าสนใจและหาดูได้ยาก อาทิ หนังกระโปรง หนังกระโจม การประชันหนังขายยา 2 จอ หนังกลางแปลง หนังเงียบประกอบดนตรี และหนังพากย์สด รวมถึงเวทีสำหรับการแสดงของมือสมัครเล่น ทั้งหนังสือทำมือ การเสวนา การประกวดออกแบบเครื่องประดับ และการประกวดภาพถ่าย มาให้เยาวชนและคนทุกวัยเข้าร่วมกิจกรรม
hhh
เทศกาลศิลปวัฒนธรรรม บางกอก...กล๊วย...กล้วย จะจัดขึ้นในวันที่ 30 เม.ย.-10 พ.ค.2552 ในถนนสายวัฒนธรรมกลางกรุง เริ่มจากหอศิลปวัฒนธรรม กทม. สยามดิสคัฟเวอรี่ สยามพารากอน ไปจนถึงเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเทศกาลศิลปะอันยิ่งใหญ่แสนสนุกสนาน ใน 11 วันต่อจากนี้ด้วยตัวคุณเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สศร. โทร.0-2422-8823 หรือ www.bangkok-bananas.blogspot.com, www.ocac.go.th

hhh
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://www.bangkokbananas.blogspot.com/
นับเป็นเรื่องดีที่คนไทยจะได้สยามเมืองยิ้มกลับคืนมา หลังจากบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเลือนหายไป ด้วยสาเหตุแห่งความไม่เข้าใจ และการแบ่งแยกทางความคิดอย่างไร้เหตุผล.

นายอารักษ์ สังหิตกุล ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ในปัจจุบันประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตมากมาย อาทิ ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไม่สู้ดีนัก สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงผลักดันโครงการ เทศกาลศิลปวัฒนธรรม “บางกอก...กล๊วย...กล้วย!!” ถนนสายวัฒนธรรมครั้งแรกในประเทศไทย โดยจะรวมเอาศิลปะร่วมสมัยทุกสาขา ดนตรี ภาพยนตร์ ประติมากรรม การแสดงพื้นบ้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากวัฒนธรรมพื้นฐานของคนไทย มาพัฒนาและถ่ายทอดผ่านศิลปินชื่อดัง เพื่อปลุกฝังให้คนไทย รู้ถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรมไทย แล้วนำวัฒนธรรม มาสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศ ให้ประจักษ์ต่อชาวโลก


เทศกาลศิลปวัฒนธรรม “บางกอก...กล๊วย...กล้วย!!”(Bangkok…Bananas!!) จะจัดขึ้นในวันที่ ๓๐ เมษายน- ๑๐ พฤษภาคม กลางกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเสมือนถนนสายวัฒนธรรม เริ่มตั้งแต่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ สยามพารากอน สยามดิสคัฟเวอร์รี่ ไปจนถึงหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งตลอดเส้นทางจะเต็มไปด้วยงานด้านศิลปวัฒนธรรม ทั้งศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน จนถึงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) โทร 02-4228823 081-8590443 www.ocac.go.th
hhh

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bangkokbananas.blogspot.com
huahinhub hanks

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๒๓ (ขายเพลงแถม Know-how)



หลายหลากไอเดียเพื่อการทำมาหากิน....ยังมีอีกมาก อย่างที่ huahinhub นำมาฝากชาวหัวหินกันนี้ เป็นเรื่องของการใช้ความรู้ความสนใจส่วนตัว ประกอบกับการทำมาค้าขาย..ที่สามารถเพิ่มยอดขายและลูกค้าประจำ ได้ดีมากอีกไอเดียนึงที่เดียว เป็นอย่างไร ไปติดตามกัน.........


หลายคนเชื่อว่า ยุคดิจิตัลทำให้ธุรกิจเพลงอยู่ในภาวะตกต่ำลง เมื่อยอดขายสินค้าของสื่อผลิตซ้ำอย่าง "ซีดีเพลง" ลดลงอย่างน่าใจหาย
แต่บางคนเชื่อว่า การฟังเพลงไม่มีวันตายจากมนุษยชาติ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เพลงในรูปแบบของไฟล์ดิจิตัลที่ได้มาง่ายๆ จากการดาวน์โหลดย่อมไร้ค่า เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่นเพลงที่จับต้องได้ (physical) และมีคุณค่าในความรู้สึกของนักสะสม (Collector)

ทุกวันนี้ แม้ธุรกิจร้านค้าซีดีในต่างประเทศยังดำเนินต่อไปได้ ด้วยวัฒนธรรมการฟังเพลงที่เหนียวแน่นและมีรากฐาน แต่ดูเหมือนว่าร้านค้าซีดีเพลงในบ้านเรามีสภาพไม่ต่างจากซากศพเดินได้เท่าใดนัก แม้กระทั่งผู้นำตลาดรายใหญ่อย่าง "บีทูเอส" ยังหาสินค้าเพลงดีๆ ได้ยากเย็นเต็มที เพราะไม่ลงทุนด้านสต็อกสินค้าให้มีความหลากหลาย เพื่อเป็นบริการแก่ผู้บริโภค

นั่นพลอยทำให้ร้านในลักษณะ "ซีดีมือสอง" โดดเด่นขึ้นมาอย่างทันควัน ยิ่งเมื่อเจ้าของร้านออกมาทำหน้าที่ให้บริการลูกค้าด้วยตัวเอง อย่าง ประพัฒน์ จึงรักเสรีชัย อดีตนักข่าวสายดนตรีของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ซึ่งแม้จะมีสไตล์ในการทำธุรกิจแบบ "ศิลปิน" คือยึดเอาความพอใจของตัวเองเป็นใหญ่ โดยเฉพาะ "ช่วงเวลาให้บริการ" แต่ร้าน JAMZ ของเขา ก็เปรียบเสมือน "โอเอซิสกลางทะเลทราย" สำหรับคอดนตรีจำนวนไม่น้อย ที่นอกจากได้อัลบั้มเพลงหาฟังยากแล้ว ยังแถมด้วยความรู้จากคนขายอีกด้วย

"นอกเหนือจากขายซีดีมือสอง ผมขายโนว์ฮาวด้วย คือความรู้เฉพาะ เกี่ยวกับดนตรี ตัวอย่างเชิงรูปธรรมง่ายๆ เมื่อเดินเข้ามาในร้าน คุณอาจรู้สึกว่า ...ทำไมป้ายบอกแนวดนตรีเยอะจัง อย่างเช่นที่อื่นอาจจะไม่มีแนวอิเล็กทรอนิกา แต่ผมมีอิเล็กทรอนิกา หรือในเพลงคลาสสิก ผมแยกไปตามชื่อคอมโพสเซอร์ เรียงจาก A ถึง Z อาจจะไม่มีครบทุกคน แต่อย่างน้อยก็มี giant อย่างน้อยระดับยักษ์ใหญ่ของนักแต่งเพลงในโลกดนตรีคลาสสิก มีอยู่ยี่สิบคน"

"ด้านแนวเพลงแจ๊ส ก็แยกเป็นคีย์บอร์ด สตริง ที่ใช้สตริงเพราะมีทั้งกีตาร์ ไวโอลิน บางทีมีแบนโจ อย่าง เบลา เฟล็ค รวมถึงการแบ่งเป็นแบนด์ เป็นโวคอล นี่คือตัวอย่างง่ายๆ " ประพัฒน์ บอกกล่าวถึงความแตกต่าง เจ้าของร้าน JAMZ เล่าว่า ไอเดียในการทำร้าน เป็นเช่นเดียวกับหลายๆ อาขีพ มาจากความรัก คือความรักในเสียงดนตรี

"จากนั้นคือโอกาส ผมเริ่มต้นจากวิกฤติเศรษฐกิจหลังค่าเงินบาทลอยตัว ผมเปิดท้ายขายของ เมื่อเราเอาเทปซีดีส่วนตัวไปขาย ขายไปขายมา เราพบว่ามีของมีสินค้าในตลาดมากมาย ก็เริ่มจากการซื้อของเหล่านั้นมาขายอีกครั้ง อาศัยที่มีความรู้ว่างานชิ้นไหนมีค่า พอทำมาได้สักระยะหนึ่ง ก็เห็นช่องทางในการเปิดร้าน"
แต่ธุรกิจเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าใครสนใจจะกระโดดลงมาทำได้ทันที เพราะมี "ความลับ" ที่ต้องค่อยๆ เรียนรู้เป็นลำดับเสียก่อน


"หัวใจสำคัญของการทำธุกิจ used cd อยู่ตรงคุณจะหาของอย่างไร ส่วนแรก แผ่นมาจากลูกค้า มีคนนำมาขาย หรือฝากขาย ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมความถี่ได้ จากนั้นเราต้องเดินตลาด ซึ่งเป็นความลับพอสมควร เปรียบเหมือนหนองน้ำ คุณไปเดินตามเปิดท้ายขายของ ก็ไม่ใช่แหล่งใหญ่ เพราะสินค้าลงมาไม่ได้เยอะ อีกส่วนหนึ่งคือช่องทางหาสินค้าอื่นๆ โนวฮาวใครโนวฮาวมัน เช่น มาจากสินค้าค้างสต็อกของค่ายเพลง ร้านที่เลิกกิจการ หรือจากการสั่งสินค้าผ่านเว็บ หรือฝากคนไปหิ้วมาจากต่างประเทศ"

"เมื่อผมเริ่มสนิทกับลูกค้า ก็จะมีคำถามมาว่า เป็นของขโมยมารึเปล่า ขอยืนยันว่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่า ที่เราทำ เราต้องการขายสินค้าลิขสิทธิ์เท่านั้น นั่นหมายความว่าเราไม่ยุ่งกับของโจรด้วย"
ประพัฒน์ อธิบายว่า ธุรกิจร้าน
ซีดีมือสองเป็นธุรกิจที่แปลก เพราะแวดวงของคนขายสินค้าลักษณะนี้ตั้งแต่ระดับแบกะดิน หรือขายตามตลาดนัด จนถึงลงทุนเปิดเป็นร้านค้าขึ้นมา ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็น "เพื่อนร่วมค้า" มากกว่า

"ในร้านผม ตอนนี้มี 2,500 แผ่น ผมว่าน่าจะเป็นร้านยูสด์ที่ใหญ่ที่สุดแล้ว รายอื่นก็เล็กกว่านี้ คงไม่เกิน 1 พันแผ่น บางรายมาซื้อผมด้วยซ้ำ นี่พูดในเชิงข้อเท็จจริง ไม่ได้คุย ผมมองว่าพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมอาชีพ บางทีแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น ไปตลาดนัดนี้หรือยัง มีของแบบนี้ ไม่ตรงกับแนวของเขา แต่ตรงกับตลาดของผม ลองไปดูสิ อย่างนี้เป็นต้น"

สำหรับร้าน JAMZ ประพัฒน์ อธิบายว่าที่นี่จะเน้นแนวแจ๊สกับคลาสสิกเป็นหลัก เพราะในพื้นที่โดยรวม เป็น office building จึงเป็นตลาดของผู้ใหญ่ แนวเพลงที่ได้รับความนิยมถัดมา คือ ป๊อป และ ร็อค แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ยังให้ความสนใจกับแนวดนตรีเล็กๆ น้อยๆ ที่ร้านอื่นไม่ได้เน้น เช่น อิเล็กทรอนิกา เวิลด์มิวสิค เป็นต้น รวมถึงอัลบั้มหายากที่ไม่ได้ผลิต Out of Print ซึ่งกลายเป็นของมือค่าสำหรับนักสะสม

"เราไม่ได้สนใจเพียงอัลบั้มหายาก แต่ยังรวมไปถึงแหล่งผลิตหายากด้วย หลายคนอาจไม่รูว่า ตลาดเพลงเป็นตลาดที่มีรายละเอียดมาก เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดแผ่นหนัง ตลาดแผ่นเพลงละเอียดกว่า ความหลากหลายของ category เราต้องดูแลมากกว่า"

"อย่างที่รู้กันในวงการว่า แหล่งผลิตซีดีที่ดีที่สุด คือญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้คุณภาพเสียงดีที่สุด อันนี้เป็นที่ยอมรับ บางแผ่นมีคุณภาพเทียบเท่า audiophile ได้สบาย เพราะฉะนั้น ที่นี่จึงมีแผ่นอเมริกาหรือแผ่นญี่ปุ่นขาย ซึ่งปกติเขาจะประมูลกันทางอินเตอร์เน็ต ดังนั้น คนที่ไม่เข้าใจ อาจจะแปลกใจว่าทำไมอัลบั้มเดียวกัน แผ่นญี่ปุ่นหรืออเมริกา จึงมีราคาสูงมากกว่า แหล่งผลิตจากยุโรป หรือไทย เพราะซัพพลายน้อยแต่ดีมานด์มาก"

"ยกตัวอย่างเช่น ไมเคิล แจ็คสัน ปัจจัยที่หนึ่งคือแหล่งผลิต อย่างที่บอก ชุด Thriller ถ้าเป็นแผ่นยุโรป ส่วนมากผลิตจากออสเตรีย ซึ่งเสียงก็ใช้ได้แล้ว แต่บังเอิญที่ร้านมีแผ่นอเมริกา ก็จะวางขายห่างกัน 50 บาท เพราะแหล่งผลิตเป็นตัวกำหนด ส่วนญี่ป่นจะแพงขึ้นไปอีก 50 บาท"

นักค้าซีดีมือสองคนเดียวกัน วิเคราะห์แนวโน้มของตลาดให้ฟังว่า ปัจจุบันมีความสนใจหนึ่งซึ่งจริงๆ แล้ว มีอยู่ในวงจำกัด แต่เป็นวงจำกัดที่มีกำลังซื้อ ซึ่งมาจากกระแสที่คนหันกลับมาเล่นแผ่นซีดียุคแรก ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะพวก Early Issue Edition ที่กลับมาได้รับความนิยม และค่อยๆ ขยายตัว

"ถ้าจำไม่ผิด แผ่นซีดีเกิดขึ้นครั้งแรกราว ปี 1982-83 คือทั้งทศวรรษ 80s จนมาถึงก่อนปี 1995 ถ้าคนที่ฟังดีๆ จะพบว่าคุณภาพเสียงดี หนากว่า และเสียงนุ่ม คือใกล้กับความเป็นแอนาล็อก จนเกิดกระแสคนกลับไปเล่นแผ่นก่อนปี 95" เมื่อถามถึงแผ่นซีดีราคาสูง ประพัฒน์ระบุว่า แผ่นเพลงแจ๊สมีราคาดีกว่าเพื่อน

"เหตุที่แจ๊สราคาสูง ไม่ใช่ผมเป็นผู้กำหนด แต่ตลาดเป็นผู้กำหนด เพราะแจ๊สเมืองไทยหายาก โดยเฉพาะพวกค่ายซาวอย อเมริกาดีแน่นอน แต่ญี่ปุ่นนี่สุดยอด บางครั้งราคาอาจถึง 600 บาท แต่ซื้อมือสองที่นี่ก็ยังดีกว่าซื้อที่ญี่ปุ่นอยู่ดี" แต่ที่สูงกว่านั้น คือแผ่นเพลงไทยที่ผลิตในต่างประเทศ

"ตั้งแต่ขายมา แผ่นราคาสูงสุด คือเพลงไทย แต่ต้องเป็น early issue และผลิตในต่างประเทศ คือในระยะนั้น ไทยยังไม่มีเครื่องปั๊มซีดี และปัจจุบันไม่มีการผลิตแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมแพง เป็นที่รู้กันว่า ปานศักด์ (รังสิพราหมกุล) มีราคาหนึ่งหมื่นบาทในสภาพดี ผมเองเคยขาย Grand XO ที่ราคาสี่พันบาท นั่นคือราคาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ปัจจุบันน่าจะหกพันบาท ทั้งที่รับซื้อมาในราคาไม่สูง"


ความแตกต่างจากร้านซีดีมือหนึ่ง ประกอบด้วย
ราคาประหยัดกว่า "ร้าน used cd บางร้านสภาพไม่ดี แต่เขาขายถูก หลักร้อยกว่าบาท แต่ที่ร้านนี้ ราคามาตรฐานอยู่ที่สามร้อยบาท แต่สภาพเทียบเท่าซีดีมือหนึ่ง "

"ข้อสอง หน้าที่ของร้านซีดีมือสองเป็นทางเลือกให้ตลาดนักฟังในเมืองไทย ผมขอยืนยันว่า ทุกวันนี้ร้านมือหนึ่งมีปัญหาในเรื่องความหลากหลาย ผมไม่นับพวก new arrival พวกซีดีออกใหม่ แต่ในกลุ่ม back catalogue มันชัดเจนว่าร้านมือหนึ่งมีปัญหาอย่างมาก

และนี่คือข้อดีของร้านซีดีมือสอง คือเรามีซีดีค่อนข้างหายากจนถึงหายากมาก หรือแม้กระทั่งแผ่นทั่วไป เปรียบเทียบราคากับสภาพแล้ว ร้านยูสด์ก็น่าสนใจกว่า"

ความสุขของ ประพัฒน์ ในการดำเนินธุรกิจร้านซีดีมือสอง ไม่ได้อยู่ที่การขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การให้บริการให้คำปรึกษาด้านดนตรี บ่อยครั้งที่เขาต้องดูแลลูกค้าจากเอเยนซีโฆษณา ที่ต้องการเพลงไปใช้งาน หรือบรรดาออร์แกไนเซอร์ทั้งหลายที่มาหาเพลงเท่ๆ ไปเปิดในงานอีเวนท์ หรืองานแต่งงาน เป็นต้น

"ผมเชื่อว่า เราทุกคน ถึงจะเป็นผู้ใหญ่ขนาดไหน แต่เราก็ยังมีความเป็นเด็ก ความสุขของผม มี 2 ช่วง คือ pre-sale และ post-sale มาจากก่อนที่จะเอาสินค้าเข้าร้าน ไปตลาด เจอแผ่นที่อยากได้มานาน ถึงผมจะเป็นคนขาย แต่ก็ยังมีกิเลสอยู่ เช่นแผ่นหายากมากๆ หรือไปเจอแผ่นหายาก แล้วสามารถหามาให้ลูกค้าที่รอคอยมานาน นั่นก็ทำให้มีความสุขเช่นกัน ตอนไปหาของ จึงเหมือนเราไปหาสมบัติ พอเจอของก็เหมือนเราเจอสมบัติ มีค่ามากบ้างน้อยบ้างแตกตางกันไป"

"ความสุขที่สอง คือตอนรับเงิน แต่ความสุขอย่างหลัง ลดน้อยลงพอสมควรในระยะนี้... " เจ้าตัวถือโอกาสเว้นวรรค ด้วยการไม่พูดถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่เป็นเงาทะมึนอยู่ในเวลานี้.
บริการเรื่องเพลงไม่จำกัด

อาชีพ : ธุรกิจค้าปลีกซีดีเพลงมือสอง
ที่เลที่ตั้ง : ร้าน JAMZ ชั้น 2 พหลโยธินเพลส
เวลาทำการ : จันทร์-ศุกร์ เวลา 16.00-20.00 น. ก่อนไปควรโทร.สอบถามเวลาเปิดเสียก่อน โทร.02-6191037
รายได้ : กำไรสุทธิราว 20 เปอร์เซนต์หลังหักค่าเช่าและค่าใช้จ่ายในร้าน = พออยู่ได้
คำแนะนำสำหรับผู้สนใจ : ต้องมีความรู้เรื่องเพลงพอสมควร นอกจากนี้ เพลงบางแนวเหมือนแฟชั่น จะมียุคสมัยของมัน เวลาผ่านไป 5-6 ปี ตัวที่เคยได้รับความนิยม อาจจะไม่ได้รับความนิยม ทำให้เกิด dead stock ขึ้นได้ผลกระทบจาก Digital Download : อยู่ในธุรกิจมา 11 ปี ยืนยันว่าไม่กระทบมาก เพราะซีดีมือสองเป็นตลาดของนักสะสม

ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub Thanks

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๙ (บ้านของเรา-บ้านเดียวกัน)



huahinhub เก็บไอเดียเด็ด เพื่อสร้างสรรค์สังคมเมือง (ใหญ่) มาฝากชาวหัวหินกัน อีกครั้ง
ก็คิดไม่ถึงเหมือนกันนะ ว่า...วันหนึ่งเรื่องอย่างนี้ จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ ในสังคมเมืองปัจจุบัน..ไปติดตามกัน.....


ไม่ต้องแต่งงานกัน ไม่ต้องมีสตางค์เยอะ... แค่เป็นเพื่อนกัน มีแนวคิดใกล้เคียงกัน ใครๆ ก็สามารถมีบ้านอยู่ด้วยกันได้ ในรูปแบบที่เรียกว่า ชุมชน 'Cohousing' Cohousing

หมายถึง ชุมชนที่ตั้งใจอยู่ด้วยกัน ซึ่งสมาชิกในชุมชนต่างก็มีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบชุมชน การจัดการภายในชุมชน เพื่อที่จะอาศัยอยู่บนพื้นที่เดียวกันหรือแม้แต่ในบ้านหลังเดียวกัน โดยที่สมาชิกแต่ละคนต่างยังคงกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ของตัวเอง เพียงแต่ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของชุมชนร่วมกัน ภายใต้ความสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัยของตนเอง และการอยู่ร่วมกันกับเพื่อนบ้านในชุมชนเดียวกัน

การอยู่ด้วยกันนี้ยังเกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจากการลดพื้นที่ อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถใช้ร่วมกันได้ ตลอดจนลดการบริโภคที่ต่างคนต่างบริโภคลง ด้วยการอยู่ร่วมกันส่งผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็งตั้งแต่หน่วยเล็กไปจนถึงหน่วยใหญ่อย่างสังคม

'สถาบันอาศรมศิลป์' สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรในเครือโรงเรียนรุ่งอรุณจึงได้นำเสนอแนวคิดของ 'โครงการบ้านเดียวกัน (ชุมชน Cohousing)' โดยมุ่งสร้างชุมชนตัวอย่างเพื่อเป็นทางเลือกของการสร้างที่อยู่อาศัยทั้งในรูปแบบของกลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อนฝูง ตลอดจนกลุ่มผู้สนใจที่จะสร้างชุมชนที่อยู่ร่วมกันแบบพึ่งพา

"เราเริ่มต้นมาจากทำยังไงให้พวกเราเข้าใจ โปรเจ็ค Cohousing ได้ดี ก็เลยให้แต่ละคนทำโปรเจ็คของตัวเองขึ้นมา ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดเล็กถึงใหญ่ สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยที่มีต้นทุนด้านนี้อยู่แล้ว คือ ต้นทุนความเป็นเพื่อน ต้นทุนของครอบครัวขยาย เราจึงทำโปรเจ็คนี้เพื่อให้คนได้เรียนรู้การอยู่ด้วยกันเป็นชุมชนและเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้กับสังคมไทยต่อไป" ธีรพล นิยม ผู้อำนวยการอาศรมสถาปนิกเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์เล่าถึงที่มาของโครงการอันประกอบไปด้วยโครงการนำร่อง อาทิ บ้านปลูกรัก บ้านตระกูลตั้ง บ้านสานสติ ฯลฯ ซึ่งกำลังจะเปิดตัวในสถาปนิก' 52 นี้

ส่วนภาพรวมที่ผ่านมาในเมืองไทย วิรัช เตรียมพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการโครงการชุมชน สถาบันอาศรมศิลป์ ได้อธิบายว่า พื้นฐานสังคมไทยเป็นการอยู่อาศัยร่วมกันเป็นชุมชนอยู่แล้ว โดยเฉพาะในชนบทที่ยังคงรักษาการอยู่รวมกันไว้ได้ แต่ในเมืองที่มีสภาพสังคมเปลี่ยนไป การอยู่ร่วมกันจึงลดน้อยลงไป จนกระทั่งได้มีการนำแนวคิดนี้มาใช้เพื่อรื้อฟื้นการอยู่ร่วมกันขึ้นมาใหม่

ในเมืองไทยเคยมีรูปแบบ Cohousing ประมาณ 30 กว่าปีก่อน อันเป็นแนวคิดในการทำบ้านแบบร่วมใจสร้าง ออกแรงสร้างด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นชุมชนสำหรับคนรายได้น้อย ต่อมาจึงได้มีโครงการบ้านเทนของกลุ่มสถาปนิก Case ซึ่งเป็นโครงการบ้านสำหรับคนชั้นกลาง และตามมาด้วยโครงการบ้านเดียวกันของทางสถาบันที่เปิดรับบุคคลภายนอกที่สนใจอยากมีชุมชนอยู่ร่วมกันได้เข้ามาพูดคุยและดำเนินงานให้เกิดขึ้น ในระยะแรกนี้ทางโครงการคาดหวังว่าจะคัดกรองกลุ่มขึ้นมา 4 กลุ่ม แล้วจึงดำเนินงานต่อไป นอกเหนือไปจากโครงการนำร่องที่กำลังดำเนินงานอยู่นี้



ขั้นตอนในการดำเนินงานสำหรับผู้ที่สนใจอยากมีบ้านอยู่กับเพื่อนหรือครอบครัว
แค่มีกันไม่กี่คน ก็สามารถเข้ามาพูดคุยกับทางโครงการได้ โดยทางอาศรมศิลป์จะช่วยเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่หาแหล่งเงินทุน หาที่ทาง ออกแบบ จนกระทั่งพัฒนารูปแบบการอยู่ด้วยกันเป็นชุมชนขึ้นมา ทั้งนี้คิดค่าจ่ายในด้านการจัดการและการออกแบบ โดยไม่หวังผลกำไร เพราะเน้นการศึกษาและสร้างองค์ความรู้ในด้าน Cohousing เป็นหลัก หลังจากจบโครงการจึงจะมีการเข้าไปทำวิจัยและเก็บข้อมูลอีกครั้ง เพื่อให้ทราบว่าผลที่ตามมาหลังจากอยู่ด้วยกันแล้วเป็นอย่างไรบ้าง....ไม่ต้องมีเงินถุงเงินถังหรือรอจนแก่ เพียงแค่มีแนวคิดในการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน บ้านในฝันก็เป็นจริงได้...ไม่ยากอย่างที่คิด


บ้านในโครงการ 'บ้านเดียวกัน'
กลุ่ม 'โฮมเฮา' มีสมาชิกชายหนุ่มโสด 5 คน อายุตั้งแต่ 26 - 30 ปี อาชีพสถาปนิก มีกำลังผ่อนร่วมกัน 42,000 บาทต่อเดือนที่ดินขนาด 88 ตร.วา พื้นที่ใช้สอยของบ้าน 250 ตร.ม. รวมค่าบ้านและที่ดิน 4.8364 ล้านบาท ผ่อน 20 ปี ผ่อนตามกำลังของแต่ละคนเดือนละ 5,000-10,000 บาท

กลุ่ม 'บ้านสานสติ' มีสมาชิก ชายหญิง 6 คน 4 ครอบครัว อายุตั้งแต่ 31 -41 ปี มีกำลังผ่อนรวมกัน 30,400 บาทต่อเดือน ที่ดินขนาด 65 ตร.วา พื้นที่ใช้สอยของบ้าน 160 ตร.ม. รวมค่าบ้านและที่ดิน 3.25 ล้านบาท ผ่อน 20 ปี ผ่อนตามกำลังของแต่ละคนเดือนละ 4,000-12,000 บาท

กลุ่ม 'บ้านร่วมครัว' มีสมาชิกครอบครัว 2 ครอบครัว และสาวโสด 4 คน รวมสมาชิก 10 คน อายุตั้งแต่ 30- 58ปี มีกำลังผ่อนรวมกัน 52,000 บาทต่อเดือน ที่ดินขนาด 109 ตร.วา พื้นที่ใช้สอยของบ้าน 360 ตร.ม. รวมค่าบ้านและที่ดิน 6.642 ล้านบาท ผ่อน 20 ปี ผ่อนตามกำลังของแต่ละคนเดือนละ 5,000-12,000 บาท

กลุ่ม 'บ้านตระกูลตั้ง' เป็นครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนครอบครัวใหญ่ มีสมาชิก 7 ครอบครัว 27 คน มีอาม่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของตระกูล และลูกๆมีความต้องการที่จะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งในช่วงวัยเกษียณอายุ จึงมีความคิดที่จะสร้างบ้านที่เป็นมรดกของตระกูลที่จะรวมพี่น้องมาอยู่ร่วมกัน โดยปลูกผักปลอดสารพิษร่วมกันพร้อมกับเปิดธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก Chinese Health Hotelให้มีรายได้พอเพียงบนที่ดินของตระกูลขนาด 1,500 ตร.วา (มีอยู่แล้ว) พื้นที่ใช้สอยของอาคาร 1,500 ตร.ม. งบก่อสร้างทั้งหมด 22.5 ล้านบาท
บ้านปลูกรัก

กลุ่ม 'บ้านปลูกรัก' ความต้องการในการสร้างบ้านหลังนี้เกิดจากความทรงจำในวัยเด็กของลูกๆ ครั้งอยู่ด้วยกันที่บ้านยาย เป็นความอบอุ่นจากครอบครัวใหญ่ที่เกื้อกูลกันเมื่อโตขึ้นกลับห่างหายกันไป บ้านหลังนี้จึงจะมารวบรวมความรู้สึกเหล่านั้นและสร้างเป็นบ้านครอบครัวขยายอีกครั้งเพื่อให้ลูกสาวที่มีครอบครัวแล้วอยู่ด้วยกันดูแลกันเพราะมีกันแค่ 2 คน ซึ่งสามารถแบ่งกรรมสิทธิ์กันได้ในอนาคตบนพื้นที่ดิน109 ตร.วา(มีอยู่แล้ว) พื้นที่ใช้สอย 264 ตร.ม. ค่าก่อสร้าง 3,932,000บาท

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bangkokbiznews.com
huahinhub Thanks

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๒๒ (แม่ค้าสาว-วิศวะ)


"โอ๊ต" สุภนิช ปรีชานุวัฒน์กกกกกกกกก"ปุ๊ก" จุฑาทิพย์ วิสิฐพัฒนาทร"


พิษเศรษฐกิจ ส่ง 2 สาววิศวะไปเป็นแม่ค้า

เดือดร้อนกันถ้วนหน้าในภาวะเศรษฐกิจ "ติดลบ" เช่นนี้ ไม่เว้นแม้แต่คนการศึกษาดีๆ เงินเดือนสูงๆ อย่าง "วิศวกร" จากโรงงานแห่งหนึ่งที่ออกมาตรการ "ลด" วันการทำงานลง เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด!!แม้จะไม่โชคร้ายถึงขั้นถูกเลิกจ้าง แต่เมื่องาน "ลด" เงินก็ต้อง "น้อย" ลงตามระเบียบ หลายคนพอเจอวิกฤตชีวิตเช่นนี้ก็อาจจะถอดใจปล่อยชีวิตไปตามโชคชะตา

แต่สำหรับ "สาววิศวกรใจสู้ 2 คนนี้" นอกจากจะไม่ปล่อยชีวิตให้ไปตามยถากรรมแล้ว ทั้งคู่ยังไม่อายทำกิน ลุกขึ้นมาสวมบท "แม่ค้า" หารายได้เสริม เพื่อความอยู่รอดของชีวิตและครอบครัว

"เครียดนะ!!! จากคนเคยทำงานทุกวัน มีเงินทองใช้จ่ายสะดวกสบาย มาเจอแบบนี้ ก็แย่เหมือนกัน" "โอ๊ต" สุภนิช ปรีชานุวัฒน์ อายุ 29 ปี วิศวกรฝ่ายผลิตเริ่มเล่า และบอกถึงผลกระทบที่ได้รับว่า เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จากเคยทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน หยุด 5 วันต่อเดือน ตอนนี้วันหยุดเพิ่มขึ้นเป็น 14 วันต่อเดือน จากได้ค่าแรงจากการทำโอทีเป็นกอบเป็นกำ ตอนนี้ไม่ได้สักบาทเดียว เพราะโรงงานไม่มีนโยบายให้พนักงานทำงานล่วงเวลา ส่งผลให้รายได้ลดลงไปถึง 25 เปอร์เซ็นต์

ช่วงแรกที่หยุดงานใหม่ๆ รู้สึกดีนะ แต่พอหลายวันเข้ามันเริ่มไม่ไหว เพราะในขณะที่รายได้ลด แต่ภาระต่างๆ ไม่ได้ลดตามไปด้วย" ไม่เฉพาะตัวเธอที่แย่ ครอบครัวก็พลอยกระทบไปด้วย อีกทั้งยังส่งผลต่อแผนการเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่ต้องเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด

แต่เธอก็ไม่ยอมให้วิกฤตมาทำให้ชีวิตสะดุด กลับพลิกให้เป็นโอกาส นำเงินที่เก็บสะสมไว้ตั้งแต่เริ่มทำงานมาเปิดร้านขายกาแฟสด ร้านเล็กๆ ร่วมกับครอบครัว

จากสาววิศวะทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ มีหน้าที่ควบคุมลูกน้องให้ทำงานตามคำสั่ง รายได้เดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท มาวันนี้ในทุกวันที่หยุดงาน เธอสวมผ้ากันเปื้อนยืน "ชงกาแฟ" ขายแก้วละ 30 บาท ในตลาดฐานเพชรปทุม ย่านอุตสาหกรรมบางกะดี ได้กำไรวันละ 500-600 บาท

"ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งท้อแท้ เมื่อไม่อยากให้ชีวิตแย่ลงกว่าเดิม เราต้องทำใจยอมรับความจริง แล้วแก้ปัญหาว่าจะทำยังไงเพื่อให้อยู่ได้ โดยหาอะไรที่ถนัดทำเพื่อเสริมรายได้ อาจจะเหนื่อยมากขึ้น แต่ก็ยังมีความสุข" โอ๊ตทิ้งท้าย


อีกหนึ่งสาวที่ "สู้" ไม่แพ้กัน
"ปุ๊ก" น.ส.จุฑาทิพย์ วิสิฐพัฒนาทร อายุ 23 ปี วิศวกรฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บอกว่า จากนโยบายลดวันการทำงานของโรงงาน ส่งผลให้รายได้ลดลงประมาณ 3,000-4,000 บาท ไม่เพียงแต่ฐานะการเงินเริ่มง่อนแง่น เธอยังอยู่ในภาวะกดดัน กลัวจะเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายที่ถูกปลดออกจากงาน

"ถ้าเศรษฐกิจแย่กว่านี้ แล้วโรงงานมีนโยบายปลดพนักงาน ปุ๊กกลัวว่าจะเป็นหนึ่งในนั้น เพราะถ้าจะต้องเลือกใครสักคนออกจากงาน โรงงานคงจะเก็บคนที่มีประสบการณ์ไว้มากกว่าเด็กใหม่ที่เพิ่งทำงานได้ไม่ถึงปีอย่างปุ๊ก"

ทว่า..ตีตนไปก่อนไข้ก็ใช่เหตุ แต่ชีวิตก็ต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท เธอจึงรวบรวมเงินเก็บมาลงทุนเปิดแผงขายกิ๊บ ที่คาดผมแฟชั่น เพราะเป็นสินค้าที่ใช้เงินลงทุนน้อยและขายง่าย โดยเปิดขายเฉพาะวันศุกร์-เสาร์ ตั้งแต่ 06.00-11.00 น.ย่านท่าน้ำคลองสาน และย่านสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์มนตรี ถึงจะเพิ่งเริ่มต้น แต่ก็ได้กำไรงามถึงวันละ 500-600 บาททีเดียว

"ไม่คิดว่าลูกค้าจะเยอะขนาดนี้ ภูมิใจในตัวเองนะ มันทำให้รู้ว่าถ้าตกงานจริงๆ ปุ๊กก็คงไม่อดตาย แค่มีความมุ่งมั่น ขยัน อดทน ก็รอดได้อยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้กังวลอะไร ตั้งใจทั้งงานประจำและงานพิเศษให้ดีที่สุด ถึงลำบากแต่สบายใจ" จุฑาทิพย์บอกอย่างมีความหวัง

ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ หากสู้และไม่ถอยแบบ 2วิศวะสาว ต้องเน้นย้ำว่า(วิศวะ) huahinhub ก็เชื่อว่าน้องๆนักศึกษาหรือพี่ๆเพื่อนชาวเมืองหัวหิน คงผ่านพ้นช่วงวิกฤตไปได้ด้วยดี เช่น 2 สาวนักสู้ ที่นำมาฝากกัน ....สวัสดี


ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก
นสพ.มติชนรายวัน วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11374 หน้า 25
huahinhub Thanks

5.01.2552

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๒๑ (เทศกาลปล่อยแสง๓-อีก)




เพิ่มเติมกันอีกนิด เพื่อนิสิตนักศึกษาชาวหัวหิน ได้ร่วมกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถจากมันสมองสองมือ เพื่อพัฒนาสู่การทำงานและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงแข็งแรงต่อไป huahinhub จะเก็บมาฝากกัน....Let's go^^^^


ไอเดียตั้งต้นเทศกาลปล่อยแสง
เพราะเด็กในวันนี้ จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า ดังนั้น หากพลังทางความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดของพวกเขา ได้รับการสนับสนุนให้มีพื้นที่ในการแสดงออกอย่างเต็มที่ อนาคตที่เด็กฉลาดเหล่านี้จะก้าวขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติย่อมไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ขอทำหน้าที่ผู้ใหญ่ใจดี
เปิดเวทีสร้างสรรค์ มอบโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ค้นพบหนทางสู่การเป็นผู้ใหญ่มืออาชีพใน เทศกาลปล่อยแสง 3 ตอน เด็ก ฉลาด ชาติเจริญ กิจกรรมเด่นภายใต้โครงการ "Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์" ที่จะช่วยให้นิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศได้พัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้จากมันสมองและสองมือ พร้อมเปิดโอกาสให้เจ้าของธุรกิจได้รู้จักกับ นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ไฟแรงจากทุกสาขาวิชา เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ธุรกิจที่แข็งแกร่งพร้อมขับเคลื่อนสังคมให้เจริญ ก้าวหน้าต่อไป

ลานปล่อยแสง นิสิต นักศึกษา วันที่ 17 - 28 มิถุนายน 2552 ห้องนิทรรศการ 2 TCDC
ลานปล่อยแสง คือ กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เจ้าของผลงานสร้างสรรค์จากทุกสาขาอาชีพที่กำลังมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ ได้ร่วมแสดงผลงานของตนเอง พร้อมทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนความคิดและทัศนะ ตลอดจนสามารถต่อยอดและพัฒนาธุรกิจระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในครั้งนี้ ลานปล่อยแสงเปิดโอกาสให้เฉพาะนิสิต นักศึกษาระดับปวช. ปวส. ปริญญาตรี และปริญญาโท ที่กำลังจะจบการ ศึกษาในปีนี้ (พ.ศ. 2552) มาร่วมวงคนมีของ นำเสนอผลงานจบการศึกษา ที่มีจุดขาย เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญต้องมีโอกาสต่อยอดทางธุรกิจ บนพื้นที่อิสระที่ไม่จำกัดแวดวงและชนิดของผลงานTCDC พร้อมเปิดพื้นที่อิสระแบบใครมาก่อนได้ก่อน

ให้คุณนำเสนอตนเองพร้อมผลงาน (Portfolio)ได้โดยไม่จำกัดรูปแบบภายในพื้นที่บูธออกงาน 1 ตารางเมตร* แบบไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ เพื่อเป็นก้าวแรกในการเปิดเส้นทางธุรกิจที่แข็งแกร่งต่อไป
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน tags กระตุ้นความคิดด้วยไดย ๑๗ สวัสดี

ขอบคุณข้อมูลจาก www.TCDC.or.th huahinhub Thanks