5.07.2552

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๒๗ (ศาสนาในสังคมสมับใหม่ ของไทย)


h
h
h
h
h
hh
h
huahinhub ขอเสนอแนวคิดของนักวิชาการแถวหน้าของวงการวิชากรเมืองไทย กับการแสดงปาฐกถา 60 ปี เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 4 เมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักคิดอาวุโส
หัวข้อ “
ศาสนาในสังคมไทยสมัยใหม่
hhhh
ซึ่งมีแง่มุมน่าสนใจหลากหลายประเด็น มาผากกัน....
ค่อยๆ ติดตาม แล้วจะอยากรู้จัก อาจารย์ นิธิฯ มากขึ้น ไม่เชื่อลองดู..................
hh
h
h
h
๐ ที่มาพุทธศาสนาแห่งชาติสมัย ร.5
ศ.นิธิ วิเคราะห์ว่าการศึกษาเกี่ยวกับพุทธศาสนาในสังคมไทยมักเริ่มต้นที่ฐานคิดหลักคือสังคมไทยมีความเชื่อเกี่ยวกับพุทธ พราหมณ์ และผี ปนกัน จากนั้นจึงแยกศึกษาไปตามประเด็นที่แต่ละคนสนใจบนฐานความคิดดังกล่าว ข้อน่าสังเกตคือแม้แต่กลุ่มคนที่ถูกอ้างว่ามีแนวปฏิบัติที่ไม่ใช่พุทธ ก็ยังยืนยันว่าตนเป็นพุทธ
h
“ผมมาคิดว่าการเริ่มต้นที่พุทธ พราหมณ์ ผี น่าจะไม่ทำให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางศาสนา ผมคิดว่าทั้งสามแนวนั้นเป็นพุทธศาสนาแบบไทย ไม่ต้องแยกว่าแบบไหนเป็นพุทธ แบบไหนเป็นพราหมณ์ หรือแบบไหนเป็นผี ส่วนที่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับผีคงมีคุณสมบัติไม่ครบที่จะเป็นศาสนาตามคำนิยามของนักมานุษยวิทยาศาสนา”
h
ประเด็นสำคัญในการนำเสนอครั้งนี้ ศ.นิธิ ชี้ว่าเมื่อมีการพูดถึงพระพุทธศาสนามักมีหลักตายตัว มีพรมแดนชัดเจน เป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดในโลกเมื่อประมาณ 200 ปี มานี้ (แต่มิได้หมายรวมถึงพระคัมภีร์ทางศาสนา) ลักษณะดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นในโลกตะวันตกก่อน
h
เมื่อเข้าสู่สมัยล่าอาณานิคม ประเทศตะวันตกได้นำความคิดเกี่ยวกับศาสนาที่มีพรมแดนชัดเจนมาเผยแพร่ในประเทศอาณานิคมของตนด้วย ประเทศเหล่านี้จึงทำศาสนาให้มีพรมแดนแบบตะวันตกบ้าง ทั้งที่ความเป็นจริงศาสนาเชิงปฏิบัติไม่มีพรมแดนใดๆ
k
นักคิดท่านเดิมอธิบายว่าการปฏิรูปศาสนาครั้งใหญ่คือการออกกฎหมายปฏิรูปคณะสงฆ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลเกล้าเจ้าอยู่หัว
k
ศ.นิธิ อ้างงานวิจัยของ กมลา ปิยะวณิช ผู้ศึกษาเรื่องพระป่า พบว่าก่อนหน้าที่รัชกาลที่ 5 จะทรงออกกฎหมายดังกล่าว พุทธศาสนาในสยามมีหลายสำนัก แต่ละสำนักมีวัตรปฏิบัติแตกต่างกัน มีพระวินัยแตกต่างกัน และจุดเน้นของคำสอนก็แตกต่างกันด้วย แม้แต่กลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน เช่น ชาวลื้อก็ไม่ได้มีศาสนาลื้อเหมือนกันเพียงแบบเดียว “ลักษณะแบบนี้คุณกมลาเรียกว่าเป็นพุทธศาสนาแบบรวมๆ หรือแบบหลากหลาย”
h
“หลังจาก ร.5 ออกกฎหมาย ปรับหลักสูตร และขยายอำนาจของผู้ปกครองคณะสงฆ์ให้ครอบคลุมพระสงฆ์ทั่วประเทศ มีการตีความพระวินัยให้ตรงกันเป๊ะ เช่น ห้ามกินข้าวยามวิกาล ทั้งที่คำว่าวิกาลก็ยังไม่ชัดเจนว่าคืออะไร เน้นคำสอนแบบเดียวกันขยายผ่านระบบการศึกษาและการปกครองคณะสงฆ์ จนเรายึดว่านี่คือพุทธศาสนา ผิดจากนี้ไม่ใช่”
h
ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงในแวดวงพุทธศาสนา เนื่องจากพุทธศาสนาในแบบอื่นๆ ล้วนมีปัญหากับพุทธศาสนาฉบับหลวง หรือที่นักวิชาการเรียกว่า “พุทธศาสนาแห่งชาติ”
h
“นี่กระมังที่นักคิดแนว Post-Modernism บอกว่าพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผลผลิตจากตะวันตก เกิดความแตกต่างระหว่างพุทธศาสนาแบบราชสำนักกับพุทธศาสนาของชาวนา ประเด็นนี้พุทธศาสนาจึงถูกสร้างให้เป็นเครื่องมือของรัฐรวมศูนย์ เป็นเครื่องมือเผยแพร่นโยบายที่รัฐต้องการผ่านพระสงฆ์”
h
h
๐ สังคมเปลี่ยน บทบาทองค์กรสงฆ์ลด
นักประวัติศาสตร์อาวุโสท่านเดิมมองว่าปัจจุบันบทบาทของคณะสงฆ์ในแง่การเป็นเครื่องมือของรัฐลดลงไปมาก ด้วยมีสื่ออื่นๆ เผยแพร่ได้มีประสิทธิภาพกว่า
h
“พุทธศาสนาแห่งชาติสามารถตอบสนองความเปลี่ยนแปลงทางสังคมปัจจุบันได้หรือไม่ ผมอยากฟันธงว่า ไม่ได้ และยังอ่อนกำลังลงด้วย นับวันรัฐเองก็มีกึ๋นที่จะหนุนพุทธศาสนาแห่งชาติได้น้อยลงด้วย” ศ.นิธิ กล่าว
h
ในแง่นี้ ศ.นิธิ เสนอว่าพุทธศาสนาน่าจะกลับไปเป็นแบบพุทธศาสนาที่หลากหลายหรือแบบรวมๆ สมัยก่อนรัชกาลที่ 5 “ปัญหาหนึ่งคือการที่บอกว่าประเทศไทยเข้าสู่ความทันสมัย แต่อะไรล่ะคือความทันสมัย พระสงฆ์ชาวฝรั่งเศสรูปหนึ่งคือท่านสันติวโร ท่านเคยถามว่าเราสามารถนำความคิดเรื่องความทันสมัยมาอธิบายสังคมได้ไหม ท่านคิดว่าไม่ได้”
h
h
๐ ความเปลี่ยนแปลง 4 ประการในสังคม
ต่อคำอธิบายว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของความทันสมัยในสังคมนั้น ศ.นิธิ จำแนกไว้ 4 ประการ ได้แก่ การเข้าสู่เศรษฐกิจทุนนิยม การเกิดรัฐรวมศูนย์ที่ซับซ้อน การมีความคิดเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงบทบาทด้านเพศสภาพ
h
ประการแรกการเข้าสู่เศรษฐกิจทุนนิยม แบ่งออกเป็นการเกิดศูนย์กลางตลาดที่ขยายตัวและกระทบชีวิตผู้คน สังคมเข้าสู่การแลกเปลี่ยนที่ต้องผ่านเงินตรา เกิดความจำเป็นต้องพัฒนาสู่ความเป็นเฉพาะด้าน (Specialize) มากขึ้น เกิดชีวิตเมือง (Urban) ที่ครอบงำสังคมไทย เกิดความเปลี่ยนแปลงของอาชีพกสิกรรมจากพอเลี้ยงชีพเป็นเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์แบบเข้มข้น เกิดรูปแบบชีวิตของคนชั้นกลางผ่านสื่อและระบบการศึกษา ซึ่งเป็นเครื่องมือแสวงหาการยอมรับจากคนในสังคม
h
การเกิดรัฐรวมศูนย์ที่ซับซ้อนใหญ่โตแทรกสู่ชีวิตคน ทำให้เกิดภาวะเข้าไม่ถึงรัฐ ชาวบ้านทำมาหากินลำบากเพราะการเข้าถึงรัฐเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำรงชีวิตในเมือง
hh
h
๐ ต่อประเด็นการมีความคิดเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้นนั้น
ศ.นิธิ ขยายความว่าวิทยาศาสตร์ทำให้เกิดความคิดสำคัญ 3 ลักษณะ ได้แก่ การเห็นความสำคัญของชีวิตในโลกหน้า บ้างเรียกว่ามนุษยนิยมแบบไทย คนปัจจุบันมองเป้าหมายชีวิตในอนาคต หรือมีชีวิตกับโลกข้างหน้า แตกต่างจากคนในอดีตที่มองอุดมคติอยู่ข้างหลัง
h
นอกจากนี้วิทยาศาสตร์ยังทำให้เกิดความคิดแยกส่วน ทำให้มนุษย์รู้สึกอ่อนแอด้วยตระหนักว่าความเป็นจริงกว้างใหญ่ แต่มนุษย์รู้เพียงส่วนเสี้ยวดียว
h
ลักษณะสุดท้ายที่เป็นผลจากวิทยาศาสตร์ คือเกิดกลุ่มทางสังคมที่เป็นนามธรรม ขณะที่กลุ่มสังคมของคนในอดีตเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เช่น การถือเก๊าผีเดียวกัน,เป็นเครือญาติกัน เป็นต้น
h
h
๐ศ.นิธิ ขมวดประเด็นในช่วงนี้ว่า
“คนปัจจุบันรู้สึกขาดเสถียรภาพ ผมคิดว่านี่คือวิกฤติของความทันสมัย คำถามคือพุทธศาสนาของไทยแบบรวมๆ เข้ามาตอบปัญหาความเป็นวิกฤติเหล่านี้ได้หรือไม่อย่างไร ผมคิดว่าศาสนาพุทธแบบรวมๆ นี้มีบทบาทมาก”
h
ผู้เสนอออกตัวว่าได้ประมวลงานวิจัยของนักวิชาการหลายคน พบว่าศาสนาพุทธแบบหลากหลายมีบทบาทในแง่ที่เน้นความสำคัญของโลกนี้ ทั้งยังปรับตัวให้เข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์ ทำให้ช่องว่างระหว่างความเป็นโลกุตระกับโลกียะแคบลง ดังเช่นที่ท่านพุทธทาสภิกขุเคยกล่าวไว้ว่านิพพานอยู่ตรงนี้
h
อย่างไรก็ตาม ผู้เสนอตั้งข้อสังเกตว่าความใกล้ชิดกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอันตรายเช่นกัน หากนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาใช้ในทางอื่นๆ นอกจากศาสนา ดังนั้นพุทธศาสนาจึงไม่ต้องการเน้นมิติด้านสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากนัก
h
“ท่านพุทธทาสยอมรับว่าความทุกข์มาจากอวิชชาหรือตัณหาภายใน แต่ปัจจัยภายนอกก็มีส่วนที่ทำให้เกิดทุกข์ด้วย ดังนั้นพระอาจไม่เป็นเครื่องมือที่ดีของรัฐก็ได้ สิ่งที่ท่านพุทธทาสสอนก้าวหน้ามาก”
h
h
๐ พุทธแบบอื่นกับความหมายของชีวิต
การเปลี่ยนแปลงบทบาทของพุทธศาสนาต่อสังคมยังสอดคล้องกับความเชื่อเรื่องผี ศ.นิธิ กล่าวว่าลัทธิผีเปลี่ยนแปลงมาก เกิดผีใหม่ๆ มากมาย ขณะที่ผีเก่าเพิ่มอิทธิฤทธิ์มากขึ้น ตัวหลักคำสอนของลัทธิผีจึงไม่สำคัญ เช่นเดียวกับที่จารีตนิยมของพุทธถูกแปลความหมายเหลือเพียงการยึดมั่นในวัตรปฏิบัติ
hh
“การให้ความสำคัญกับโลกนี้ชีวิตนี้ยังเป็นเรื่องความหมายต่อชีวิตซึ่งมีความหมายกว้างกว่าหลักธรรมคำสอน เช่น การจัดองค์กรของฝ่ายธรรมกาย มีกลุ่มศรัทธาวัดเรียกว่ากัลยาณมิตร ในวันอาทิตย์มีบริการรถรับส่งตรงจุดต่างๆ ไปวัด ทำให้เกิดความสัมพันธ์ในลักษณะเครือข่าย เป็นลักษณะความสัมพันธ์เชิงชีวิต ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนช่วยเหลือกันในทางธุรกิจ เป็นเครือข่ายทางการตลาด อันนี้เป็นผลมาจากการจัดการที่ดี”
h h
ศ.นิธิ มองปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นการให้คำตอบกับชีวิตที่เคยพร่องไป โดยผ่านกลไกทางศาสนา
“กรณีสันติอโศกพยายามตอบคำถามของสังคม เช่น เรื่องความเท่าเทียม เสมอภาค ที่นี่จะมีประเพณีวิจารณ์ตนเองหรือเรียกกันว่าการชี้ขุมทรัพย์ แม้แต่พ่อท่านโพธิรักษ์ก็เน้นการอยู่ง่ายกินง่าย ท่านยังสร้างระบบเศรษฐกิจแบบบุญนิยม สอนให้เป็นทั้งผู้ผลิต แลกเปลี่ยน และบริโภค ส่งเสริมการหากำไรจากสิ่งที่ไม่ใช่เงิน
h

“ทั้งหมดนี้เราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยไม่ใช่ประเด็น แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงการที่ศาสนาเข้ามาตอบปัญหากับสังคมได้ ยังมีความเคลื่อนไหวหนึ่งที่น่าสนใจคือการทรงเจ้าเข้าผี”
h
ผู้เสนอท่านเดิมอ้างถึงงานวิจัยที่พบว่าคนส่วนใหญ่ที่ใช้บริการทรงเจ้าเข้าผีคือคนชั้นกลาง ทั้งยังเป็นคนในเมือง ปัญหาชีวิตส่วนใหญ่ของคนชั้นกลางล้วนเป็นปัญหาระดับปัจเจกบุคคล เช่น สามีนอกใจ ฯลฯ ในขณะที่คนต่างจังหวัดไม่พบการใช้บริการทรงเจ้าเข้าผีเพื่อตอบปัญหาส่วนตัว การทรงเจ้าเข้าผีของคนต่างจังหวัดเกี่ยวข้องกับชุมชน โดยจะทำพิธีเข้าผีปีละครั้ง
h
h
๐ “การทรงเจ้าเข้าผีก็เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาที่จะมาตอบคำถามชีวิตได้” ศ.นิธิ ระบุ
ไม่เพียงเฉพาะสังคมไทยเท่านั้น ความเคลื่อนไหวของศาสนาแบบหลากหลายในระดับโลกก็สอดคล้องกัน เช่น การใช้บริการทรงเจ้าเข้าผีและการเข้าฌานของคนเมืองหลวงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ล้วนเป็นปัญหาระดับปัจเจกบุคคล
h
h
๐ ความเปลี่ยนแปลงบทบาทของเพศสภาพ
ประเด็นสุดท้ายอันเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัย นั่นคือบทบาทของเพศสภาพ ศ.นิธิ อธิบายว่าพุทธศาสนาแบบหลากหลายได้เข้ามาตอบคำถามพอสมควร
h
“พุทธศาสนาในวัดที่ไม่ใช่แห่งชาติได้ทำอะไรหลายอย่าง ทำให้ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้น ผู้หญิงสามารถหลุดพ้นโดยการทำวิปัสสนาที่ลานอโศก วัดมหาธาตุ ที่นี่ผลิตนักปราชญ์หญิงออกมาหลายคน ผู้หญิงสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญพระอภิธรรมได้ หรือตัวอย่างโครงการธรรมมาตาของท่านพุทธทาสก็สนับสนุนผู้หญิง กรณีธรรมกายที่มีแม่ชีจันทร์ขนนกยูงที่มีคนศรัทธามากมายแม้ว่าท่านจะเสียไปแล้วก็ตาม กรณีสันติอโศกมีการรับผู้หญิงปฏิบัติศีลที่มากกว่าศีลสิบ” ตามแนวโน้มนี้ส่อเค้าว่าจะมีนักบวชหญิงเพิ่มขึ้น “เราจะเรียกว่าภิกษุณีหรือไม่ ไม่สำคัญ และไม่สำคัญด้วยว่าจะชอบหรือไม่ชอบ”
h
ศ.นิธิ กล่าวด้วยว่าพุทธศาสนานอกวัดก็พบบทบาทของสตรีมากขึ้น ดังเช่นคนทรง 66.67% เป็นหญิง และ 70% ของผู้ใช้บริการก็เป็นหญิง โดยอ้างถึงงานวิจัยของนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาสังคมมุสลิมพบว่าการทรงเจ้าเข้าผีของชาวมุสลิมเป็นการแสดงออกซึ่งความทุกข์ใจของผู้หญิง และเป็นการปลดแอกของผู้หญิงจากผู้ชายด้วย
h
สอดคล้องกับปรากฏการณ์ลัทธิพิธีเสด็จพ่อ ร.5 ในวันอังคาร ก็ไม่ได้ปิดกั้นผู้หญิง
ทั้งหมดนี้แทนอำนาจที่สูญเสียไปของผู้หญิง ด้วยการแสวงหาคำตอบในการแก้ปัญหาชีวิตจากผู้หญิงด้วยกัน h
“ปัญหาสำหรับคนไทยสมัยใหม่คือรัฐชาติไทยและศาสนาได้เข้ามาตอบปัญหาเหล่านี้อย่างไรบ้าง เพราะเวลาคนถามเจ้าส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาเกี่ยวข้องกับรัฐ เช่น ลูกจะสอบโอเน็ต ต้องพาลูกไปหาหมอทรง หรือข้าราชการจะทำเรื่องย้ายไปก็หาคนทรง หรือถูกขโมยขึ้นบ้านเยอะ นี่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการจัดการของรัฐ ถ้าปัญหาเปลี่ยนไป มีปัญหาใหม่ๆ เข้ามา ก็แก้ด้วยการเปลี่ยนผีใหม่”
h
จากปรากฏการณ์ทางสังคมเหล่านี้สะท้อนว่าศาสนาฉับไวกว่ารัฐชาติในการแก้ปัญหา และศาสนาช่วยให้เข้าถึงรัฐในอุดมคติได้ง่าย
h
“รัฐชาติเองยังมีปัญหาที่อีก 20 ปีก็ยังตอบไม่ได้อีกเยอะ”
โดยสรุปแล้วพุทธศาสนา(แบบหลากหลายหรือรวมๆ) มีบทบาทในการตอบคำถามให้กับสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากพุทธแบบนี้มีความเข้มแข็งมากในการปรับตัวเอง มีความเคลื่อนไหวทั้งที่สืบเนื่องและไม่สืบเนื่องกับพระคัมภีร์
h
“มีแต่พุทธศาสนาแห่งชาติเท่านั้นที่แหงแก๋ ไม่สามารถปรบตัวได้อีก” ศ.นิธิ สรุปตอนท้าย
h
ก็ต้องเก็บไปคิด และหันย้อนมองตัวของตน และสังคมรอบๆด้าน ไปพร้อมกัน...huahinhub ก็หวังว่า เราชาวหัวหิน จะได้อะไรดีดี จากการติดตามบมความ นี้กัน....สวัสดี
h
ขอบคุณข้อมูลจาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 7 พ.ค. 2552
huahinhub Thanks
h

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๒๙ (พลิกคัมภีร์รื้อแผนท่องเที่ยวสุดCool)




เก็บไอเดียฝ่า วิกฤตท่องเที่ยวซบมาฝากพี่น้องชาวเมืองหัวหิน กันอีกครั้ง ครั้งนี้ huahinhub เต็มใจนเสนอ ไอเดียสุดเจ๋ง ของคนเก่งจริง อย่าง วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กับคมความคิด พลิกคัมภีร์รื้อแผนทำตลาดรับมือทัวร์นอกหนี เป็นอย่างไร ตามมา.....

รายงานโดย :สุรนันทน์:
วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สุรนันทน์ : ปัญหาเยอะแยะมากมาย อาจารย์คิดว่าแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้นทางการท่องเที่ยวมีแนวทางที่จะไปจัดการอย่างไร
วีระศักดิ์ : ผมเชื่อว่าการบริหารจัดการของเรา ฐานทางทรัพยากรท่องเที่ยวของเรายอดเยี่ยม ลมพัดแรงแค่ไหนภูเขาก็ยังไม่โค่นหรอกครับ เพียงแต่ทำให้บรรดาสัตว์ป่าน้อยใหญ่ ต้นไม้เล็กน้อยถูกถอนไปบ้าง สาระสำคัญคือการสื่อสาร เพื่อทำให้คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นรู้ว่าการท่องเที่ยวไปได้แน่นอน ประเทศไทยอย่างไรใครๆ เขาก็อยากมาเที่ยว คนไทยน่ารักแบบนี้ไม่มีที่ไหนเทียบกับเราได้มากนักหรอก เพราะฉะนั้นตั้งหลักตั้งสติไว้

ทั้งนี้ ต้องมาแยกแยะว่าปัญหาครั้งนี้ไปกระทบหมวดไหน กลุ่มไหน เมื่อไหร่ จะแยกออกได้ว่าถ้าช่วงนี้คงไม่ได้คาดหวังว่าจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะแยะมากมาย เพราะว่าในปีที่เป็นปกติของเราที่เรียกว่าช่วงโลว์ซีซัน ก็พบว่าสระอิ 4 ตัวมาเที่ยวเราในช่วงนี้ คือ อินโดนีเซีย อินเดีย อิหร่าน และอิสราเอล นี่คือกลุ่มที่จะมา แน่นอนปกติก็จะมีจีน เกาหลี ญี่ปุ่นด้วย ...โอ้ว!!

แต่ในภาวการณ์แบบนี้ไม่มีใครไปรื้อฟื้นความเชื่อมั่นของเขาแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะฉะนั้นเรามาทำในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่แค่การตลาดดีไหม ทำการตลาดในกลุ่มที่มีเกณฑ์จะออกเดินทางมา ทำให้เขามั่นใจว่าจะมาได้ กลุ่มฝรั่งยังไม่ใช่เวลาที่เขาจะเดินทาง กลุ่มฝรั่งเขาจะเดินทางประมาณช่วงปลายปี
hhh
hhh
สุรนันทน์ : วันนี้เราบอกว่าเราดีทั้งเรื่องธรรมชาติ ทั้งเรื่องโบราณสถาน อะไรก็ตามมีครบ แต่กำลังใจคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวดีไหม
วีระศักดิ์ : ไม่ดี เพราะว่าคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ามา ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กๆ สายป่านไม่พอ สายขาดไหลไปตามน้ำเป็นจำนวนพอสมควร ถ้าขาดเฉพาะตัวกิจการไม่เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ค้างอยู่ก็คือลูกจ้าง
hhhh
hhh
สุรนันทน์ : วันนี้อาจารย์อยากจะพูดอะไรกับเขา เวลาเขามานั่งกันเจ็ดแปดสมาคม บริษัทห้างร้านที่ทำเรื่องทัวร์
วีระศักดิ์ : อย่างแรกต้องให้รู้ก่อนว่าหูเปิดฟังแล้วต้องเปิดใจด้วย เพราะว่าต้องฟังจากเขาแทนที่จะไปนั่งอบรม อดทนฟังให้เรียบร้อย เพราะอาจจะมีปัญหาเก่าปัญหาดั้งเดิม บางคนอาจจะมีอารมณ์อยู่บ้างเราต้องเข้าใจ พอรับมาเสร็จแล้วสรุปให้ฟังง่ายๆ ว่ามี 3 ปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแก้ด้วยตัวเองไม่ได้ คือ การเมือง การเงิน การบิน การเมืองไม่ต้องอธิบายแล้ว
hhh
การเงินเป็นสิ่งที่พอบอกว่าจะมีแหล่งเงินกู้ให้ ท่อน้ำเกลือเล็กไปหน่อยหรือไม่ก็ท่อน้ำเกลือสั้นไปหน่อย มีมติคณะรัฐมนตรี ท่านชุมพล ศิลปอาชา เอาเข้าที่ประชุมได้ 5,000 ล้านบาท ก็ยังดี ได้รายละประมาณ 5 ล้านบาท ก็เอาไปจ้างลูกจ้างได้ เมื่อก่อนถ้าไม่กระทบเรื่องของสนามบินสุวรรณภูมิไม่ต้องมาพูดกัน ตอนนี้ให้หมดแล้ว
hhh
สามก็คือเรื่องการบิน การบินเมื่อเราบอกว่าลดค่าแลนดิงฟี ลดค่าอะไรต่างๆ ไปจนถึงสิ้นปี ทำให้สายการบินจำนวนหนึ่งมองว่าจะจอดเครื่องบินตัวเองทิ้งไว้ที่บ้านทำไม อย่างไรก็ต้องบินทำธุรกิจ แล้วที่นี่เป็นฮับของการบินทั่วโลก เพราะฉะนั้น 3 อย่างผมคิดว่าพอทำแล้วดีขึ้น
hhh
hhh
สุรนันทน์ : การท่องเที่ยวต้องบริหารงานภายใต้ภาวะวิกฤตตลอด
วีระศักดิ์ : วิกฤตตลอด คลื่นลูกแล้วลูกเล่าแล้วแต่ละคลื่นหน้าตาไม่เหมือนกันด้วย วิธีกระแทกก็ไม่เหมือนกัน ตอนนี้สถานทูตในเมืองไทยเริ่มประเมินผลกระทบเฉพาะหน้าเบาบางลง แต่รู้ว่าเขาเริ่มวิเคราะห์ไปไกลขึ้นๆ ยกต่อไปจะมาอีกหรือเปล่า แต่เขาก็เชื่อแล้วว่าพอความรุนแรงประเภทดุเดือดใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นคงจะไม่เกิดหรอก แต่การปิดสนามบินที่เกิดขึ้นจนกระทั่งเดี๋ยวนี้พอปิดอนุสาวรีย์ปั๊บเราเช็กเว็บไซต์ 200 เว็บไซต์ 5 แสนกว่าความเห็นที่ใส่เข้าไปในเว็บไซต์ที่มาจากทั่วโลก คำถามหลักและคำถามใหญ่ คือ ปิดสนามบินไหม นั่นเป็นภาพจำ
hhh
เพราะฉะนั้นเราต้องแก้ภาพจำพวกนี้ ผมก็ได้ร่วมกับสมาคมนักบินไทย คือปีหน้าเราจะเป็นเจ้าภาพการประชุมนักบินโลก นักบินทั่วโลกจะบินมาประชุมที่เมืองไทย แล้วปีนี้เรากำลังจะร่วมกับสนามบินสุวรรณภูมิในการทำให้มีกิจกรรมใหม่ๆ ทั้งในเรื่องของท่องเที่ยวอะไรต่างๆ เข้าไปอยู่ในสนามบินให้สนามบินไม่ใช่เป็นแค่สนามบิน ให้เป็นลานกิจกรรมไปด้วยเลย นักท่องเที่ยวเดินออกจากเครื่องบินมาจะได้เกิดความสนุกสนานกับเรา..อืมม์ !! ซึ่งสนามบินสุวรรณภูมิกำลังจะเข้าประกวดสนามบินที่ดีที่สุด 1 ใน 10 ของโลก ถ้าได้อันนั้นจะเป็นผลที่จะช่วยลบภาพที่ไม่ดีได้
hhh
hhh
สุรนันทน์ : เรื่องอุตสาหกรรมการบินขึ้นๆ ลงๆ จริงๆ ไม่ใช่ความผิดเรา ตั้งแต่น้ำมันขึ้นราคากลางปีที่แล้ว เราก็กระทบไปแล้ว มองไปยาวๆ อาจารย์มองว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะแปรเปลี่ยนไปไหม เพราะว่าวันนี้มีวิกฤตหลายรอบ เรื่องน้ำมัน เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องไข้หวัดเม็กซิโก ตอนนี้ซึ่งเป็นวิกฤตของโลกาภิวัตน์ โลกมีการเปลี่ยนแปลง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง
วีระศักดิ์ : ต้องเปลี่ยนเยอะเลยครับ หนึ่งความสนใจเรื่องยั่งยืนจะสูงขึ้น คือต่อไปนี้เราจะต้องพูดถึงว่า ถ้าไปแล้วไม่รู้สึกว่าทำลายสิ่งแวดล้อมของโลกในการไปเที่ยวครั้งนี้ จิตสำนึกตรงนี้จะมากขึ้น ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวเขาเริ่มเรียนรู้ คนที่เดินทางมากคือคนที่ได้รับการศึกษามาก การเดินทางเป็นการศึกษา
hhh
ส่วนที่สอง คือ ไหนๆ ก็ไปเที่ยวแล้วคุณได้ไปช่วยเหลือชุมชนเป็นอาสาสมัครบางประการ เป็นสาธารณประโยชน์ เวลานี้เราถึงได้ชักชวนการประชุมสมาคมตระกูลแซ่ของคนจีนในประเทศไทย พวกนี้เขาทำสาธารณประโยชน์อยู่แล้ว ผมก็จัดประชุม 64 ตระกูลแซ่ ประชุมเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้จะขยายต่อ เอาคนจีนในอาเซียน 10 ชาติ มาประชุมร่วมกัน เวลามาประชุมไม่ต้องไปตั้งวาระให้เขาเลย เขาจะคุยแต่เรื่องสาธารณประโยชน์อยู่แล้ว แล้วต่อไปเราจะไปเชิญจีนมาประชุม มาอย่างนี้รายได้เราได้ ...เอากับท่านสิ !!
hhh
hhh
สุรนันทน์ : เพราะฉะนั้นจะเหมือนกับ เรื่องเดิมแต่เป็นมิติใหม่ๆ เห็นอาจารย์นำคู่มือมาเต็มเลย
วีระศักดิ์ : เป็นคู่มือนำเที่ยวครับ สมัยก่อนคนทำเรื่องท่องเที่ยวมักจะบอกว่าไปไหน ไปชัยภูมิ ไปทำอะไร ไปดูดอกกระเจียวบานก็แห่กันไป ไปถึงก็รถติด ไปดูดอกกระเจียวหามุมที่ไม่มีคนไม่ได้เลย แย่งกันกิน แย่งกันพัก แล้วก็แย่งกันกลับ อย่างนั้นก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ แต่ถ้าเรามาท่องเที่ยว By Activity ไม่ใช่ By Destination เอากิจกรรมเป็นตัวหลัก แทนที่จะถามว่าปิดเทอมนี้พาลูกไปไหน เปลี่ยนใหม่ถามว่า ปิดเทอมนี้พาลูกไปทำอะไร...ว้าวๆๆๆ !!
hhh
โดยคู่มือเหล่านี้ก็จะแยกให้ดูว่า แบบโหดมันฮา เพราะลูกโตแล้วมีอะไรทำบ้างในประเทศไทย คนรสนิยมเดียวกันกระจายกันไปทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ คู่มือท่องเที่ยวแบบนี้จะค่อยๆ โตขึ้นๆ เพราะเป็นของที่เป็นปัจจุบันแล้ว จะหวังให้เธอต้องมาเที่ยวจังหวัดฉัน จังหวัดฉันมี เดี๋ยวนี้จังหวัดอื่นเขาก็มีของดีทั้งนั้น
hhh
hhh
สุรนันทน์ : คนไทยด้วยกันเขาบอกไทยเที่ยวไทยจะได้ผลแค่ไหน
วีระศักดิ์ : ยอดเยี่ยม 4 แสนล้านบาท ปีนี้ถึงแน่ๆ ปีที่แล้วขนาดน้ำมันแพงๆ แล้วก็ทะเลาะกันด้วย ก็เที่ยว 3.85 แสนล้านบาท เพราะฉะนั้นปีนี้คนไทยยิ่งรู้แหล่งท่องเที่ยวมากขึ้นๆ เราทำเรื่องเที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก เขารู้สึกเลยว่าเขามาเที่ยวไม่ใช่แค่ความสุขของเขา แต่เป็นความสุขของชุมชน เป็นเรื่องเศรษฐกิจของชาติหมุนเวียนต่อไปด้วย ก็ช่วยชาติด้วย
hhh
ตอนนี้เราก็ออกแคมเปญต่อไปชื่อว่า “12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน” 12 เดือน มีให้รู้ว่าเที่ยวได้ทั้ง 12 เดือน 7 ดาว ก็คือว่าแหล่งท่องเที่ยวที่ท่านไปแล้ว ไปนอนดูดาว ดูจันทร์ ดูแสงสว่างยามค่ำคืน งดงามเหลือเกินมีหลายที่ในประเทศไทย 9 ตะวัน ก็เหมือนกัน พระอาทิตย์จะขึ้นที่ไหนตรงไหนสวยๆ บางครั้งพระอาทิตย์ขึ้นเที่ยงแล้วจึงจะทำให้ตรงนั้นสวยงาม เช่น ถ้ำมรกต แสงจะสะท้อนใต้ทะเลขึ้นไปปรากฏอีกทีในถ้ำ ก็ทำให้คนรู้สึกว่าน่าไปเที่ยว
hhh
hhh
และนี้คือคมความคิด และไอเดีย ของอดีตนักการเมืองคนเก่ง แห่งพรรคชาติไทย ที่ปัจจุบันได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อนำพาการท่องเที่ยวของไทย ไปอย่างมีทิศทางต่อไป ต้องขอชื่นชมกับความคิดของท่า มา ณ ที่นี้ และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับ พี่น้องชาวหัวหิน และเมืองหัวหิน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว อันดับต้นๆ ของประเทศไทย...สวัสดี
hhh
ขอบคุณข้อมูลจากรายการสรุนันท์วันนี้
huahinhub Thanks
hhh

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๒๖ (หลักสูตรอบรม IT ที่ไม่แพง)









huahinhub เก็บมาฝากพี่น้องชาวหัวหิน ผู้มีหัวใจรัก งาน IT ทั้งหลาย ได้เข้ารับการอบรมบ่มความรู้ กับ TKpark หน่วยงาน ใน(องค์การมหาชน) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีหลักสูตรอบรมเปิดใหม่ เอาใจคนรักไอที ทุกสัปดาห์ ตลอดเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ ที่สำคัญ (ราคาไม่แพง....) ว้าว..! เป็นอย่างไร ไปติดตามกัน


หลักสูตรอบรม Professional Web Creative and Design
๐ รายละเอียดหลักสูตร : เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ในการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจเพื่อใช้ในการนำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และประชาสัมพันธ์ได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
๐ วัน เดือน ปี 2-3 พฤษภาคม 2552 เวลา 11.00-17.00 น.
๐ ราคา/คน 800 บาท (สมาชิก TK park 500 บาท)

หลักสูตรอบรม 3DMax (สำหรับเยาวชน)
๐ รายละเอียดหลักสูตร : การอบรมที่เน้นการปฏิบัติจริง โดยฝึกการสร้างและขึ้นรูป 3 มิติ การจัดองค์ประกอบและให้แสงเงา การสร้างพื้นผิวด้วยวัสดุต่างๆ จนถึงสามารถสร้างสรรค์ผลงานเอนิเมชั่นของตนเองได้
๐ วัน เดือน ปี 6-7 พฤษภาคม 2552 เวลา 11.00-17.00 น.
๐ ราคา/คน 800 บาท (สมาชิก TK park 500บาท)

หลักสูตรอบรม ท่องโลกอินเทอร์เน็ตปลอดภัยด้วย Firefox
๐ รายละเอียดหลักสูตร : รู้จัก Firefox ให้มากขึ้น กับคุณสมบัติโดดเด่นที่มากกว่า web browser ทั่ว ๆ ไป จนทำให้ Firefox เป็นโปรแกรมที่ได้รับความนิยมในเวลาอันรวดเร็ว
๐ วัน เดือน ปี 9 พฤษภาคม 2552 เวลา 11.00-17.00 น.
๐ ราคา/คน 450 บาท (สมาชิก TK park 300 บาท)

หลักสูตรอบรม สร้างเว็บไซต์โดยไม่เสียค่าลิขสิทธิ์ด้วย NVU
๐ รายละเอียดหลักสูตร : รู้จักการใช้ NVU โปรแกรมฟรีเพื่อการจัดรูปแบบเว็บเพจ การทำงานกับตาราง รูปภาพ และแม่แบบการตั้งค่า Page Properties และการสร้างลิงค์ง่าย ๆ เพียงคลิกเดียว
๐ วัน เดือน ปี 16-17 พฤษภาคม 2552 เวลา 10.30-16.30 น.
๐ ราคา/คน 800 บาท (สมาชิก TK park 500 บาท)

หลักสูตรอบรม ถ่ายภาพ : เทคนิคการถ่ายภาพนอกสถานที่
๐ รายละเอียดหลักสูตร : เรียนรู้วิธีบันทึกภาพวิวและธรรมชาติโดยเรียนรู้การใช้เทคนิคต่างๆจากช่างภาพที่มีประสบการณ์ เช่น การบันทึกภาพในสถานที่ๆมีแสงน้อยหรือมากเกินไป การใช้อุปกรณ์เสริมในการถ่ายภาพ พร้อมการฝึกปฏิบัตินอกสถานที่
๐ วัน เดือน ปี 23 พฤษภาคม 2552 เวลา 10.30-16.30 น.
๐ ราคา/คน 450 บาท (สมาชิก TK park 300 บาท)

หลักสูตรอบรม : สร้างบล็อกเกอร์ด้วย เว็บ Blogger (www.blogger.com)
๐ รายละเอียดหลักสูตร : รู้จักการสร้างบล็อกด้วย blogger.com และเรียนรู้วิธีการทำโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตโดยใช้บล็อกเป็นช่องทางในการสร้างรายได้อย่างง่าย ๆ
๐ วัน เดือน ปี 30 พฤษภาคม 2552 เวลา 11.00-17.00 น.
๐ ราคา/คน 450 บาท (สมาชิก TK park 300 บาท)

หลักสูตรอบรม : สร้างเว็บไซต์อย่างทันสมัยด้วย Joomla
๐ รายละเอียดหลักสูตร : เริ่มต้นสร้างเว็บไซต์กับ Joomla โปรแกรม CMS ที่สามารถสร้างสรรค์และพัฒนาเว็บไซต์ตั้งแต่เว็บไซต์ส่วนตัวขนาดเล็กจนถึงเว็บขนาดใหญ่ระดับองค์กรได้อย่างง่ายดาย
๐ วัน เดือน ปี : 6-7 มิถุนายน 2552 เวลา 11.00-17.00 น.
๐ ราคา/คน 800 บาท (สมาชิก TK park 500 บาท)

หลักสูตรอบรม : บริหารบทเรียนออนไลน์ด้วย MOODLE
๐ รายละเอียดหลักสูตร : รู้จัก MOODLE โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการระบบการเรียนการสอน LMS (Learning Management System) เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่าย Internet
๐ วัน เดือน ปี 13-14 มิถุนายน 2552 เวลา 11.00 - 17.00 น.
๐ ราคา/คน 800 บาท (สมาชิก TK park 500 บาท)

หลักสูตรอบรม : ตัดต่อวิดีโอด้วย Jashaka
๐ รายละเอียดหลักสูตร : สร้างสรรค์ผลงานมัลติมีเดียด้วยโปรแกรม Jashaka โดยนำเนื้อหา ภาพนิ่ง ข้อความ และภาพเคลื่อนไหว มาจัดทำเป็นบทเรียนมัลติมีเดียหรือผลงานนำเสนอรูปแบบใหม่ได้มากมายไม่จำกัด
๐ วัน เดือน ปี 20-21 มิถุนายน 2552 เวลา 11.00 - 17.00 น.
๐ ราคา/คน 800 บาท (สมาชิก TK park 500 บาท)

หลักสูตรอบรม : สร้าง E-book ด้วยโปรแกรม Flip Album
๐ รายละเอียดหลักสูตร : สร้างสรรค์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Flip Album อีกหนึ่งโปรแกรมสำเร็จรูปที่สามารถสร้าง E-book แบบเชื่อมโยงไปยังส่วนต่างของหนังสือได้พร้อมลูกเล่นอีกมากมายให้คุณเรียนรู้
๐ วัน เดือน ปี 27-28 มิถุนายน 2552 เวลา 11.00 - 17.00 น.
๐ ราคา/คน 800 บาท (สมาชิก TK park 500 บาท)

ทุกหลักสูตรสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ หรือสมัครและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานการเรียนรู้ TK parkศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone โทร. 0-2257-4300 ต่อ 432-433 (ฝ่ายฝึกอบรม)

-------------------------------------------------------------------------------------------------
อุทยานการเรียนรู้ TK park สังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) CentralWorld ชั้น 8 Dazzle Zone เลขที่ 4,4/1-4/2,4/4 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร. 02 257 4300 โทรสาร. 02 257 4300 ต่อ 125 เปิดบริการ อังคาร - อาทิตย์ 10.00 - 20.00 น.

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.tkpark.or.th
huahinhub Thanks

5.06.2552

| หัวหิน Retro ๘ (เรือนงาม นามไพเราะ ถิ่นบ้านตากอากาศ)












เรือนงาม นามไพเราะ
ถิ่นบ้านตากอากาศ

หัวหินคือศูนย์รวมบ้านตากอากาศรุ่นแรกของประเทศไทย คนในยุคเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน ท่านสร้างบ้านแล้วก็ตั้งชื่อไพเราะฟังน่าอยู่น่ารู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก ชื่อบ้านนอกจากจะบ่งบอกว่าใครเป็นเจ้าของได้แล้ว ยังช่วยบอกตำแหน่งแห่งหนของบ้าน ประหนึ่งเหมือนบ้านเลขที่เพราะในยุคนั้น ยังไมการจัดทำทะเบียนบ้านกันอย่างเดี๋ยวนี้ เวลาไปรษณีย์จะส่งโทรเลขถึงท่านไหน ก็อาศัยยึดตามชื่อบ้านเป็นหลัก แม้แต่บริการรถสองแถวในสมับก่อน ก็ยึดเอาทำเลของบ้านตากอากาศเหล่านี้ เป็นตัวกำหนดเส้นทางเช่น สายตลาดชัตรไชย -บ้านบ่อจืด


บ้านงามในหัวหิน ยังมีเหลือให้เห็นอยู่หลายหลัง แม้จำนวนไม่น้อยถูกแปรสภาพเป็นโรงแรม คอนโดมีเนียมและรีสอร์ท จนไม่เหลือเค้าโครงเดิม แต่ก็ยังมีจำนวนนับสิบหลัง ที่บรรดาท่านเจ้าของยังคงรักษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัยรัชการที่ 7 เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และรำลึกถึงอดีตอันทรงค่าของเมืองหัวหิน ซึ่งเราๆ ท่านๆพอให้มีไว้เดินเลาะชายหาดชื่นชมกันได้บ้าง ได้แก่




๐ จากบ้าน 'ฮุนซุยโฮ' ถึงบ้าน 'ทรัพย์ศฤงคารและสันติสุข' แห่ง 'ฮุนตระกูล'
บ้านเลขที่ 1 นับเป็นบ้านหลังแรก ของถนนแนบเคหาสน์ ชื่อบ้านสันติสุข มีเรือนพักตากอากาศของเจ้าของบ้านซ่อนเอาไว้ ภายใต้ต้นไม้ร่มครื้ม เรือนหลังนี้อยู่ติดชายหาดด้าทิศเหนือของสะพานปลาหัวหิน ในปัจจุบัน มีสนามหน้าบ้านโปร่งสบายกว้างขวาง คาดว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 2470 หรือช่วงต้นรัชสมัยของพระบามสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 7 และ

บ้านเลขที่ 3 บนถนนสายเดียวกัน ที่ติดป้ายใหญ่บอกชื่อเสียงไว้ชัดเจนว่าบ้าน 'ทรัพย์ศฤงคาร' ของตระกูลฮุน ซึ่งต้นตระกูลเจ้าของเรือนใหญ่หลังนี้ คือพระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล ในหลวงรัชการที่ 7 ทรงเรียกพระยาศรีวิสารฯ ว่า 'นายหุ่น' เพราะท่านมีชื่อในภาษาจีนว่า 'ฮุนเซ็กเตี่ยน' เชื้อสายจีนไหหลำ) ท่านดำรงตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงต่างประเทศ (ปลัดกระทรวง) ในสมัยพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 7 พระยาวิสารฯ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญผู้หนึ่งในสมัยสยามเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านผู้นี้นังได้รับราชการในตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ คนแรกในยุคประชาธิปไตย แม้จะเข้าทำงานโดยไม่เต็มใจนัก

พระยาศรีวิสารฯ (25 กุมภาพันธ์ 2439 - 23 มีนาคม 2511) จบการศึกษาจากมหาวิทยายอ๊อกซ์ฟอร์ด บาร์ริสเตอร์มิดเดิลเทมเบิล ประเทศอังกฤษ เป็นคนไทยคนแรกที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ในทางการเมืองท่านเป็นอดีต สมาชิก และ ส.ส. สังกัดพรรคประชาธิปตย์ และดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2508

ปัจจุบันเรือนหลังนี้ ตกทอกไปยังทายาทในตระกูล สมัยหนึ่งเป็นของคุณสมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 5 สมัยของไทย ผู้เป็นบุตรชายของคุณโกศล(กิมฮวด) ฮุนตระกูล หลานปู่ของพระยาศรีวิสารฯ จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากประเทศญี่ปุ่น โดยที่บ้านอีกหลังของตระกูล 'สันติสุข' ที่คุณณัฐพร ฮุนตระกูล ยังคงรักษาเรือนหลังงาม นี้ไว้โดยได้ทาสีใหม่เป็นสีเขียวสด สะดุดตาและกลายมาเป็นร้านอาหาร 'บ้านอิสระ' บนเลขที่ 7 ถนนแนบเคหาสน์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ในหมู่นักชิมอาหารอร่อย ให้ไปมาได้ไม่ขาดสาย หัวกระได ไม่แห้งกันเลยทีเดียว : huahinhub

๐ บ้านฟังคลื่น ของสกุล ล่ำซำ ล่ำซำ เป็นตระกูลเจ้าสัวแห่งสยามมาช้านาน มีเครือข่ายธุรกิจมามาย เช่นธนาคารกสิกรไทย เมืองไทยประกันชีวิต และบริษัทล็อกซ์เลย์ ความมั่งคั่งในตระกูลนี้ เริ่มตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 โน่นทีเดียว จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อหัวหินกลายเป็นเมืองตากอากาศแห่งสยามประเทศ ตระกูลเจ้าสัวอย่าง ล่ำซำ จึงมีที่ดินและบ้านพักตากอากาศหลังใหญ่ หน้าหาดกว้างขวางอยู่ที่หัวหิน บนบ้านเลขที่ 5 ถนนแนบเคหาสน์ และตั้งชื่อบ้านเอาไว้อย่างไพเราะเพราะพริ้งและน่าอยู่ว่า 'บ้านฟังคลื่น'....มรว.อายุมงคล โสณกุล เคยได้เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กไว้หลายโอกาส และhuahinhub เก็บส่วนที่เกี่ยวข้องกับบ้านฟังคลื่น มารวมไว้ ดังนี้

ล่ำซำรุ่นที่ 1 คือ 'อึ้งเมี่ยวเหงียน' (พ.ศ.2397-2456) เดินทางจากเมืองซัวเถา เข้าสู่สยามในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 เถ้าแก่อึ้ง เป็นคนขยัยทำมาหากิน สามารถเปิดกิจการค้าไม้สักขนาดใหญ่ได้ ในช่วงปลายสมัยรัชการที่ 5

ทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูลคือ 'อึ้งยุกหลง' (พ.ศ.2422-2482) ได้หันมาทำการค้าขายข้าว โดยมีเครือข่ายกว้างขวาง ในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง สิงค์โปร์จนถึงอังกฤษ กิจการรุ่งเรืองมากในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 นอกจากนั้นยังมีกิจการอื่นเสริมอีกมากมาย แม้แต่ภัตราคารชื่อดังในแถบราชวงศ์อย่าง 'ห้อยเทียนเหลา' หรือ หยาดฟ้าภัตราคาร ที่คน รุ่นปู่ รุ่นย่า ต้องพากันไปหารับประทานกันให้ได้สักครั้ง

ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลล่ำซำ ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ที่ขยายกิจการของตระกูลให้เติบโตกว้างขวาง ประกอบด้วย 3 พี่น้องคือ คุณโชติ-คุณจุลินทร์-คุณเกษม ล่ำซำ จากพี่น้อง 7 คน คุณโชติเป็นบิดาของคุณบัญชาและเป็นปู่ของคุณบัณฑูร นายใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทยในเวลานี้ ส่วนคุณจุลินทร์ก็เบิดาของคุณโพธิพงษ์และเป็นปู่ของคุณสาระและคุณนวลพรรณ สาวสวยไม่สร่างในวงสังคมไฮโซ ทายาทรุ่นที่ 3 นี้เองที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งธนาคารกสิกรไทยขึ้นในปี พ.ศ. 2488

ลูกหลายตระกูลล่ำซำ มีมากมาย เรือนหลังนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้คนได้มากๆ ถึงคราวละ 40 คน บ้านฟังคลื่น มรอายุกว่า 90 ปีแล้ว เพราะสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2469 สมัยรัชกาลที่ 7 บางส่วนมีการบูรณะไปตามสภาพ โดยคงสภาพเรือนใหญ่แบบเดิมเอาไว้ เวลานี้มีต้นไม้รกครื้มจนมองแทบไม่เห็นตัวบ้าน หน้าบ้านยังมีเสาหินติดป้ายชื่อบ้านเอาไว้ หากใครเคยผ่านไปทานอาหารที่บ้านอิสระ ด้านทิศเหนือของร้าน จะสามารถมองเห็นหาดทรายของบ้านฟังคลื่นได้ชัดเจน ทีเดียว

๐ บ้านอยู่เย็น ของตระกูลโชติกเสถียร 'บ้านอยู่เย็น' ตั้งอยู่บนเลขที่ 29 ถนนแนบเคหาสน์ เวลานี้กลายเป็นบ้านเก่าที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เพราะทายาทปรับเปลี่ยนมาเป็นร้านอาหาร ชื่อเดียวกับตัวบ้าน (ชาวกรุงเทพเดี๋ยวนี้ ถ้าใครแวะเวียนไปหัวหิน แล้วไม่ได้ไปทานของอร่อยที่บ้านอยู่เย็น เรียกได้ว่าเชยจริงๆ)

บ้านอยู่เย็น สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2470 ใกล้เคียงกับบ้านฟังคลื่น บ้านสามสุข ที่อยู่ถัดไป ท่านเจ้าของบ้านรุ่นแรกคือ พระมหามนตรีศรีองครักษ์สมุทร (ฉัตร โชติกเสถียร) ผู้ป็นบุตรพระยาธรรมจรรยานุกูลมนตรี (ทองดี โชติกเสถียร) กับท่านผิว ต้นตระกูลคือพระยาโชฎึกราช เศรษฐี (เสถียร โชติกเสถียร) ขุนนางในสมัยรัชกาลที 5 ผู้มีคุณูปการมากมายแก่บ้านเมือง

ท่านมหามนตรี (ฉัตร โชติกเสถียร) เกิดเมื่อวันที 1 กันยายน 2439 สมรสกับนางสาวพร้อม เลาหเศรษฐี และเข้ารับราชการในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 6 เป็นครั้งแรก และมีตำแหน่งสำคัญเป็นเจ้ากรมมหาดเล็กในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชีนี ในปี พ.ศ. 2471 ก่อนดำรงตำแหน่ง เป็นเจ้ากรมพระตำรวจขวารักษาพระองค์ มีบรรดาศักดิ์เป็น พระมหามนตรีศรีองครักษ์สมุทร ในปี พ.ศ. 2473

เนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ ท่านจึงต้องมีบ้านพำนักอยู่ที่หัวหินนี้ด้วย เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่หัวหิน อยู่เนืองๆ โดยถนนแนบเคหาสน์ก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังไกลกังวล ให้สะดวกอย่างยิ่งต่อการเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ

ท่านมหามนตรีฯ มีบุตรชายท่านหนึ่ง ชื่อคุณพัดโบก โชติกเสถียร เป็นทายาทรุ่นที่ 2 ที่สืบต่อบ้านอยู่เย็น จนกระทั่งในยุคของคุณสุขนิจ โชติกเสถียร บุตรสาว ได้เปลี่ยนบ้านตากอากาศ (บางส่วน) ของตระกูลมาเป็นร้านอาหารริมหาด ที่สุดแสนจะโรแมนติกของเมืองหัวหิน นามว่า Coco 51 ขายอาหารสูตรเก่าของปู่ย่าตายายให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการบรรยากาศแบบหัวหินในยุคปริศนา (มีคนกระซิบมาว่า ละครเรื่องปริศนาเวอร์ชั่นที่ เทย่า โรเจอร์ และติ๊ก เจษฎาภรณ์เล่น มาถ่ายทำที่บ้านสวยหลังนี้ด้วย) ว้าว...!!

ปัจจุบันเรือนหลังใหญ่ของบ้านอยู่เย็น ยังคงสภาพบ้านพักตากอากาศในสมัยรัชการที่ 7 เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ มีเนื้อที่กว้างขวางถึง 4 ไร่ ตัวบ้านเป็นไม้สักทาสีเขียวอ่อน สองชั้นใต้ถุนเรือนยกสูงให้ลมผ่าน หน้าต่างเปิดได้ทั้งส่วนบนอละส่วนล่าง ลูกกรงไม้ฉลุลายพองาม ไม่วิจิตรบรรจงมาเหมือนบ้านในพระนคร แต่ดูอ่อนช้อยสบายตา น่าอยู่ ร่มรื่นเป็นอย่างมากที่เดียว

๐ สำนักดิศกุล ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เลขที่ 3 ถนนดำรราช สำนักดิศกุลเป็นของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ พระอนุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นต้นราชสกุล ดิศกุล

สำนักดิศกุล นับเป็นตำหนักตากอากาศรหลังแรกๆของพระราชวงศ์ ในหัวหิน สร้างขึนในราวปี พ.ศ. 2469 ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 6 สมเด็จฯทรงโปรดให้นายช่างและคนงานแถบเมืองหัวหิน สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย สร้างเสร็จรวดเดียวไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ (เป็นลักษณะเฉพาะของสถาปัตยกรรมในสมัยรัชการที่ 7 ที่เศรษฐกิจขิงชาติออกจะฝืดเคือง)

เรือนหลังแรกที่สร้างขึ้น คือตำหนักของสมเด็จฯ เป็นเรือนสีนวล 2 ชั้น ใต้ถุนโปร่ง ด้านบนมีหน้าต่างทรงสูงเปิดรับลมทเลทุกด้าน ตัวเรือนหันเข้าสู่ชายหาด เรือนหลังต่อมาคือตำหนักของ มจ.หญิง จงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดาองค์โตของท่าน เป็นบ้านทรงประยุกต์ ฝรั่งกับไทย ทาสีเขียวสดใส อยู่ด้านหลังเรือนของสมเด็จฯ ส่วนเรือนเล็ก ด้านข้าง เป็นเรือนไม้ชั้นเดียว มีห้องนอนและส่วนรับแขก เรียกว่า หอธรรมฯ ซึ่งใช้เป็นที่อยู่ของพระราชธรรมนิเทศ ราชเลขาของสมเด็จฯ

เวลาต่อมา ในบั้นปลายชีวิตของสมเด็จฯ ท่านได้ประทานบ้านหลังนี้ให้กับ มจ.หญิง จงจิตรถนอม ซึ่งได้ทรงใช้เป็นที่ประทับตากอากาศรักษาพระองค์อยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะประทานต่อมาให้ มจ.หญิง มารยาทกัญญา พระธิดาอีกองค์ของสมเด็จฯ และทรงประทานต่อกันจนพระขนิษฐา ร่วมหม่อมมารดาเดียวกัน คือ มจ.หญิง ราหิณาวดี ปัจจุบันทายาทคนโตของ มจ.หญิง เราหิณาวดี คือ พลเอก นายแพทย์ ชูฉัตร กำภู ณ อยุธยา (คุณหมอดุ๊ก) อดีตเจ้ากรมแพทย์ทหารบก ได้มอบให้ทายาท เปิดดำเนินกิจการร้านอาหาริตาเลี่ยน-ไทย ในชื่อเดียวกันกับชื่อของท่านคือ The Duke's

มีต่อ......



5.05.2552

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๒๘ (กรุงเทพในฝัน วันที่ต้นไม้ครองเมือง)



ตื่นตาตื่นใจไม่พอ สำหรับบทความที่นำมาฝากกันครั้งนี้ huahinhub ต้องเรียนกับพี่น้องชาวหัวหิน ไว้ด้วยว่าเป็นอีกเรื่องที่ทำให้ 'สมองตื่น' ขึ้นได้จริงๆ กับไอเดียสร้างสรรค์งาน ของศิลปินไทย ที่สามารถกระตุ้นต่อมความคิด ในการประกอบวิชาชีพ ที่ดีเรื่องหนึ่งเลยที่เดียว ที่huahinhubชื่นชมมานักหนา เป้นมาอย่างไร ไปติดตามกัน...

เกิดอะไรขึ้น
๐ ทำไมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจึงเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ หญ้าเฟิร์น และต้นไม้ปกคลุมร่มครึ้ม
๐ ทำเนียบรัฐบาลถูกต้นไม้นานาพันธุ์จับจองแทบทุกตารางนิ้ว
๐ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำกลายเป็นบ้านของไม้ป่าดิบชื้น
h
h
นี่คือกรุงเทพฯ ในอนาคต หรือ คือสภาพสะท้อนแท้จริงของกรุงเทพฯ วันนี้
หลังจากทำให้ผู้ที่ได้ชมผลงานเกิดความคิดกระเจิดกระเจิงทางความคิด และจินตนาการกันไปไกลตามความสนใจของแต่ละคน เจ้าตัวทราบแล้วเอาแต่ยิ้มตาหยีสลับกับเสียงหัวเราะ "ผมไม่ได้คิดเรื่องการเมืองเลยแม้แต่นิดเดียวนะครับพี่"

ตติยะ อุดมสวัสดิ์ ศิลปินหนุ่มวัย 28 เจ้าของผลงานพิมพ์ดิจิทัลบนกระดาษ ที่นำเอาบรรดาต้นไม้ในไพรพฤกษ์มาตกแต่งลงบนภาพถ่ายสถานที่สำคัญระดับแลนด์มาร์คของกรุงเทพมหานคร


เมืองสวยเมื่อคนสาบสูญ
ตติยะ ย้ำว่าผลงานศิลปะชุดนี้ไม่ได้มีแนวคิดเรื่องการเมืองใดๆ เลย ทั้งยังเป็นผลงานวิทยานิพนธ์ ขณะเป็นนักศึกษา คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี 2549

"บ้านผมอยู่ชลบุรีเป็นสวน ตอนเด็กๆ ที่บ้านขายต้นไม้ด้วย เติบโตกับต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก บ้านเช่าที่กรุงเทพฯ ตอนแรกก็เป็นตึกธรรมดา 2 ชั้น แถววังหลัง ผมปลูกต้นไม้คลุมทั้งตึกเลย คลุมจนข้างบ้านต้องตัดทิ้ง ต้นไม้ผมก็เอามาจากบ้านนั่งรถทัวร์ทยอยมา มีม่านบาหลีบ้าง ปลูกคลุมจนถึงชั้นสองเจ้าของบ้านโกรธผมมาก ผมบอกว่าเดี๋ยวตอนย้ายออกผมตัดให้ ตอนย้ายออกผมก็ตัดให้เขาจนโดนงูเขียวกัด ไปศิริราชเลือดกำเดาไหลเลย "เจ้าตัวเล่ายิ้มๆ


เรื่องของเรื่องคือ
พอมาอยู่กรุงเทพฯ น่ะ ตื่นเต้นมาอยู่ในเมือง ชอบมาก อยู่ไปชักเฉยๆ เหม็นก็เหม็นควันพิษก็เยอะ ตอนทำวิทยานิพนธ์ใจอยากทำเรื่องต้นไม้อยู่แล้ว ดาบวิชัย สุริยุทธ นี่ผมชอบมาก ชอบแนวคิดเขา บอกตรงๆ เลยว่างานผมได้แรงบันดาลใจมาจากเขาเลยส่วนนึง ด้วยภูมิหลังของเราด้วยส่วนหนึ่ง ทำให้เราเริ่มสังเกตว่าในเมืองนี่มันแปลกๆ นะที่รกร้าง บริเวณตึกพังนี่ต้นไม้พยายามขึ้นมากเลย เราก็มาคิดว่าตกลงตรงนี้มันเป็นที่ของมันไม่ใช่ที่ของเรา คนต่างหากที่สร้างสิ่งปลูกสร้างทับที่ของต้นไม้ แต่ทำไมพอเอาสิ่งปลูกสร้างออกไปนิดเดียวต้นไม้มันก็กลับมาขึ้นเร็วนักทั้งๆ ที่สร้างตึกใช้เวลาตั้งนาน แต่แค่วันสองวันที่ทิ้งไว้ต้นไม้ มอส ตะไคร่ก็เริ่มมาแล้ว"

ตติยะ นำแนวคิดนี้ไปเสนอกับ อาจารย์ญาณวิทย์ กุญแจทอง อาจารย์ที่ปรึกษาประจำภาควิชาภาพพิมพ์
"อาจารย์บอกว่าให้พัฒนาให้มันเยอะขึ้นกว่านี้อีก ตอนทำผมนำเสนอในแง่ลบนะครับ แน่นอนมนุษย์เราหายไปหมดไม่เหลือเลย ธรรมชาติอยู่ได้เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่มีมาก่อน สิ่งที่เราบอกว่าเจริญ อารยธรรมกำลังฆ่าตัวเราลงไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่คงอยู่คือธรรมชาติๆ สามารถฟื้นคืนกลับด้วยตัวของมันเอง ไม่มีเรามันก็ไม่เดือดร้อน แต่พอเริ่มทำไปผลตอบรับกลับไม่ใช่ คนเริ่มชอบ ไม่ได้มองในแง่ลบ คิดว่ามันสวย ถ้าเมืองเป็นอย่างนี้ก็ดีนะ ทำไมการสาบสูญของคนจึงสวยในสายตาของเขา"



เริ่มต้นที่ตึกช้าง
แนวคิดชัดเจน ลบคนออกจากภาพ คืนสถานที่ให้กับต้นไม้ใบหญ้า ผลลัพธ์กลับเป็นความงามของผู้พบเห็นทั้งที่เจ้าของงานมีแนวคิดด้านลบ ตึกแรกที่เขาเริ่มลงมือทำงานตามความคิด นั่นก็คือ ตึกช้าง

"ตอนแรกคิดไปไกล หอไอเฟล โอเวอร์มากๆ อาจารย์ถามคุณเคยไปเหรอ คุณจะรู้สึกได้ยังไงในเมื่อคุณไม่เคยไป ลองไปหาสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณสิ งั้นก็ต้องเป็นในเมือง ต้องเป็นกรุงเทพฯเพราะกรุงเทพฯ ทำให้ผมรู้สึกแรกๆ ก็ชอบ ต่อมาคนเอย สิ่งแวดล้อมเอย การจัดการเรื่องขยะ อยู่แล้วมันอึดอัด มันไม่เหมือนอยู่บ้าน กลับไปบ้านที่หายใจยาวเป็นฟุตเลย อยู่ในกรุงเทพฯไม่กล้าหายใจเลยจริงๆ ขณะอยู่ในซอยที่ไม่มีรถแล้วนะ ผมเลือกอยู่ในซอยที่รถวิ่งไม่ได้เพราะผมเหม็นควันรถ

ที่แรกที่ผมเลือกคือ ตึกช้าง เพราะเป็นตึกที่มีรูปร่างเหมือนสัตว์ป่า มันแปลกที่ตัวสัตว์ป่าเองอยู่ในเมืองไม่ได้ ช้างในเมืองโดนไล่ออก ช้างไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่กิน ผมมองว่าทำไมกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของตึก ทั้งที่เราเองเป็นฝ่ายไล่ล่าฆ่าเขา


วิธีการทำงานคือ
ถ่ายรูปมาก่อนทีแรกทำเป็นซิลค์สกรีน คณาจารย์ก็บอกว่าคุณทำสเก็ตช์นานไหม ผมก็ไปทำใหม่ใช้โฟโต้ช็อปตั้งใจทำมาก อาจารย์บอกว่าคุณก็ทำอย่างนี้เลยไม่ต้องทำซิลค์สกรีน ผมบอกว่าผมเรียนภาพพิมพ์ อาจารย์บอกว่าไม่จำเป็นคุณทำงานดิจิทัล พริ้นต์ ก็ถือเป็นภาพพิมพ์

คือผมรู้จักต้นไม้ทุกอย่างเพราะที่บ้านขายต้นไม้ คุณพ่อเรียนเกษตรแม่โจ้ เป็นข้าราชการประมง เสาร์อาทิตย์ขายต้นไม้ แล้วชอบเที่ยวป่า พ่อสอนให้รู้จักต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก ผมทำงานถ่ายรูปเมืองมาก่อน แล้วไปเข้าป่าเลยอยู่เป็นอาทิตย์ ถ่ายรูปต้นไม้ เขาใหญ่ เขาเขียว สถานที่พอนั่งรถทัวร์ไปได้เพราะผมไม่มีรถ พอไปอยู่กับมันก็นั่งคิดแล้ว ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเราตอนนี้ จะทำอย่างไรให้เมืองที่เราถ่ายมารู้สึกเหมือนอยู่ในป่า"


ต้นไม้ครองเมือง
สำหรับภาพที่หลายคนบอกว่า "แรง" กระทบใจผู้ชมมากที่สุด คงจะเป็นภาพอื่นไปไม่ได้นอกจากภาพ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ถูกต้นไม่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ตติยะ เล่าถึงเบื้องหลังการทำงานชิ้นนี้ว่าเริ่มต้นจากการถ่ายแลนด์สเคป เลือกมุมที่ถูกใจ บันทึกภาพเรียบร้อยก็เข้าป่าอีกรอบโดยมีการสเก็ตช์ไว้ในใจแล้วว่าจะใช้ต้นไม้ประเภทไหนมาเป็นองค์ประกอบ

"พอไปป่าผมมองว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองต่ำ ถ้าไม่มีการระบายน้ำก็จะท่วมเฉอะแฉะ ผมไปถ่ายภาพทุ่งหญ้ามา พอมีทุ่งหญ้าแบบนี้ เรารู้แล้วว่าไม้เถามันจะขึ้นมา ด้านที่สูงกว่ามันจะยิ่งขึ้น ยิ่งไม่มีใครไปยุ่งด้วยก็จะสูงขึ้นๆ ถ้ามีความชื้นตะไคร่ก็จะขึ้น แต่ไม่ได้อยากให้ผุพังนะ อยากให้คงสภาพว่ามันเคยเป็นอะไร ผมคิดว่าถ้าลองทิ้งไว้ 10-15 ปี ต้นไม้ก็จะขึ้นอย่างนี้ถ้าไม่มีคนไปทำอะไร" จากความคิดที่อยากลบภาพคนออกให้หมด เหลือไว้แต่เพียงต้นไม้ หลังจากสร้างสรรค์ผลงานได้ดั่งใจ ตติยะก็เริ่มมองผลงานตัวเองในด้านบวกขึ้นมาแล้ว

"ตอนนี้มองภาพนี้แล้วสวย ชอบถ้าได้เดินท่อมๆ อยู่ในป่าเหมือนในภาพคงได้เก็บอะไรกินสนุกดี เคยคิดว่าถ้าแลกกับการที่อยู่ในยุคปัจจุบันแล้วกลับไปใช้ชีวิตอย่างนี้ผมเอานะ มันก็คงดีเหมือนกัน ได้กลับไปอยู่ในที่ๆ บรรพบุรุษเคยอยู่ ตอนทำภาพนี้ผมไม่คิดเรื่องเสียดสีอะไรเลย แต่พอมาอยู่ ณ เวลานี้กลับเป็นการเสียดสีในตัวของมันเอง ถึงแม้ตอนนั้นมันเริ่มๆ มีเหตุการณ์ก็เถอะ แต่ผมไม่ได้มีแนวโน้มในเรื่องนี้เลย ตอนนี้กลับกลายเป็นทำให้คนคิดว่าสัญลักษณ์ประชาธิปไตยของเราทำไมถึงได้มีลักษณะเช่นนี้ เป็นเพราะสภาพการเมืองบ้านเราหรือเปล่า


รูปทำเนียบ
ทำในขณะที่เกิดความรู้สึกทางการเมืองแล้ว วันที่ไปถ่ายคือวันที่มีระเบิดกลางเวที แต่ผมออกมาก่อน ภาพนี้ทางภัณฑารักษ์ของนิทรรศการกรุงเทพฯ 226 ให้ทำเพื่อนำมาร่วมแสดง เขาบอกว่าถ้าจะทำงานที่มีเนื้อหาการเมืองแล้วจะเลือกภาพไหนที่ให้ผลกระทบต่อเนื่องจากภาพอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้

ก็ต้องเป็นทำเนียบรัฐบาล คนไปชุมนุมอยู่ที่นั่นเป็นร้อยๆ วัน ตอนไปถ่ายไม่มีมุมเลยนะเป็นภาพที่นำมาต่อกันจนได้ เพราะมีเต็นท์มีเวที ความรู้สึกเรื่องธรรมชาติกลับแรงในเรื่องเราทำร้ายสิ่งแวดล้อม ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันเป็นตัวแทนของสิ่งที่สำคัญที่เราควรนำกลับมามากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ คือ การทะเลาะ เบาะแว้ง ช่วงชิงอำนาจของแต่ละฝ่าย ที่น่าสนใจกว่าคือสภาวะโลกมีปัญหามาก ฝรั่งตื่นตัวมากเช่นภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกละลาย บ้านเรายังคิดเรื่องปากท้องอยู่เลย ผมมองว่าสภาวะแวดล้อมโลกเรื่องใหญ่นะพี่ เราใช้ชีวิตวันๆ อาจไม่รู้สึก แต่วันนี้ต้องมาถึงแน่นอนเพราะเราอยู่ในโลกใบเดียวกัน เรื่องธรรมชาติใหญ่กว่าการเมืองนะ ถ้าไม่มีธรรมชาติแล้วปากท้องก็ไม่สำคัญอีกต่อไป" ตติยะทิ้งท้ายถึงเรื่องสำคัญที่อยู่ในใจเขาตลอดเวลา

หมายเหตุ : ผลงานของตติยะ อุดมสวัสดิ์ เป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการกรุงเทพฯ 226 ศิลปะจากยุคสร้างบ้านแปงเมือง สู่กรุงเทพฯ ในฝัน เปิดแสดงให้ชม(แล้ว)ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ และ ปิ่นอนงค์ ปานชื่น - ภาพ/เอกรัตน์ ศักดิ์เพชร
huahinhub Thanks

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๒๗ (โลงดอกไม้ ความตายแสนงาม)




อีกหนึ่งไอเดีย ของอาชีพ ที่ยังไม่มีใครกล้าเหมือน และhuahinhub ต้องหยิบมานำเสนอต่อพี่น้องชาวหัวหินกัน กับ 'โลงดอกไม้ เพื่อความตายที่แสนงาม'

ครูสอนวาดรูปดอกไม้ หลังอาลัยสามีที่จากไปด้วยหีบศพลายกุหลาบ เธอลุกมาแบ่งปันความงามนี้แก่ผู้สูญเสียคนอื่นๆ


ศุภวรรณ เพนท์ดอกไม้ลงบนโลงศพครั้งแรก เมื่อเมษายนปีที่แล้ว ลงบนโลงศพของสามีของเธอที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ช่วงที่สามีของศุภวรรณเสียชีวิต เป็นเทศกาลสงกรานต์ ทางวัดยังไม่สะดวกสำหรับงานศพ จึงฝากศพสามีไว้ที่โรงพยาบาล รอพ้นช่วงเทศกาลแล้วจึงได้ไปรับศพเพื่อประกอบพิธี ยังไม่ทันได้คิดว่าระหว่างนั้นจะใช้ชีวิตอย่างไร ศุภวรรณนึกว่าอยากจะทำอะไรบางอย่างให้เป็นการแสดงความรักความอาลัยให้แก่กันเป็นครั้งสุดท้าย จึงตัดสินใจที่จะเพนท์โลงศพให้สามี

"ตอนที่สั่งโลงมา ก็นอนดูอยู่ 2 วัน ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรเหมือนกัน ไม่เคยวาดในแพทเทิร์นนี้ เคยวาดแต่เป็นกรอบรูป กรอบกระจก หรือ กล่อง ใหญ่สุดก็โต๊ะหรือตู้ ก็ต้องมานั่งคิดจะวาดแล้วเพื่อให้คนมองระยะไกลอย่างไร ระยะใกล้อย่างไร พอคิดได้ก็เริ่มเลย เริ่มได้มันก็เร็ว เพราะเราเคยวาดมามากแล้ว แล้วเราสื่อได้ง่าย เราเป็นคนทำงานหวาน จึงออกในแนวหวาน วาดเป็นฟรีแฮนด์หมดเลย วาดเสร็จนาทีสุดท้ายก่อนนำออกไปรับศพสามีที่โรงพยาบาล วาดอยู่ประมาณ 5 วัน"

เธอเลือกเพนท์ ดอกกุหลาบ ลงไปบนโลงศพนั้น เพราะเป็นดอกไม้ที่ถนัดที่สุด และเป็นดอกไม้ที่รักที่สุด แล้วยังเป็นยังราชินีของดอกไม้ รูปทรงหรือโครงสร้างมีเอกลักษณ์ชัดเจน วาดแล้วดูรู้ทันทีว่าเป็นดอกกุหลาบ จึงเป็นสิ่งที่สื่อออกมาได้ง่าย จะให้หวานอย่างไรก็ได้เท่าที่อยากจะให้เป็น

ไม่เพียงแต่เพนท์โลงศพเท่านั้น ของชำร่วยสำหรับมอบให้ผู้มาร่วมงานเป็นยาดมพิมเสนแบบบรรจุในขวดแก้วขาวขุ่นที่ทางพี่ชายของสามีนำมาจำนวน 500 ขวด ศุภวรรณก็ใช้เวลาที่มีอยู่ไปกับการเพนท์ดอกไม้ลงไปบนขวดนั้น

หลังจากงานศพราว 1 เดือน ความคิดเรื่องเพนท์โลงศพยังติดอยู่ในใจ ศุภวรรณจึงได้ติดต่อไปยัง 'สุริยาโลงศพ' เพื่อเสนอไอเดียนี้ไป เรื่องโลงศพเพนท์ลวดลายดอกไม้ ก็ขอไปทำงานร่วมด้วย คิดจากประสบการณ์ของตัวเอง อยากทำให้แก่คนที่รักเป็นครั้งสุดท้าย และภาพเพนท์หวานๆ ก็เป็นเหมือนอย่างการจัดดอกไม้ประดับตกแต่งแบบที่เป็นอยู่

และไม่เพียงโลงศพ แต่รวมถึงการจัดตกแต่งไม้ประดับ ไปจนถึงของชำร่วย หนังสืองานศพ ที่เก็บอัฐิ หากมีผู้ต้องการให้อยู่ในธีมดอกไม้อย่างนี้ทั้งหมดก็แจ้งทางสุริยาโลงศพ ศุภวรรณก็สามารถจัดการดูแลในส่วนนี้ให้ได้

"เวลาเราปลอบใจกัน เราก็ว่าคนจากไป ไปสบายแล้ว แต่เวลาดูโลงศพแล้วก็น่ากลัว ดูเงียบเหงา ดูเศร้า ถึงเราจะจัดดอกไม้อย่างไรก็ตาม ตัวโลงศพก็ดูน่ากลัว เราก็เสนอเรื่องเพนท์โลงศพ คิดว่ามีคนที่คิดอย่างเรานะ ตอนนี้ก็ทำออกมาแปดแบบ ประกอบด้วยลวดลายของดอกไม้หลากหลายที่ได้ดีไซน์ไว้ เช่น มีไฮเดนเยีย กุหลาบ ไอริส เป็นต้น ซึ่งจะปนกันแต่ตามอารมณ์เรา เน้นหวานแล้วก็สวย สื่อไปในทางฝันๆ มากกว่า เห็นแล้วสบายตา เห็นแล้วสดชื่น" ศุภวรรณ ว่า ยังช่วยเตือนคนที่มาร่วมงานได้ว่า คนเราทำดีต่อกันหรือรักกัน อย่ารอให้เหลือเพียงโอกาสสุดท้ายนี้เลย

ศุภวรรณ เพนท์ลวดลายดอกไม้ลงไปแล้ว เมื่อมีการจัดไม้ประดับตกแต่งเข้าไปเพิ่มเติม มองดูแล้วคล้ายสวนดอกไม้ที่สงบๆ แห่งหนึ่ง ดอกไม้แต่ละกลีบดูบางเบาได้อย่างนี้ ต้องอาศัยหัวใจจริงๆ ไม่ว่าจะต้องทำใจให้เย็นๆ ไม่รีบร้อน แล้วต้องอ่อนโยนละเอียดอ่อนมากพอ

"รู้ไหมว่าทำไมเราชอบวาดรูปดอกไม้ เพราะเป็นอย่างเดียวที่ควบคุมได้ ถ้าเราบรรจงหรือทำอย่างประณีต มันก็จะปรากฏรูปรอยออกมาบางเบา เท่าๆ กับที่เราเบามือ แต่ชีวิตไม่เป็นอย่างนั้น" ศุภวรรณ ว่า ไม่มีอะไรรั้งไว้ได้ เมื่อถึงเวลาต้องไป

....................
หมายเหตุ : สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศุภวรรณสตูดิโอ โทร.0-2691-8630
hhh
ขอบคุณข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ และ รมณ รวยแสน
hiahinhub Thanks

| หัวหินประดามี ๑๑ (HUAHIN JAZZ FESTIVAL)


สีสันความสนุกของ 'เทศกาลดนตรีแจ๊ส' กำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว
hhh
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ร่วมกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เทศบาลเมืองหัวหิน สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหินชะอำ และ Hotelier Club กำหนดจัดงานเทศกาลดนตรีแจ๊สประจำปี 2552 หรือ“HUA HIN JAZZ FESTIVAL 2009”

งานเทศกาล HUA HIN JAZZ FESTIVAL ได้กลายเป็นงานเทศกาลดนตรีแจ๊สบนชายหาด ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไปแล้ว ซึ่งปีนี้จัดต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องสดุดี ในพระอัจฉริยภาพทางดนตรี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์อัครศิลปิน ที่ยิ่งใหญ่ของโลก และเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีหัวหิน ในคอนเซ็ปต์หัวหิน กรีน แจ๊ส ซึ่งจะเป็นอีกครั้ง ของการรวบรวมสุดยอดศิลปินแจ๊สจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งเอเชียและยุโรป พร้อมด้วยศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย มาบรรเลงเพลงแจ๊สให้ฟังกันสดๆ กับบรรยากาศสบายๆ ริมชายหาด โดยงานจะมีขึ้นในวันที่ 12-14 มิถุนายน 2552 ณ บริเวณในกลางเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ โทร 032-513-885 เว็บไซต์ www.huahinjazz2009.com และ Call Center 1672

ขอบคุณข้อมูลจากwww.moct.net huahinhub Thanks

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๒๖ (Capitalism Is Dying อวสานทุนนิยม)






h
h

เก็บมาฝากชาวหัวหินกัน..แบบไม่รู้จะป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชาวหัวหินมั๊ย แต่เอาล่ะ huahinhub เชื่อว่า อ่านเอาเรื่องมา อ่านเอาเรื่องไป อย่างไรเสีย พี่น้องชาวหัวหิน ต้องได้อะไรดีดี จากการติดตามบาทความนี้ ไม่มากก็น้อย ทีเดียว ไปนะ ไปติดตามกัน...

ชายในสูทลายพรางเดินออกมาพร้อมลูกโลกในมือ เขาค่อยๆ ตบลูกโลกให้หมุนจากช้าไปหาเร็วไปพร้อมกับท่องบ่นคำว่า "เงินๆๆๆๆๆ กำไรๆๆๆๆๆ หมุนๆๆๆๆๆ เร็วๆๆๆๆ" เหมือนจะบอกว่าเพราะเงินที่ทำให้โลกนี้หมุน และหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตามความโลภของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ไม่นานหลังจากนั้น ชายคนเดิมคว้าหมอนใหม่เอี่ยม 1 ใบออกมา เขาประกาศว่านี่คือ 'หมอนวิเศษ' ที่สามารถบันดาลทุกสิ่งที่หวังให้เป็นจริงเพียงแต่เขียนสิ่งที่ต้องการลงไป เขาส่งหมอนให้ผู้คนที่ยืนดูอยู่ช่วยกันเขียนความต้องการ ขณะที่เขาเดินวนไปรอบๆ

เมื่อความฝันทั้งหลายถูกเขียนลงไปบนหมอนเรียบร้อย เขาคว้าเชือกเส้นใหญ่หลายเส้นขึ้นมามัดหมอนและส่งปลายเชือกให้คนดูช่วยกันถือไว้ ก่อนจะส่งสัญญาณให้ทุกคนช่วยกันดึงเชือกสุดแรงเพื่อไขว่คว้าหาสิ่งต้องประสงค์ แน่นอนว่า หมอนวิเศษย่อมถูกเชือกรัดจนบี้แบนอยู่กลางวงและไม่อาจตอบสนองความฝันของใครได้เลย ว้าว....อืมม์.....นั่นคือการอธิบายอย่างคร่าวๆ ถึงรูปแบบศิลปะการแสดงสดในการเปิดนิทรรศการ 'Capitalism is Dying!' (ทุนนิยมกำลังจะตาย) โดย วสันต์ สิทธิเขตต์ การแสดงผลงานศิลปะครั้งล่าสุดที่ใช้เวลาทำงานเกือบสองปี

"ความคิดก็คือ ผมมองว่าระบบทุนนิยมได้ทำร้ายตัวเองมาตลอด อย่างกรณีถึงวิกฤติการเงินในสหรัฐอเมริกาก็กระเทือนไปทั้งโลกเป็นเพราะระบบเงินต่อเงิน เราเอาเงินไปฝากธนาคาร 1,000 บาท เงินก็อยู่ในธนาคาร 1,000 บาท พอมีคนไปกู้เงินก็แตกออกมาเป็นอีก 1,000 บาท ก็จะมีคนเป็นหนี้ธนาคารต้องหาเงินมาส่งดอกเบี้ย คนเอาเงินไปลงทุนทำธุรกิจหาประโยชน์จากธรรมชาติแบบไร้สติ นี่คือความโลภของมนุษย์ในระบบทุน การประเมินคุณค่าในสังคมก็เปลี่ยนไปด้วย กลายเป็นว่าทำกำไรมากคือความดี ใครมีเงินคนอื่นก็ยอมรับนับถือโดยไม่รู้ว่าเอาเงินมาจากไหน" วสันต์ อธิบาย

ผลงานในนิทรรศการ 'Capitalism is Dying!' ครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงผู้คนที่ถูกกระทำจากระบบทุน รวมถึงสิ่งที่เรียกว่า 'การค้าเสรี' ซึ่งวสันต์มองว่าแท้จริงแล้วไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม และกำลังกลืนกินโลกอยู่ในปัจจุบัน

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านผลงานจิตรกรรมอย่าง 'Stimulate the Economy' ที่เขาวิพากษ์การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการพึ่งพาการบริโภคแบบไม่ยั้งคิด รวมถึงการล่อลวงให้คนเสพและสะสมวัตถุต่างๆ เพื่อแสดงถึงสถานะในสังคม จนตกอยู่ในวังวนของการบริโภคเกินตัว

ขณะที่ผลงานอีกชิ้น 'Profit is Evil' หรือ 'กำไรคือความชั่ว' เป็นผลงานที่วสันต์หยิบยกคำสอนในหลายศาสนาที่เชื่อว่าการเอารัดเอาเปรียบ การกอบโกยกำไร เป็นต้นตอของความชั่วร้ายและหายนะของเราทุกคน สะท้อนผ่าน

สัญลักษณ์ของคนที่กำลังเป่าฟองสบู่เพื่อล่อลวงคนอื่นๆ ให้หลงถลำสู่วังวนของการเป็นหนี้ รวมถึงสัญลักษณ์ของเปลวไฟที่แทนความเร่าร้อนของระบบการบริโภคเกินจำเป็นที่กำลังเผาผลาญทุกคน

ส่วน 'Corporate Greed' วสันต์นำเสนอภาพอำนาจของบรรษัทข้ามชาติที่แทนความหมายด้วยยักษ์ใน 'สูทลายพราง' ซึ่งสะท้อนภาพการควบรวมระหว่างอำนาจ 'เงิน' กับ 'ปืน' กำลังกลืนกินมนุษย์ที่เปลือยเปล่าที่เป็นตัวแทนของคนที่ไม่เหลืออะไรแล้วในชีวิต

หลังจากวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทุนจนแทบจะเรียกว่าหมดหวังในชีวิต วสันต์เสนอทางออกเล็กๆ ไว้ในผลงานอย่าง 'All for Everyone' ที่สะท้อนทั้งภาพและเสียงของฮูโก ชาเวซ ประธานาธิบดีแห่งเวเนซูเอลา เจ้าของแนวคิดของการแสวงหาสังคมที่เท่าเทียม หรือผลงาน 'Ya Basta!' ซึ่งได้แนวคิดมาจากการต่อสู้กับระบอบทุนนิยมของกลุ่มซาปาติสตาในประเทศเมกซิโก

ไม่เพียงผลงานจิตรกรรม นิทรรศการครั้งนี้ยังนำเสนอผลงานวิดีโอ อาร์ต 'In God we Suck' ที่นำแสดงโดยวสันต์เอง เพื่อสะท้อนถึงแนวคิดของศิลปินต่อพฤติกรรมการรุกรานทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ

สตีเวน เพตติโฟ ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการครั้งนี้ระบุว่า วสันต์เป็นศิลปินไทยคนแรกๆ ที่เขารู้จักตั้งแต่แรกมาถึงเมืองไทยเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน ผลงานของวสันต์มีความน่าสนใจเพราะในช่วงเวลานั้นยังยากที่จะหาศิลปินไทยคนอื่นที่ทำงานศิลปะสะท้อนการเมือง โดยเฉพาะผลงานที่แสดงออกอย่างยั่วยวนให้เกิดการคิดต่อหรือแม้แต่โต้แย้ง

"ผมติดตามผลงานของวสันต์มาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับวสันต์ นิทรรศการนี้เป็นการต่อเนื่องแนวทางการทำงานศิลปะที่วสันต์ได้ทำมาตลอดระยะเวลานานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ไทยกำลังเผชิญวิกฤติทางการเมืองอย่างนี้ ผมคิดว่าดีที่ได้เห็นการแสดงออกถึงการสนใจปัญหาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ดีที่ได้เห็นว่ามีศิลปินที่ไม่กลัวที่จะพูดถึงประเด็นนี้"

ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้โดยรวมพูดถึงความหายนะของมนุษยชาติทั้งมวล ซึ่งวสันต์มองว่าเกิดจากระบบทุนนิยมสามานย์ที่ลวงล่อให้มนุษย์ถูกกระทำซ้ำซาก ลวงหลอกให้ทุกคนบริโภคแบบเดียวกัน รวมไปถึง 'ฝัน' ถึงการเสพสมกับการสะสมวัตถุแบบเดียวกัน จนกระทั่งมีชีวิตอยู่เพื่อการไขว่คว้าหาเงินมาตอบสนองความโลภที่ไม่มีจุดสิ้นสุดเท่านั้นเอง

"ผมเขียนภาพสะท้อนถึงวิกฤติของโลก เขียนถึงการขายธรรมชาติ หายนะในระบบทุนที่เน้นการหาเงิน การเก็งกำไรซ้ำซ้อน การแสวงหาวัตถุ ทุกคนต้องยอมจำนนต่อระบบ จนในที่สุดเราทุกคนก็กำลังถูกกลืนกิน สุดท้ายแล้วคนเราก็มีชีวิตอยู่เพื่อ 'ใช้หนี้' เท่านั้น ไม่เหลืออะไรแล้ว"


.....................
นิทรรศการ 'Capitalism is Dying!' โดย
วสันต์ สิทธิเขตต์ จัดแสดงจนถึง 17 พฤษภาคม ณ ทวิบู แกลเลอรี ชั้น 3 สีลมแกลเลอเรีย ใกล้สถานี BTS สุรศักดิ์ สอบถามโทร.0-2266-5454 หรือดู www.thavibu.com

ขอบคุณข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ huahinhub Thanks

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๒๕ (Google กับก้าวใหม่ในจีน)


h
h
h
h
h
h
huahinhub เก็บเรื่องนี้ มาชวนพี่น้องชาวหัสหิน ให้ได้เก็บไปคิดด้วยกันนะ..
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จีน ได้กลายเป็น 'มังกร' ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาสู่โลกยุคใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งเทคโนโลยี การลงทุน รวมทั้งเหล่าผู้คนที่แสวงหาโอกาส จีนเป็นตลาดใหญ่ที่น่าจะ เป็นช่องทางได้ และชวนให้ทดลองอะไรใหม่ๆ สอดรับกับสภาวการณ์ที่ใครต่อใครพากันหาทางรอดให้กับตัวเองในยุคที่สเถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลกใบนี้แกว่งเอน

ตลาดออนไลน์
ก็ยังคงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้คนยังหลั่งไหลเข้าไปหาที่ทางของตัวเอง โดยเฉพาะธุรกิจบันเทิงแขนงต่างๆ ที่มีลู่ทางในการทำเงิน เพลงบนอินเตอร์เน็ตจึงเป็นอีกช่องว่างที่ยังพอมีโอกาสให้เห็น โดยเฉพาะประเทศที่มีจำนวนคนใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลกอย่างจีน แผ่นดินใหญ่
รายงานจาก wiseknow.com พูดถึงการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างคึกคัก
ค่ายเพลงใหญ่ 2-3 ค่าย เช่น อีเอ็มไอ, วอร์เนอร์ และยูนิเวอร์แซล จึงหันไปจับมือกับกูเกิลยักษ์ใหญ่เสิร์ช เอ็นจิ้น ที่ไม่เคยทำมาหากินกับค่ายเพลงมาก่อน เปิดให้คนจีนในประเทศจีนสามารถดาวน์โหลดเพลงจากเวบไซต์ไปฟังได้เลยฟรีๆ

พูดง่ายๆ คือหวังขายเพลงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนวิธีใหม่ให้ดาวน์โหลดไปฟังได้ฟรี ซึ่งจะเป็นการเพิ่มทราฟฟิกและหารายได้จากโฆษณามาแบ่งกันระหว่าง
กูเกิลกับค่ายเพลงที่ยอมปล่อยเพลงให้ อืมม์...

อันที่จริงนี่ไม่ใช่เกมธรรมดาๆ ในเชิงธุรกิจ แต่มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่านั้น เพราะ
กูเกิลไม่ใช่เสิร์ชเอ็นจิ้นในจีน บริษัทท้องถิ่น Baidu ครองตลาดเอาไว้ใหญ่กว่า การจะดึงคนเสิร์ชผ่านอินเทอร์เน็ตมาใช้ให้ได้อย่าง Biadu เนื้อหาสำหรับการค้นหาจะต้องมีสิ่งที่คนต้องการ

การเข้าถึงและดาวน์โหลดเพลงฟรีได้เป็นจุดหนึ่งที่
กูเกิลเองก็เชื่อว่าดึงมาได้ แต่โดยปกติทำไม่ได้หากค่ายเพลงไม่ยินยอม ต่างจาก Baidu ที่ไม่สนใจแม้เวลานี้จะมีการฟ้องร้องกันอยู่ก็ตาม

ก็คงต้องติดตามดูว่ารูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง
กูเกิลกับค่ายเพลงใหญ่ เพื่อเปิดฟรีดาวน์โหลดเพลงในจีน หวังยอดคนใช้งานและตามมาด้วยโฆษณาจะประสบความสำเร็จหรือไม่

แต่ตัวเลขมันฟ้องว่า 84 เปอร์เซ็นต์ของคนจีนที่ใช้อินเทอร์เน็ตนั้น ดาวน์โหลดเพลงจากเว็บไซต์ และส่วนใหญ่นำไปใช้เป็นริงโทน จะดึงคนเหล่านี้มาเป็นลูกค้าเพื่อหา รายได้ก็ต้องปรับตัวเข้าหา แทนที่จะไล่ฟ้องกันไปเรื่อยๆ เพราะการไล่ฟ้องนั้นแม้กระทั่งศิลปินเพลงเองหลายกลุ่มก็ไม่ได้เห็นด้วยเลย อืมม์ เห็นมะ ..น่าคิดน่าคิด
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bangkokbiznews.com
huahinhun Thanks

| กระตุ้นความคิด ด้วยไอเดีย ๒๔ (Love on 20 Pages)







huahinhub เก็บเรื่องราวหนังสือดี มาฝากน้องๆ ชาวหัวหินกันเรื่องหนึ่ง ไปติดตามกันนะ...

หนังสืออ่านกึ่งหนังสือการ์ตูน (จริงๆ แล้ว ก็คือ หนังสือการ์ตูนแหละ แต่ตีพิมพ์และจัดทำรูปเล่มเป็นหนังสืออ่านพอคเก็ตบุ๊ค) ที่มีรูปแบบหรือคอนเซปต์ในการเขียนที่ผู้เขียนวางเอาไว้ว่าจะให้เนื้อหาในเล่มแบ่งเป็นตอนๆ ตอนละ 20 หน้า โดยที่เนื้อหาในแต่ละตอนนั้นจบในตัวของมันเอง อื้มม์ แล้วไงต่อ...

คอนเซปต์ดังกล่าวนั้น ไม่ให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากการอ่านการ์ตูนทั่วๆ ไปเท่าไหร่ แต่ความแตกต่างก็คือต้องใช้เวลาอ่าน นานกว่าเล่มอื่นๆ เลยที่เดียว...


Love on 20 Pages (เลิฟ ออน ทเวนตี้ เพจเจส) โดย nummon (ธีรายุ เศรษฐภักดี)
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Let’s Comic (เล็ทส์ คอมมิค) รูปแบบพอคเก็ตบุ๊คกระดาษอย่างดีหนา 236 หน้า (รวมปก) แทรกด้วยหน้าสีสวยๆ สลับหน้าขาวดำตลอดเล่ม ราคา 120 บาท วางจำหน่ายตามร้านหนังสือโมเดิร์นเทรดทั่วไป จัดจำหน่ายโดยบริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด...

งานภาพของ Love on 20 Pages โดย nummon ธีรายุ เศรษฐภักดี นั้นค่อนข้างแปลกหูแปลกตาไปจากงานภาพสไตล์การ์ตูนทั่วๆ ไป เพราะผู้เขียนเขียนออกมาคล้ายๆ งานภาพสไตล์สถาปัตย์หรืองานออกแบบภายในเสียมากกว่า โดยเฉพาะส่วนของงานฉากนั้นค่อนข้างชัดเจน แต่ในส่วนของคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนหรือตัวละครในเรื่องนั้นสามารถแสดงความเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวได้เป็นอย่างดี แถมยังสวยงามและแสดงอารมณ์ได้อย่างมีเสน่ห์ลงตัว

จากคำนิยมในเล่มที่เขียนโดย เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ ได้เล่าถึงความมหัศจรรย์ของเลข 20 ว่าเป็นตัวเลขที่กำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป จากงาน Pecha Kucha Night Bangkok ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นงานแสดงไอเดียประกอบภาพ 20 ภาพ ภาพละ 20 วินาที โดยคน 20 คน อาจจะเป็นที่มาที่เดียวกันที่ทำให้ความยาวแต่ละตอนของ Love on 20 Pages นี้เป็น 20 หน้าเพื่อความพอดี ไม่มากและไม่น้อยเกินไปเช่นเดียวกัน

nummon ธีรายุ เศรษฐภักดี เลือกที่จะนำเสนอในแบบที่มีเนื้อหาและตัวละครเชื่อมโยงกันซึ่งน่าจะเป็นงานที่หิน แต่ผู้อ่านจะได้ความรู้สึกผูกพันกับตัวการ์ตูนแต่ละตัวในเรื่องได้มาก ทำให้สามารถอินไปกับเนื้อหาได้ดี

โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ที่ผู้อ่านค่อยๆ ซึมซับนิสัยของตัวละครในเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ จนค่อยๆ มีตัวตนขึ้นมาในจินตนาการแล้ว ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อหาได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับการ์ตูนญี่ปุ่นหลายๆ เรื่องที่ยิ่งเป็นเรื่องยาวและสร้างให้ผู้อ่านเกิดความผูกพันกับตัวละครในเรื่องได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งนำพาผู้อ่านไปในทางที่ต้องการได้มากเท่านั้น (แต่ถ้าพาผู้อ่านไปตกเหวหรือตกม้าตายเสียเองนี่ก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ)

เรื่องราวของ Love on 20 Pages เกี่ยวข้องกับชีวิตคู่ระหว่าง "ปั๊บ" นางเอกสาวนักดนตรีหน้าตาดีแต่ไม่เก๊ก แถมยังออกไปในแนวโก๊ะๆ ก่งก๊งขี้เล่นอีกต่างหาก ในขณะที่ “ปิง” พระเอกของเรื่องนั้นเป็นทันตแพทย์หนุ่มที่มีบุคลิก ลักษณะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นคนเงียบๆ พูดน้อย...

ในขณะที่ปิงเป็นคนใจเย็นดุจน้ำแข็ง ตัดสินใจทำอะไรด้วยเหตุและผลแบบสุดๆ ปั๊บก็เป็นคนที่ตื่นตัวตลอดเวลา และมักจะตัดสินใจทำอะไรใหม่ๆ ด้วยอารมณ์เอามัน(ส์)เข้าว่า กอปรกับนิสัยแบบผู้หญิงที่มีความอ่อนไหวง่ายของปั๊บ กับนิสัยผู้ชายที่ไม่ค่อยโรแมนติกแต่แสดงออกถึงการดูแลและความห่วงใยด้วยวิธีอื่นแล้ว 2 พระนางคู่นี้แทบจะแตกต่างกันคนละขั้วเลย

แต่ nummon ธีรายุ เศรษฐภักดีก็เลือกประเด็นในการนำเสนอในแต่ละตอนเพื่อให้ผู้อ่านมองข้อดีและข้อเสียของพระนางเป็นเรื่องธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เพราะตัวละครทั้ง 2 ตัวนี้ต่างเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความรักและเหตุผลอันเป็นปัจจัยที่สำคัญเหลือเกินสำหรับการใช้ชีวิตคู่ผ่าน Love on 20 Pages นี้

น้องๆชาวหัวหิน ที่ชอบการ์ตูน(น้ำดี) ที่อ่านแล้วได้มุมมองแนวคิดที่เป็นบวกในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นลองหามาอ่านกันดูนะครับ..สวัสดี


ขอบคุณเรื่องและภาพจากwww.bangkokbiznews.com
และประสพโชค จันทรมงคล bomsquare@yahoo.com
huahinhub thanks