12.17.2552

12.15.2552

| หัวหินประดามี ๓๐ (พาเหรดรถโบราณ)




โซฟิเทลเซ็นทาราแกรนด์รีสอร์ทและวิลล่า หัวหิน ร่วมกับสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย จัดงานเทศกาลพาเหรดรถโบราณเมืองหัวหิน ครั้งที่ 7

เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์รถโบราณที่นับวันจะหาชมได้ยาก และให้ความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการและมรดกด้านรถยนต์ของประเทศไทย เพื่อนำรายได้สมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา

กิจกรรมภายในงานในวันที่ 18 ธันวาคมนี้ จะเป็นการนำรถโบราณและรถคลาสสิกจำนวน 50 คันร่วมในขบวนพาเหรด โดยจะเคลื่อนตัวจากหน้าโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ผ่านอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านสภาลัย (อุทยาน ร.2) อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อสักการะพระบรมรูปฯ

จากนั้นเดินทางผ่านจังหวัดเพชรบุรี เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยว และสู่อำเภอหัวหิน แวะศูนย์การค้าหัวหินมาร์เก็ตวิลเลจ เพื่อร่วมพิธีเปิดอาหารเย็นแบบบุฟเฟ่ต์ความยาว 50 เมตร โดยเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสชิมอาหารกว่า 100 รายการ จากฝีมือปรุงจากพ่อครัวระดับมืออาชีพจากโรงแรมต่างๆ ในกลุ่มสมาชิกของหัวหินโฮเท็ลลิเออร์คลับ

ส่วนวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม ผู้เข้าร่วมขบวนพาเหรดรถโบราณ จะเดินทางไปศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี อำเภอปราณบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งมีการพัฒนาแปลงปลูกป่าโกงกางในบริเวณพื้นที่นากุ้งเก่า เพื่อให้กลับมาอุดมสมบูรณ์และสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากพื้นที่เสื่อมโทรมได้ โดยศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศน์ป่าชายเลน เป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้พื้นที่ที่ถูกทำลายแห่งแรกของประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมนั่งรถโบราณชมเมืองหัวหิน เพื่อการกุศล และปิดท้ายด้วยงานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์เพื่อการกุศล ภายในงานมีการประมูล การประกวดการแต่งกายย้อนยุค
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub thanks

| กระตุ้นความคิด ๑๓๐ (พลังงานฟางข้าว)


สร้างพลังงานทดแทนจากฟางข้าว
โดย : บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE)

ปัญหาอย่างหนึ่งของเกษตรกรในการทำนา คือการจัดการกับฟางข้าวภายหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งแม้ปัจจุบันฟางข้าวจะสามารถนำไปใช้ประโยชนได้หลากหลาย เช่น อาหารสัตว์ ปุ๋ยหมักชีวภาพ แต่ด้วยภาวะเร่งรัดในการทำนาครั้งต่อไป การเผาฟางจึงกลายเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด
แม้ว่าเกษตรเองจะไม่อยากเผาฟางก็ตาม หากแต่ว่าผลกระทบที่ตามมานั้น ไม่เพียงความร้อนที่เกิดจากการเผาจะทำลายธาตุอาหารในดิน และได้ผลผลิตคุณภาพไม่ดีแล้ว การเผาฟางยังเป็นการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศอีกด้วย
ทั้งนี้ จากข้อมูลการสำรวจจากกรมควบคุมมลพิษ พบว่าพื้นที่ที่มีการเผา
ฟางข้าวมากที่สุดในประเทศไทยมีถึง 13 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคกลาง เช่น ชัยนาท ลพบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา และอ่างทอง เป็นต้น
น.ส.ไตรทิพย์ สุรเมธางกูร นักศึกษาปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (
JGSEE) กล่าวว่า ปัจจุบันแนวทางหนึ่งในการจัดการฟางข้าวที่น่าสนใจ คือการนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยการสนับสนุนของภาครัฐในการใช้ชีวมวลเพื่อทดแทนพลังงานจากฟอสซิล
ในหลายประเทศเริ่มมีการใช้
ฟางข้าว(rice straw) และฟางข้าวสาสี(wheat straw)เป็นเชื้อเพลิงของหม้อต้มไอน้ำในการผลิตความร้อนและผลิตกระแสไฟฟ้าพลังไอน้ำบ้างแล้ว เช่น ประเทศเดนมาร์ก อังกฤษ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น

ขณะที่ประเทศไทยมีความพยายาม ในการนำ
ฟางข้าวมาใช้ประโยชน์ในรูปพลังงานมาก แต่ยังประสบความสำเร็จไม่มากนัก เนื่องจากฟางข้าว เป็นชีวมวลที่มีค่าความร้อนต่ำ อีกทั้งยุ่งยากในการเก็บเกี่ยว และมีค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเศษวัสดุจากอุตสาหกรรมที่กำลังใช้กันอยู่ เช่น แกลบ เศษไม้ เปลือกปาล์ม ส่งผลให้ฟางข้าวกว่า 50 %ต้องถูกเผาทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้น เพื่อหาเทคโนโลยีที่นำฟางข้าวไปใช้อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกิดประโยชน์ที่ได้ผลคุ้มค่าต่อการลงทุน อันจะช่วยหยุดสร้างมลพิษจากการเผาฟาง และได้แหล่งพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น จึงได้ศึกษานโยบายเกี่ยวกับการนำฟางข้าวมาผลิตพลังงานในประเทศไทย ด้วยการประเมินความเป็นไปได้ใน 4 ด้าน คือ
1. ศักยภาพของทรัพยากรที่สามารถนำออกมาใช้ได้จริง
2. ความเหมาะสมของประเภทและขนาดของเทคโนโลยีกับศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่
3.ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งในแง่ของผู้ลงทุนและสังคมรวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ และ
4. สิ่งแวดล้อม โดยเสนอแนวทางของนโยบายที่ภาครัฐควรจะสนับสนุน

“ผลจากการประเมินพบว่า ฟางข้าวมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ ด้วยการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงของหม้อต้มน้ำอุตสาหกรรมในโรงงานจะมีศักยภาพมากว่าการผลิตกระแสไฟฟ้า และเสนอให้รัฐสนับสนุนการใช้ฟางโดยการให้เงินสนับสนุนต่อปริมาณฟางที่ใช้ 300-340 บาทต่อกิโลกรัม (แทนที่จะสนับสนุนต่อหน่วยกระแสไฟฟ้าที่ขายให้การไฟฟ้าฯ) เพื่อเปิดโอกาสให้นำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ด้วย
เงินสนับสนุนนี้คำนวณโดยคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ต้องจ่ายหากเราหยุดเผาฟางได้
สำหรับการนำไปใช้ก็สามารถทำได้ทันที เพราะในภาคกลางยังมีโรงงานที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันเตา ถ่านหิน สำหรับหม้อต้มน้ำอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งหากเป็นถ่านหินผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนมาใช้ฟางข้าวได้ทันที แต่ถ้าเป็นน้ำมันเตาก็เปลี่ยนเพียงหัวเตาเท่านั้น
ในส่วนการประเมินความคุ้มทุนนั้นพบว่า ฟางข้าวจะต้องมีราคาต่ำกว่า 860 บาทต่อตัน ซึ่งวิธีการลดต้นทุนที่ทำได้เลยในขณะนี้คือ ให้เกษตรเก็บฟางข้าวเป็นก้อนสี่เหลี่ยมไว้ข้างนา โดยอัดให้แน่น(ประมาณ 18-20 กก.ต่อฟ่อน) ด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้กันแพร่หลายอยู่แล้ว จากนั้นผู้ประกอบการส่งรถพ่วง 2 ตอน มารับซื้อจากนาโดยตรง และเตรียมความพร้อมของฟางก่อนป้อนเข้าเตาเผาด้วยการสับให้ชิ้นเล็กลง

ส่วนในอนาคตเสนอให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรเก็บฟางข้าวให้อยู่ในรูปแบบของเชื้อเพลิงอัดแท่งได้ทันที่ทุ่งนา เพื่อให้บรรทุกได้ในปริมาณมากขึ้นในพื้นที่เท่ากัน ซึ่งนอกจากจะลดจำนวนเที่ยวและประหยัดค่าการขนส่งแล้ว ยังนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ทันทีโดยไม่ต้องสับ แต่ทั้งนี้ยังต้องอาศัยการผลักดันจากภาครัฐในการพัฒนาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่อไป

น.ส.ไตรทิพย์ กล่าวว่า การใช้ฟางเป็นเชื้อเพลิงทดแทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิล นอกจากจะช่วยให้หยุด ”มลพิษทางอากาศ” ได้แล้ว ยังได้ “พลังงาน” และ “ลดโลกร้อน” ด้วย ซึ่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตรงนี้ จะนำไปขายกับประเทศที่มีพันธกิจการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้การตกลงในพิธีสารเกียวโต ปัจจุบันในตลาดโลกมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) บ้างแล้วในหลายประเทศ ภาครัฐควรมีการสนับสนุนโครงการCDM เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรด้วย

อย่างไรก็ดีปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ปัจจุบันโรงสีข้าวและโรงน้ำตาลเริ่มนำแกลบและกากอ้อยไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดย่อมของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้ชีวมวลเหล่านี้เริ่มมีราคาแพงและขาดแคลนมากขึ้น

ดังนั้น ชีวมวลที่ไม่ได้ใช้ทั้ง ฟางข้าว ใบอ้อย ยอดอ้อย ลำต้นข้าวโพด ล้วนเป็นชีวมวลทางเลือกใหม่ ที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในภาวะขาดแคลนพลังงานในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub Thanks

| กระตุ้นความคิด ๑๒๙ (หนึ่งผลิตภัณฑ์ หลายตำบล)




หนึ่งผลิตภัณฑ์ หลายตำบล
โดย : วิภานี กาญจนาภิญโญกุล

วาสนา ปันยารชุน ผู้ปลุกปั้นของตกแต่งบ้าน แบรนด์ 'นายขวัญเมือง'
สบู่สมุนไพรหอมนุ่มน่าใช้ฝีมือเธอ
หากเมื่อย้อนเวลากลับไป เมื่อ 4-5 ปีมาแล้ว วาสนา ปันยารชุน เป็นคนแรกๆ ที่เริ่มนำผ้าท้องถิ่น ของใกล้ตัวที่ผู้คนมองข้ามไปมาใช้เป็นวัสดุในการสร้างสรรค์ ช่วยเปลี่ยนหมอนสามเหลี่ยมหน้าตาโบราณให้ดูไฉไล มีคาแรคเตอร์ขึ้นมา ยังไม่รวมถึงผ้าห่มสีสดใสเย็บมือทั้งผืน เบาะรองนั่งหน้าตาเก๋ไก๋ ที่ผ่านการดั้นด้นเสาะหาทั้งวัตถุดิบและช่างฝีมือทั่วประเทศให้มารวมตัวกันอยู่ในผลงานเพียงชิ้นเดียว
ผู้หญิงร่างเล็กผิวแทน กระฉับกระเฉง แลดูอ่อนเยาว์เกินกว่าจะอายุสี่สิบปลายๆ คนนี้ก็คือเจ้าของไอเดียในการเนรมิตคิดค้นและปลุกปั้นสินค้าตกแต่งบ้านที่อบอวลไปด้วยกินอายท้องถิ่นภายใต้ชื่อ 'นายขวัญเมือง' ให้เป็นที่รู้จักกันทั้งตามหน้านิตยสารตกแต่งบ้านที่มักจะนำสินค้าของเธอไปแนะนำอยู่เนืองๆ ตลอดจนผู้คนทั่วไปที่ชื่นชอบผลงานแนวนี้

เธอย้อนเวลาให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทำกิจการเล็กๆ ของตัวเอง เธอเคยทำงานออฟฟิศอยู่ถึง 20 ปีเต็ม แล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนช่วงฟองสบู่แตก ปี 2540 ในขณะที่เธออายุราว 35 ปี
“ตอนนั้นต้องชั่งใจว่าจะทำงานประจำต่อ หรือทำงานของตัวเองดี เราก็คิดว่า ถ้าเราทำงานประจำต่อไป เราคงต้องทำงานอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าแก่กว่านี้กว่าจะออกจากงาน เราคงไม่กล้าทำธุรกิจแล้ว ก็เลยออกมาทำเลย”

แต่ร้านเริ่มแรกของนายขวัญเมืองกลับเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์เก่าย่านทองหล่อที่เธอได้สั่งสมประสบการณ์และความชอบสมัยที่ช่วยพี่สาวทำร้านเฟอร์นิเจอร์ในขณะที่ยังทำงานประจำอยู่ ทำอยู่ได้ 2 ปี อะไรๆ ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด ไหนจะจมทุน ไม่มีลูกค้า ประกอบกับอาการเบื่อหน่ายที่ต้องมานั่งเฝ้าร้านอ่านหนังสือทั้งวัน ในขณะที่เดิมเธอเป็นเลขานุการสาวสุดแอคทีฟที่คอยติดตามเจ้านายฝรั่งทำนู่นทำนี่ตลอดเวลา

สินค้าตัวแรกที่ผ่านมือเธอจริงๆ จึงเกิดขึ้นตามมา นั่นก็คือ 'ธูปหอม' ที่มีจุดเด่นตรงการใช้สมุนไพรแท้ๆ ในการทำและมีกลิ่นหอมที่ปรุงเองกับมือ ซึ่งวางขายในร้านใหม่ที่สวนจตุจักรหลังปิดร้านเดิมไปด้วยอาการขาดทุนอย่างแรง

และภายในพื้นที่ร้านเพียงไม่ถึง 10 ตารางเมตรนี่เอง ที่สามารถตอบสนองความต้องการของตัวเธอได้มากกว่าร้านหรูกลางใจเมือง “เราอยากขายของที่ตัวเองมีกิจกรรมทำ ได้ตระเวนไปนู่นมานี่ ได้ทำเอง ได้เคลื่อนไหว เพราะเราเป็นคนชอบทำอะไรด้วยตัวเอง”

ผลิตภัณฑ์ที่ทยอยออกมาในช่วงหลัง จึงผ่านการเดินทางทั่วสารทิศของผู้หญิงชอบเที่ยว และแวะไปเรื่อย จนกลายมาเป็นที่มาของสินค้านานาชนิดในร้าน อาทิ ผ้านวมผืนสวยต้องไปเย็บที่ลำพูน เพราะฝีมือดี ส่วนฝ้ายต้องซื้อจากเชียงคาน (เท่านั้น) มายัดไส้ผ้านวม หรือ หมอนขิด (หมอนสามเหลี่ยม) ซื้อผ้าถุงหลายไม่เหมือนใครมาจากร้านเล็กๆ เจ้าประจำทางภาคใต้ก่อนจะมาเย็บที่ยโสธรด้วยฝีมือของช่างท้องถิ่นที่คุ้ยเคยฝีมือกันดี ฯลฯ

เรียกว่า กว่าจะได้ของออกมาแต่ละชิ้นก็ต้องไปมากกว่า 1 จังหวัด ซึ่งดูเหมือนจะเหนื่อยและไม่คุ้มเท่าไหร่นัก หากมองว่าสินค้าในร้านนั้นไม่แพงอย่างที่คิด เริ่มตั้งแต่สบู่ทำมือราคา 60 บาท ไปจนถึงผ้านวมด้นมือทั้งผืนราคา 4,500 บาท “เราทำเพราะเราชอบ ไม่ได้ทำเพราะเห็นคนอื่นทำแล้วขายได้ อะไรที่ไม่ถนัด เราก็ไม่ทำ ไม่ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ"

ผู้หญิงร่างบางคนนี้จึงขับรถกระบะคู่ใจ ไปมาแล้วเกือบทุกหนทุกแห่งในประเทศไทย โดยแบ่งเวลาของเธอในช่วงวันธรรมดาอยู่ที่การออกแบบ คิดแบบ ทำสินค้าเอง (บางอย่าง) หรือไม่ก็ไปหากลุ่มแม่บ้านตามจังหวัดต่างๆ ส่วน ศุกร์-เสร์-อาทิตย์ อยู่ประจำขายของที่จตุจักร

ด้วยความที่สินค้าในร้านมีความเป็นเอเชียสูง ลูกค้ากว่า 80 เปอร์เซนต์ของร้านจึงเป็นชาวต่างชาติ ที่เหลือเป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งชื่นชอบงานสไตล์นี้ ดังนั้นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวจึงเป็นช่วงที่ร้านมียอดขายสูงถึงเดือนละ 2 แสน จากการขายเพียง 8 วันที่นี่ที่เดียวสาขาเดียว แต่ความฝันของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งยังไม่หยุดเท่านี้

"ทุกวันนี้ก็มีความสุขดี แต่ยังไม่พอ (หัวเราะ) ยังอยากมีร้านกาแฟเล็กๆ ชงเอง ล้างเอง อยู่ใกล้ภูเขา เพราะเราคิดว่า วันหนึ่งเราก็ต้องเลิกทำตรงนี้ เพราะอายุเยอะขึ้น ไฟหมด ขนของไม่ไหว ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำตลอดไป"
การเปลี่ยนแปลงจึงถือเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต และเมื่อท่วงทำนองชีวิตเดินไปถึงจุดนั้น ที่เหลือก็แค่ทำความเข้าใจและใช้ชีวิตต่อไปในแบบของตัวเอง
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub Thanks

| สร้างสรรค์วัฒนธรรมและสังคมเมือง ๑๓๐ (ขยะ+ความคิด=สังคมดี)





ขยะที่ใครต่อใครต่างมองว่าเป็นสิ่งสกปรก ไร้ค่า และไม่น่าจับต้อง วันนี้สิ่งของเหลือใช้เหล่านั้น จะไม่น่าขยะแขยงอีกต่อไป-->
เมื่อมีการบูรณาการความรู้ บวกกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคดิจิทัล ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ขยะที่ไร้ค่าก็กลายเป็นสิ่งของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์สวยงาม และสามารถเป็นสนามเด็กเล่นเกรดเอของเด็กๆ ได้

เช่นเดียวกับน้องๆ เยาวชนจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่นำเอาขยะ และเศษวัสดุเหลือใช้ต่างๆ มาประยุกต์เป็นสนามเด็กเล่น โดยผนวกองค์ความรู้จากตำรา ใส่ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการลงไป จนถ่ายทอดผลงานออกมาได้อย่างสวยงาม ส่งมอบความสุขให้กับเด็กๆ ในชุมชนวัดมะกอก และชุมชนจารุรัตน์
เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จัดโครงการโรงเรียนเครือข่ายเชฟรอน พลังใจ พลังคน เพื่อสนับสนุนโรงเรียนในการจัดการสิ่งแวดล้อมและได้ร่วมรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้มามีส่วนร่วมในการลดขยะด้วยวิธีง่ายๆ และสร้างสรรค์ อันเป็นที่มาของการสร้างสนามเด็กเล่นจากเศษวัสดุเหลือใช้ในครั้งนี้นั่นเอง

“เราเชื่อว่าพลังคนเป็นพลังที่สามารถพัฒนาและสร้างสรรค์สังคมได้อย่างยั่งยืน และเราเชื่อว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมหันมามีแนวความคิดใหม่ว่า การช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาขยะนั้น ทำได้ไม่ยากเลย แค่เพียงทุกคนเริ่มแยกขยะและนำส่วนที่ใช้ได้ไปรีไซเคิล ก็เป็นการช่วยได้แล้ว” หทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าว
ด้าน หมูตู้ - กวิน ประตูมณีชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี บอกว่า รู้สึกภูมิใจและดีใจมากที่ได้เห็นเด็กๆ ตื่นเต้นกับเครื่องเล่นต่างๆ ที่เพื่อนๆ มจธ. ร่วมกันสร้างจนกลายเป็นสนามเด็กเล่น “เพลินกราวน์” ให้กับชุมชนจารุรัตน์
“การทำงานของเราเริ่มต้นจาก concept นำก่อนครับ แล้วก็มีแบบคร่าวๆ ดูเป็น idea ซึ่งแรกๆ อาจจะดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง เพราะว่าการทำงานนี้ เราตั้งใจเพราะไม่อยากปิดกั้นจินตนาการวัสดุรีไซเคิล ดังนั้นพอของมาอยู่ตรงหน้า ความคิดจะโลดแล่นทันทีครับ เช่น ท้ายรถปิกอัพแปลงได้เป็นยานอวกาศ ชิ้นนี้ น้องๆ ชอบกันมาก ซึ่งการออกแบบของเรานั้นเน้นการที่ทำให้ "ขยะไม่ใช่ขยะ" เพราะว่าสนามเด็กเล่นเป็นของสำหรับเด็ก อันตรายไม่ควรมีเป็นอันขาด เราจึงออกแบบให้ทุกอย่างดูใหม่ คงทน และเหมาะสมที่สุด เพราะความไว้วางใจจากผู้ปกครองเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ เครื่องเล่นดูน่าเชื่อถือให้ลูกๆ เล่นได้อย่างเต็มที่ครับ”

"เพลินกราวน์" มีเครื่องเล่น 4 ชนิด ได้แก่ อุโมงค์ที่เตรียมพร้อมเข้าสู่เครื่องเล่น, ตัวแม่สี, เกมในการทรงตัว และยานอวกาศ ซึ่งเครื่องเล่นทั้งหมดที่ออกแบบ อาณัตน์ จะรคร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี บอกว่า อิงจากพื้นฐานด้าน IQ EQ และ MQ คือ ความฉลาดทางสติปัญญา ความฉลาดทางอารมณ์ และความฉลาดในด้านศีลธรรม ซึ่งจะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในเครื่องเล่นแต่ละชนิด

"อย่างเช่นอุโมงค์ที่จะมีทางเข้าออกหลายทาง เวลาเด็กเล่นก็จะทำให้เด็กได้มีการเรียนรู้และตัดสินใจ เวลาที่เข้าไปเจอเพื่อนสวนทางออกมา เด็กๆ จะได้คิดว่าเขาควรจะหลีกทางให้เพื่อนก่อนอะไรทำนองนี้ ก็จะทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงการอยู่ในสังคมที่ดี มันเป็นอะไรที่แฝงอยู่ที่เราไม่ได้ตั้งใจบอก ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นมากต่อสนามเด็กเล่น"

สำหรับเพื่อนต่างสถาบันอย่าง อ๊อฟ-อรรถพงศ์ ฟูเฟื่อง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บอกว่า สนามเด็กเล่นที่เขาและเพื่อนๆ ร่วมกันสร้าง เรียกว่า “กรีน แพลนเน็ต ฟอร์คิดส์” ประกอบไปด้วย ถ้ำเมืองมะกอก, ภูเขาผู้พิชิต, บ้านต้นไม้, โยกเยกขาเดียว, เสียงเรียกจากดอกไม้, ราชามด

“โจทย์ที่ว่าเป็นขยะและวัสดุเหลือใช้ มาทำเป็นสนามเด็กเล่น เป็นเรื่องที่ท้าทายครับ และดีมากในแง่ของวัสดุที่บางทีเราคิดไม่ออก ผมว่าโจทย์นี้ดีมาก พอรูปแบบแบบนี้เผยแพร่ออกไปคนก็จะหวนกลับมาคิดว่า เออ...มันไม่ได้ไร้ค่าแบบนั้น ยางรถต้องนำไปเผาหรือทำลายอันนี้ก็ไม่ใช่ แล้วจริงๆ สามารถที่จะเอาไปจัดการในเรื่องของสิ่งแวดล้อมอื่นได้อีก อย่างยางรถในพื้นที่ห่างไกลที่เขาเกิดปัญหาการกัดเซาะของตลิ่ง ป้องกันแนวทำเป็นเขื่อนยาง มันสามารถออกแบบไปใช้งานได้อีก ซึ่งเรื่องวัสดุรีไซเคิลเหมาะกับการที่จะเผยแพร่และทำให้คนสนใจ ถ้าเอามาประยุกต์ได้มันเกิดประโยชน์มากขึ้นกว่าที่เป็นขยะ”

เห็นอย่างนี้ใครจะคิดว่าขยะหรือวัสดุเหลือใช้ต่างๆ ที่หลายคนมองว่าหมดคุณค่า แต่หากมีการนำเอาขยะเหล่านั้นมารีไซเคิล และนำไปประยุกต์สร้างสรรค์ให้เกิดเป็นสิ่งต่างๆ ขยะที่เราเหยียบย่ำก็อาจมีประโยชน์ และสร้างคุณค่ามหาศาลได้เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub Thanks

7.07.2552

| หัวหินประดามี ๒๒ (สะบายดี สบายแฮ)


บ้านศิลปินหัวหิน ขอเชิญท่านผู้ชื่นชอบศิลปะและมีใจรักในงานศิลป์ชมนิทรรศการศิลปะชุด 'สะบายดี สบายแฮ' โดย ศิลปิน '3P'จากกลุ่มศิลปินเมืองหัวหิน ณ บ้านศิลปินหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตลอดเดือนกรกฎาคม ศกนี้ นิทรรศการศิลปะครั้งนี้เป็นการรวมตัวของสามศิลปินหนุ่มไฟแรง ได้แก่ ดนย บุญทัศนกุล (ป๋อง), สหัชณัฐ เถกิงกร (โป้) และเวชยันต์ อุณหสุวรรณ (เป๊กโก้) ซึ่งล้วนเป็นสมาชิกของกลุ่มศิลปินเมืองหัวหิน โดยได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3

oooo
คราวนี้ศิลปินสามหนุ่มได้รวบรวมผลงานศิลปะที่ดูสบายๆ ไม่มีกำหนดวิธีการสร้างสรรค์ผลงาน โดยถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกผ่านเทคนิคงานศิลป์ให้มีความหลากหลายตามสไตล์ความถนัดของตนเอง อาทิ ภาพเขาแผงม้า ภาพสู่สันติภาพ ภาพอดีตฉันมีสุข และภาพอื่นๆ อีกกว่า 60 ภาพ เพื่อให้ท่านได้ซึมซับงานศิลป์ได้เต็มอิ่มในบรรยากาศแบบสบายๆ
oooo

พิธีเปิดนิทรรศการจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2552 เวลา 19.00 น. และเชิญชมนิทรรศการฟรีได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 - 17.00 น. (ยกเว้นวันจันทร์) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาโทร.081-494-4047, 081-666-3662
o
ขอบคุณข้อมูลจาก กกรุงเทพธุรกิจ
huahinhub Thanks
ooo

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๒๙ (คอร์สจิตวิญญาณแห่งผืนดิน)


oo
oo
oo
โจน จันได-วิจักขณ์ พานิช ชวนผู้สนใจเข้าคอร์สเรียนรู้การใช้ชีวิตเรียบง่าย สัมผัสจิตวิญญาณแห่งผืนดิน ณ ศูนย์การเรียนรู้พันพรรณ จ.เชียงใหม่
oo
“ชีวิตจริงๆ ก็คือชีวิตที่เข้าใจตัวเอง คือชีวิตที่เริ่มจากการขุดแปลงผัก หว่านเมล็ดลงไป เราเห็นต้นไม้ พืชผักที่เราปลูกงอกขึ้นมา เราก็ดูแลมัน แล้วก็กินมัน แล้วก็ขับถ่ายลงไป แล้วก็เอาถ่ายเป็นปุ๋ย มันวนเวียนอยู่อย่างนี้ มันทำให้เราเห็นว่า ชีวิตเราไม่ได้มีอยู่แค่นี้ ทำให้เราเข้าใจกระบวนการของชีวิตได้ลึกขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีความกลัวน้อยลง ความกลัวมันเกิดขึ้น เพราะเราไม่เข้าใจ แต่ถ้าเราเข้าใจความกลัว มันก็หายกลัว
oo
"เราไม่กลัวว่าจะสูญเสียอันนั้น สูญเสียอันนี้ ก็เพราะเราไม่เข้าใจว่า เราไม่ได้ครอบครองอะไรเลย เพราะเราไม่เข้าใจว่า ที่เราเห็นไม่ใช่ตัวเรา เพราะเรารู้ว่าเราปฏิบัติอย่างไรมันจึงจะถูกต้องในการดูแลตัวเอง ดูแลจิตใจ และร่างกายตัวเอง ผมถึงชอบที่จะอยู่กับดินมากกว่า เพราะผมได้อยู่กับตัวเองมาก สร้างบ้านกับดิน ปลูกผักจากดิน อยู่กับดิน ชีวิตมันก็มีอยู่แค่นี้”
oo
[โจน จันได] ถลกขากางเกง พับแขนเสื้อ ขยำดิน ย่ำโคลน แสวงหาคุณค่าและความหมายของ “ชีวิตง่ายๆ” ไปกับโจน จันได สามัญชนลูกอีสานที่เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงของชีวิตนอกระบบการศึกษา ผ่านการปฏิบัติจริงในศูนย์การเรียนรู้พันพรรณ เรียนรู้การดูแลปัจจัยสี่ในชีวิตอย่างง่ายๆ การสร้างบ้านดิน การขุดแปลงผัก เก็บเมล็ดพันธุ์ ทำสวน ทำอาหาร พูดคุยสนทนาเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นกันเอง สร้างชุมชนกัลยาณมิตรร่วมกับธรรมชาติรอบตัวอย่างเกื้อกูล “ชีวิตง่ายๆ” จะนำเสนอพื้นฐานการภาวนาในชีวิตประจำวัน คุณค่าของการ “ออกแรง” ในฐานะหัวใจของการหยั่งรากวิถีของการภาวนาให้ติดดิน ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เรากิน อยู่ ใช้ สวม นำเสนอทางเลือกที่เรียบง่าย แต่เต็มเปี่ยมด้วยความหมาย และคุณภาพชีวิตให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่
oo
ภาวนากับผืนดิน ระหว่างวันที่ 12-20 ตุลาคม 2552 โดย วิจักขณ์ พานิช (ร่วมกับ โจน จันได) สำหรับบุคคลทั่วไปไม่จำกัดอายุ รับจำนวนจำกัดเพียง 30 ท่าน บริจาคเข้าร่วมท่านละ 4,500-8,000 บาท หรือมากกว่า ตามกำลังทรัพย์
oo
การฝึกภาวนาบนฐานการตื่นรู้ในเนื้อในตัว ถือเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนาในทุกสายการปฏิบัติ โดยเฉพาะเทคนิคโยคะด้านในของทิเบต ที่จะนำพาผู้ปฏิบัติเปิดมณฑลของการรับรู้ในทุกๆส่วนของร่างกาย โดยที่ร่างกายเปรียบได้กับผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ เป็นสถานที่แห่งการหยั่งรากลึกของความรู้สึกตัว และการตระหนักรู้ถึงเรื่องราวอันหลากหลายของการเดินทางแห่งจิตวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความหมาย “ภาวนากับผืนดิน” ผสมผสานการฝึกภาวนาอย่างเข้มข้น เข้ากับวิถีชีวิตของชุมชนที่เรียบง่าย “ติดดิน”
ooo
กิจกรรมประกอบด้วยการนั่งสมาธิภาวนา และเทคนิคภาวนาที่หลากหลาย เพื่อเข้าไปสัมผัสพลังแห่งการตื่นรู้ในกาย สลับกับการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติที่ฝึกฝนกันในสายการปฏิบัติทั้งในสายเถรวาท มหายาน และวัชรยาน จากประสบการณ์ตรงของวิทยากร รวมถึงการถามตอบ พูดคุย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปฏิบัติของผู้เข้าร่วม ด้วยภาษาในชีวิตประจำวันที่เข้าใจง่าย ระหว่างการอบรมในแต่ละวันจะจัดให้มีกิจกรรม “ออกแรง” ร่วมกันภายในชุมชนผู้ปฏิบัติ เช่น การสร้างบ้านดิน ขุดท้องร่อง ถางหญ้า ดูแลแปลงผัก ทำอาหาร เดินป่า และอื่นๆ ในฐานะกิจกรรมแห่งสติที่ผสมผสานไปอย่างกลมกลืนกับการฝึกฝนความตื่นรู้ในเนื้อในตัว อย่างเข้มข้น
ooo
“ภาวนากับผืนดิน” นำเสนอถึงคุณค่าทางจิตวิญญาณ ที่ไม่แยกขาดกับวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การเป็นอยู่อย่างพอเพียง พึ่งตนเอง การฝึกใจโดยไม่แยกขาดจากการใช้แรง การดูแลปัจจัยสี่ด้วยตนเองอย่างง่ายๆ การตระหนักรู้ถึงสุขทุกข์ร่วมกับผู้อื่นในสังคม วิถีปฏิบัติอันแสนจะติดดิน “รู้เนื้อรู้ตัว” ที่พระพุทธองค์และอริยสาวกได้แสดงเป็นแบบอย่างไว้ให้กับผู้เดินตาม ที่จะทำให้เราเข้าใจพุทธธรรม ในฐานะ “จิตวิญญาณแห่งผืนดิน” ที่ซึ่งหัวใจของมนุษย์จะสามารถงอกงามได้อย่างไม่ไร้ราก
oo
ติดต่อขอรับใบสมัครที่ shambhala04@gmail.com หรือ นภา 089-160-3588 (เปิดรับสมัครตั้งแต่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป)
นน
๐ วิจักขณ์ พานิช
นักเรียนรู้และครูพเนจร เดินทางขึ้นเหนือ ล่องใต้ เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตที่หลากหลายของผู้คนในยุคมืดมนทางจิตวิญญาณ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ยุคผลัดใบ นักวิชาการด้านการศึกษาและพุทธศาสนา ผู้ไม่สังกัดสถาบันการศึกษา ระบบราชการ หรือองค์กรอิสระใดๆ
oo
วิจักขณ์เป็นวิทยากรอิสระให้กับเสมสิกขาลัย องค์กรภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ จัดการฝึกอบรมอิสระที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ด้านใน พุทธศาสนาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม และการฝึกตนผ่านการภาวนาในฐานะกระบวนการ ด้วยศรัทธาในมิติทางคุณค่าของเส้นทางการแสวงหาทางจิตวิญญาณ ผ่านการสื่อสารในภาษาของโลกสมัยใหม่ที่ก้าวข้ามการแบ่งแยกทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ เพศวิถี หรือลัทธิความเชื่อทางศาสนา
oo
วิจักขณ์ฝึกฝนภาวนาตามแนววัชรยานในสายปฏิบัติของเชอเกียม ตรุงปะ ภายใต้การดูแลของเร้จจี้และลี เรย์ ทำหน้าที่ครูช่วยสอนให้กับอาจารย์ทั้งสอง ทั้งในชุมชนผู้ปฏิบัติที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและในประเทศไทยhttp://vichak.blogspot.com/
oo
๐ โจน จันได
สามัญชนลูกอีสานที่เรียนรู้ชีวิต ผ่านประสบการณ์ตรงนอกระบบการศึกษา หลายคนรู้จักเขาในนาม “โจน บ้านดิน” ผู้จุดประกายกระแสบ้านดินฟีเวอร์ จนแตกแขนงออกเป็นเครือข่ายคนสร้างบ้านดินในทุกวันนี้ จากชีวิตชาวนาที่ครั้งหนึ่งเคยต้องทิ้งที่นาเข้าไปทำงานรับจ้างรายวันในกรุงเทพฯ โจนได้เรียนรู้ที่จะกลับคืนสู่จิตวิญญาณแห่งผืนดิน สู่การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและเรียบง่ายสอดคล้องไปกับธรรมชาติ
oo
โจน และเป๊กกี้ ภรรยาชาวอเมริกัน เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้พันพรรณ ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ศูนย์แห่งนี้ได้ต้อนรับผู้สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศปีละหลายพันคน พันพรรณยังเป็นศูนย์เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านที่มีเป้าหมายในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพันธุ์ ที่เริ่มที่จะสูญหายไปจากผืนดินไทยด้วยผลกระทบของลัทธิทุนนิยมและบริโภคนิยม http://www.punpunthailand.org/
o
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจออนไลน์
huahinhub Thanks
o

7.03.2552

| กระตุ้นความคิด ๑๒๘ (กระเป๋าในความฝัน)




กระเป๋า ใส่ความฝัน


ความมุ่งมั่น และทางเดินในอนาคตของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อไม่นานมานี้ ช่วงหัวค่ำของวันฝนโปรย เราได้บังเอิญพบหญิงสาวคนหนึ่งย่านสยามสแควร์ เธอกำลังยืนอยู่ในบูตของตัวเองติดกับอีกหลายบูตที่มาออกร้านในตลาดนัดงานดีไซน์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งการจัดวางและกระเป๋าหลากหลายรูปทรงของ ภัททราพร วัฒนะลิขิต หรือ เอ นั้น โดดเด่นเตะตา แม้จะมีราคาแพงกว่าของคนอื่นที่มาออกงานด้วยกันอยู่หลายเท่า ทำให้ต้องแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมชม

หลายวันถัดมา เราจึงนัดเจอเธอที่บ้านหลังใหญ่อันเป็นแหล่งผลิตสินค้าทุกชิ้น ทำเองล้วนๆ ในห้องนอนโดยไม่มีผู้ช่วยแม้แต่คนเดียว เอบอกเล่าให้ฟังว่า เธอเพิ่งเรียนจบหลักสูตรประกาศนียบัตร 1 ปี ทางด้าน Shoe and Accessories Design ที่ Istituto Europeo di Design กรุงโรม อิตาลี พร้อมกับขยายความสาขาที่เรียนว่า

"คนไทยชอบเข้าใจผิด รวมทั้งเราด้วยว่า Accessory คือ ต่างหู และของเล็กๆ เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมันคือทุกอย่างที่อยู่บนร่างกาย พอเรามาเรียน เราจึงได้เรียนทุกอย่างตั้งแต่แว่นตา นาฬิกา เข็มขัด รองเท้า กราเป๋า สร้อยคอ แหวน หมวก ต่างหู ที่คาดผม เข็มกลัดฯลฯ แต่ที่เราชอบออกแบบเป็นพิเศษก็จะเป็นพวกต่างหู ข้อมือ แหวน กระเป๋า และรองเท้า"

ก่อนหน้านี้ เอจบไฮสคูลที่นิวซีแลนด์แล้วกลับมาบ้านเพื่อรักษาตัวเนื่องจากไม่ค่อยแข็งแรง จึงได้ช่วยงานของคุณพ่อไปพลางๆ เป็นเวลา 7 - 8 ปี ก่อนจะออกมาหาประสบการณ์การทำงานด้าน Event Coordinator อยู่ 2 ปี แล้วหักมุมไปเรียนต่อที่อิตาลี

"ตอนนั้น คิดหนักอยู่เหมือนกันค่ะว่า อายุก็สามสิบแล้วน้า จะไหวเร้อ แต่ก็เอาล่ะ ลองดู ไม่เป็นไร เราหน้าเด็ก (หัวเราะ)" เส้นทางชีวิตของหญิงสาวผู้ไม่เคยพบเจอความลำบากจึงเริ่มต้น ณ กรุงโรม เรียนจริง ทำจริง ทุกสิ่งอัน เมื่อตกลงไปเรียนต่อ เธอเลือกจะอยู่นอกเมืองตามที่คนรู้จักแนะนำ เอเล่าถึงชีวิตการเรียน 1 ปีเต็มเมื่อปีที่ผ่านมาว่า ต้องนั่งรถเมล์ต่อรถไฟและต่อรถเมล์อีกรอบกว่าจะถึงโรงเรียนใช้เวลา 1ชั่วโมง 15 นาที โดยไปเรียนทุกวันและกลับมาทำงานต่อที่บ้าน บางวันทำถึงตี 4 เพราะเป็นคนชอบทำงานกลางคืน ยังไม่รวมการทัศนศึกษาตามโรงงานต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้อย่าง โรงงานทำหุ่นเท้าไม้สำหรับโชว์รองเท้า โรงงานหมวก โรงงานแบรนด์ดังอย่างเฟอร์รากาโม่ ตลาดนัดวินเทจไปจนถึงงานแฟร์ขายสินค้าต่างๆ

"ตอนที่เราไปเรียนก็ไปเรียนจริงๆ ค่ะ ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย ไม่มีเวลา เป็นหลักสูตรที่เรียนหนักมาก เพราะก่อนหน้านี้มันเป็นหลักสูตร 2 ปีแล้วลดเหลือปีเดียวเลยต้องเรียนอัดกันทุกอย่าง แต่ก็สนุกดีนะ ทุกคนที่เรียนก็ไม่มีพื้นด้านนี้ เริ่มใหม่เหมือนกันหมด เริ่มจากการหัด Drawing เรียนเทรนด์แฟชั่น เรียนการเย็บหลายๆ แบบสำหรับใช้ในงาน หรืออย่างเรียนกระเป๋าก็ได้เรียนวิธีเย็บก้นกระเป๋าทุกแบบ เย็บให้ได้ทุกทรง"

เมื่อดูจากผลงานของเอแต่ละชิ้น ใครได้เห็นก็คงต้องทึ่งในความพยายามของเธอ อย่างกระเป๋าหนังแต่ละใบนั้น เอใช้เวลาทำช่วงกลางคืนถึง 5 วัน เย็บมือทั้งชิ้น เริ่มตั้งแต่ตัดหนัง ใช้ที่เจาะรูจุดลงไปแต่ละจุดก่อนจะเจาะรูทีละรูอีกที กว่าจะสอดเข็มเข้าไปเย็บ เรียกว่าทำกันจนมื้อด้านกว่าจะได้แต่ละใบ ส่วนกระเป๋าผ้าก็ง่ายหน่อยคือ ใช้จักรช่วยเย็บ

"ถามถึงแรงบันดาลใจนี่ ตอบไม่ถูกเลยนะ เพราะเราจะมีวิธีการทำงานที่ไม่เหมือนคนอื่นตลอด เราจะชอบซื้อผ้าซื้อของมาก่อนแล้วมานั่งดูว่าอะไรเข้ากับอะไร แล้วก็ทำเลย ไม่ใช่คนที่มานั่งออกแบบก่อน อย่างแพทเทิร์นเราก็ไม่มีนะ ซึ่งเป็นนิสัยที่ไม่ดีเลย เราก็ตัดลงบนผ้าเลย ไม่มีแบบ ถ้าจะทำใบเดิมซ้ำ เราก็เอาใบเดิมมาวางแล้วก็กะขนาดเอา ก็ออกมาก็เท่าๆ กัน ต่างกันนิดหน่อย ดูไม่ค่อยออกหรอก (ยิ้ม)" เอยืนยัน

นอกจากนี้ ผลงานของเธอยังมีจุดเด่นตรงที่การนำวัสดุไม่เหมือนใครมาใช้อาทิ การนำพรมเช็ดเท้าหรือผ้าเช็ดตัวมาตัดทำกระเป๋าได้อย่างสวยงามถึงกับเรียกเสียงฮือฮาจากชาวอิตาลีมาแล้ว


มุ่งสู่อนาคต
แม้จะชอบแต่งตัวมาตั้งแต่เล็กๆ แต่ที่เคยวาดฝันไว้ตอนนู้นคือ การเป็นนักธุรกิจ มิใช่ดีไซนเนอร์ หากวันนี้ เธอก็กำลังเริ่มต้นมีแบรนด์เล็กๆ ของตัวเองภายใต้ชื่อว่า Monelladesign แปลว่าเด็กดื้อออกแบบ อันหมายถึงตัวเธอเอง โดยวางขายเฉพาะในเวบ http://www.monelladesign.com/ และตามคนรู้จักบอกต่อกัน ยังไม่นับรวมแผนการณ์ในอนาคตที่จะไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษสาขารองเท้าในปีการศึกษาถัดไปนี้ เอให้เหตุผลที่เลือกไปเรียนด้านนี้ว่า ตอนเรียนที่อิตาลีรู้สึกว่ายังไม่ค่อนชำนาญด้านรองเท้า และเวลาเรียนก็มีน้อยจึงอยากเรียนรู้ให้มากกว่านี้ ไม่เหมือนกับกระเป๋าที่แค่มองดู เธอก็รู้ขั้นตอนในการทำ

"ที่ไปเรียนไม่ใช่เพราะเราอยากได้ปริญญาหรอก เราคิดว่าประสบการณ์สำคัญกว่าปริญญา แล้วที่เราไปเรียนมา ก็ทำให้รู้สึกเลยว่าเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ได้ดูแลรับผิดชอบตัวเอง ก็เลยวางแผนไว้ว่า พอเรียนจบก็อยากจะฝึกงานหาประสบการณ์ที่นู่นก่อน แล้วค่อยกลับมาเปิดร้านขาย Accessory ของตัวเอง อาจจะมีสินค้าเด็กๆ ด้วย เพราะเรารู้สึกว่าของใช้ของเด็กที่เมืองไทยมันไม่ค่อยน่าใช้ เลยอยากทำเอง อย่างตอนนี้ก็ทำกระเป๋าให้หลานๆ ที่บ้านใช้เองด้วย (ยิ้ม)" อนาคตอีกยาว ไกลใครจะรู้ แต่ที่แน่ๆ ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้น
o
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ โดย : วิภานี กาญจนาภิญโญกุล
huahinhub Thanks
o

6.29.2552

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๒๘ (พลังชุมชนโคกไม้เดน)





ชาวบ้านโคกไม้เดน จ.นครสวรรค์ ร่วมใจจัดประชาพิจารณ์การสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น สืบสานความรู้และภาคภูมิใจเมืองโบราณทวาราวดีอายุกว่า 1,000 ปี

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่อมตอบสนอง การดำรงอยู่ของคนร่วมสมัย อย่างน้อยก็ในการสร้างจิตสำนึก ของความเป็นคนถิ่นเดียวกัน ในงานประชาพิจารณ์การจัดการพิพิธภัณฑ์ชุมชนโคกไม้เดน ตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ของชาวชุมชนบ้านโคกไม้เดน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา นำโดย พระอธิการธีรศักดิ์ ธีระธัมโม เจ้าอาวาสวัดเขาไม้เดน
ooo
เป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชมสำหรับการสร้างแหล่งเรียนรู้ของตนเอง
ท่านเจ้าอาวาสเล่าว่าชาวชุมชนรับรู้ว่าพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยนั้นเป็นเมืองโบราณอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี ด้วยกรมศิลปากรเคยทำการสำรวจและขุดแต่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2507 พบซากโบราณสถานสมัยทวารวดีหลายแห่ง
ครั้นปี พ.ศ.2540 ท่านเจ้าอาวาสได้เข้าร่วมอบรมเรื่องการอนุรักษ์โบราณสถาน ทำให้เกิดแนวคิดในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ จึงประกาศแนวคิดนี้ออกไป ชาวบ้านรวมถึงนายกเทศมนตรีตำบลท่าน้ำอ้อย ต่างเห็นดีด้วย
ทุกวันนี้ พิพิธภัณฑ์วัดเขาไม้เดนได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมแล้ว เป็นอาคารไม้สองชั้น ชั้นบนจัดแสดงโบราณวัตถุประเภทต่างๆ เช่น โครงกระดูกมนุษย์
oo
ภาชนะดินเผาแบบต่างๆ อุปกรณ์ขึ้นรูปภาชนะดินเผา ลูกปัด และชิ้นสำคัญคือประติมากรรมสำริดรูปมนุษย์ผู้ชายเปลือยกายชูมือสองข้างเหนือศีรษะ กล่าวกันว่าไม่เคยพบในแหล่งโบราณคดีใดๆ มาก่อน เรียกว่า "มนุษย์ปั้นเมฆ" สำหรับใช้ในพิธีกรรมขอฝน ส่วนชั้นล่างเตรียมพัฒนาเป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวร
00
"เราเริ่มเก็บสมบัติแผ่นดินรวมไว้ที่วัดมา 8 ปี มีของมากกว่า 200 ชิ้น ใครไปทำไร่นาแล้วพบก็นำมาถวายวัด ลูกปัดเอย กระดูกมนุษย์โบราณเอย อาตมาก็อยากได้ความเห็นจากพวกเราว่า จะร่วมกันทำอย่างไรให้พิพิธภัณฑ์ของเราเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนรุ่นหลังต่อๆ ไป" นัทธี พุคยาภรณ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์ เสนอว่าควรดึงองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาร่วมสนับสนุนงบประมาณ จัดทำภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม เตรียมป้ายบอกทาง และเตรียมทำเส้นทางเยี่ยมชมโบราณสถานจุดต่างๆ โดยจัดอบรมมัคคุเทศก์น้อยเพื่อนำการบรรยาย ทั้งนี้อาจขอให้กรมศิลปากรจัดส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยฝึกอบรมให้
oo
มคิดว่าที่นี่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมได้ อย่างบทเพลงที่อาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ กรุณาแต่งให้หลายเพลง เราก็จะให้ครูไปคิดท่ารำสอนเด็กต่อไป" ชาวบ้านบางคนเสนอว่าการดำเนินการใดๆ ต้องให้ภาคประชาชนทำเป็นหลัก ภาครัฐควรเป็นแค่พี่เลี้ยง และควรมีการประเมินผลโครงการตลอดเวลา บางคนเสนอให้นำข้อมูลความรู้ด้านประวัติศาสตร์-โบราณคดีของโคกไม้เดน บรรจุในหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนในพื้นที่ 3 แห่งด้วย โดยเนื้อหาหลักสูตรอาจแบ่งเป็นด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างศาสนสถานเมื่อ 1,000 ปีก่อน วิทยาการการทำคูน้ำคันดินโบราณ อาชีพในอดีต สาเหตุของความเสื่อมโทรมของชุมชนโบราณ ตลอดจนร่องรอยวิถีชีวิตของคนในอดีต
oo
โสภณ ปานพรม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาไม้เดน ในฐานะผู้ดำเนินการประชุม ขมวดประเด็นเชิงรุกว่าจะพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม โดยทำผังกำหนดจุดเยี่ยมชมจำนวน 13 จุด เริ่มต้นด้วยการเดินขึ้นเขาปกล้น ชมโบราณสถานสมัยทวารวดีบนยอดเขาและจินตนาการถึงทิวทัศน์ชุมชนโบราณ จากนั้นลอดอุโมงค์ในหมู่บ้านผ่านคูเมือง ไปยังวัดพระปรางค์เหลือง จุดที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นมณฑลนครสวรรค์ เมื่อ พ.ศ.2449 (ก่อนเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง 1 ปี) ระหว่างทางจะมีชาวบ้านตั้งเพิงขายขนมท้องถิ่น เช่น ข้าวเกรียบว่าว มีบริการอบไอน้ำด้วยสมุนไพร รวมถึงบริการนวดแผนโบราณ
ส่วนในแง่ประวัติศาสตร์นั้น อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ เล่าว่าเมืองบนเริ่มเป็นบ้านเมืองราว พ.ศ.1000
io
มัยที่เจดีย์ทวารวดีที่โคกไม้เดนมีชีวิตชีวาอยู่นั้น แม่น้ำเจ้าพระยาที่ข้ามท่าน้ำอ้อยไม่ได้เป็นแบบนี้ สมัยกรุงศรีอยุธยาเรียกว่าแม่น้ำพระประแดง บริเวณนี้เป็นเมืองบนกับโคกไม้เดน ไม่แยกส่วนกับเมืองล่างที่อยู่ในเขตอำเภอมโนรมย์ ชัยนาท เมืองบนกับเมืองล่างนี้ไม่พบซากสถูปเจดีย์ มีพบเล็กๆ น้อยก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นสถูปเจดีย์ ซึ่งผิดสังเกต ต่างจากบ้านเมืองทั่วไปที่พบสถูปเจดีย์ร่วมด้วย แต่สถูปเจดีย์สมัยทวารวดีอยู่บริเวณโคกไม้เดนกับยอดเขาทั้งยอด แปลว่าผู้คนสมัยทวารวดีที่เมืองบนกับเมืองล่างยกย่องเขตนี้ว่าเป็นเขตศาสนสถาน บริเวณโคกไม้เดนเป็นเนินสูงกว่าที่ลุ่มโดยรอบ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ น่าเชื่อว่าเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของคนสมัยก่อนทวารวดี"
oo
สุจิตต์ อธิบายเหตุของการเกิดชุมชนเมืองบนและเมืองล่างในสมัยก่อน เพราะเป็นชุมชนที่อยู่บนเส้นทางขนส่งทางน้ำตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ "เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระสงฆ์มาเผยแผ่ศาสนาประมาณ พ.ศ.300 พระสงฆ์คณะนั้นโดยสารเรือสินค้ามา มีพราหมณ์โดยสารมาด้วย มาเริ่มปักหลักที่อำเภออู่ทอง สุพรรณบุรี ลำน้ำมะขามเฒ่าที่อู่ทอง ใกล้กับมโนรมย์ เป็นต้นน้ำนครไชยศรี หรือแม่น้ำสุพรรณบุรี เมืองบนกับเมืองล่างเป็นที่คุมเส้นทางการค้าเส้นนี้ แถวเจ้าพระยา สะแกกรัง มะขามเฒ่า ไปออกแม่น้ำน้อย สิงห์บุรี ถ้าจะส่งสินค้าไปทางอีสานหรือเหนือก็ต้องผ่านสถานีการค้านี้"
oo
นการล่มสลายของเมืองบนนั้น สันนิษฐานว่าเป็นเพราะเส้นทางปลง ทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางการค้า "ตอนนั้นราษฎรจำนวนไม่น้อยยังอยู่ที่เดิม เป็นชาวป่านาไร่ ทีนี้เมืองนครสวรรค์มาเกิดทีหลังเมืองบนประมาณ พ.ศ.1800 พอสมัยรัชกาลที่ 2 คนมาปลูกอ้อยที่เมืองบนกันมาก ถึงเป็นที่มาชื่อท่าน้ำอ้อย ในเอกสารสมัยรัชกาลที่ 4 ยังบอกถึงตอนตั้งเมืองพยุหคีรี ชื่อเมืองสะกดแบบไม่มีสระอะเพราะเป็นคำสมาส"
เรื่องราวของชุมชนโคกไม้เดนหรือเนินที่เต็มไปด้วยไม้เหลือเลือก (ที่มาของสำนวน "เหลือเดน" ไม้เดนเหมาะสำหรับทำฟืน เผาถ่าน) ยังมีประเด็นให้ขบคิดและเรียนรู้มากมาย โดยเฉพาะการร่วมแรงร่วมใจของชาวชุมชนในการอนุรักษ์สมบัติแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน
oo
ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ โดยยุวดี วัชรางกูร
huahinhub Thanks
oo

| สร้างสรรค์วัฒนธรรม และสังคมเมือง ๑๒๗ (พิพิธภัณฑ์ติดล้อ)


สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้จัด Muse Mobile โชว์นิทรรศการเรียงความประเทศไทย สัญจรทั่วประเทศ ออกตัวหน้า พารากอน วันที่ 11-15 ก.ค.นี้

สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติยก นิทรรศการเรียงความประเทศไทย ที่บอกเล่าเรื่องราว ความเป็นมาของประเทศไทย และคนไทย ขึ้นรถสัญจรไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ในชื่อ Muse Mobile พิพิธภัณฑ์ติดล้อ เพื่อขยายพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่มีความทันสมัย สนุกสนาน และ เพลิดเพลิน

สถาบันจึงได้จัดทำโครงการนิทรรศการและกิจกรรมการเรียนรู้เคลื่อนที่ (Muse Mobile) เพื่อเป็นการนำร่องการสัญจรของพื้นที่ใหม่แห่งการเรียนรู้ออกสู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย
ooo
พลเรือเอกฐนิธ กิตติอำพน รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ กล่าวว่า กว่า 1 ปีที่ผ่านมา มีผู้สนใจเข้าชมมิวเซียมสยามแล้วกว่า 260,000 คน และจากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่มาจากพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สถาบันจึงมีแนวคิดที่จะกระจายความรู้ออกสู่ทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเหนือ ใต้ ตะวันออกหรือตะวันตก โดยจะได้โอกาสในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน
oo
สถาบันจึงได้เริ่มโครงการนิทรรศการและกิจกรรมการเรียนรู้เคลื่อนที่ “Muse Mobile พิพิธภัณฑ์ติดล้อ” ด้วยหวังว่าการสัญจรของนิทรรศการและกิจกรรมครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบของการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย อันจะนำมาซึ่งการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนตลอดไป
oo
“Muse Mobile พิพิธภัณฑ์ติดล้อ” ภายใต้หัวข้อ “เรียงความประเทศไทย” ถอดแบบมาจากนิทรรศการถาวรจากมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของประเทศไทย และคนไทย ที่เน้นการตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบ ไทยแท้คืออะไร? คุณคือคนไทยหรือเปล่า?
oo
พบกับ “Muse Mobile พิพิธภัณฑ์ติดล้อ” ที่พร้อมจะสัญจรไปทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย เริ่มจากกรุงเทพฯ ณ ลานพาร์คพารากอน วันที่ 11-15 กรกฎาคม 2552 เวลา 10.00 -20.00 น. และจะเคลื่อนย้ายไปยัง เทศบาลนครลำปาง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง และเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน 2552